ปีที่ 2 ฉบับที่ 620 ประจำวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2542
ฉายภาพมหาเถรสมาคม
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ได้มีการพูดถึงมหาเถรสมาคมกัน ค่อนข้างมาก นักพูดเหล่านั้นพูดด้วยความรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง พูดด้วย ความบริสุทธิ์ใจบ้าง หรือด้วยอคติบ้าง อันมหาเถรสมาคมนั้นจัดได้ว่า เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ ชาวบ้าน เมื่อจะพูดถึงองค์กรนี้ พึงกระทำด้วย ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
ศาสนาเป็นสิ่งบริสุทธิ์ เป็นของสูง จึงไม่ใช่ของอันพึงจาบจ้วง ล่วงละเมิด แม้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังมิบังควร ดอกบัวมีความเปราะบาง ฉันใด ศาสนาซึ่งมีความสัมพันธ์กับ จิตวิญญาณของมนุษย์ ก็มีความเปราะบางดุจกัน
ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนามีส่วนสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทย ดำรงคงอยู่สืบมาจนปัจจุบันนี้ พระมหากษัตริย์เจ้า ทุกพระองค์ ล้วนเป็นพุทธมามกะ ได้ทรงจัดการการปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สืบต่อมาช้านาน ไพร่ฟ้า ประชาชน ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ล้วนแต่ได้อุปถัมภ์ค้ำจุน พระพุทธศาสนามาโดยลำดับ
อันเป็นข้อพิสูจน์ว่า พระพุทธศาสนาจะดำรงคงอยู่ได้ ก็เพราะความเลื่อมใสศรัทธามั่นคง ของพุทธบริษัท เมื่อใดพุทธบริษัทเสื่อม เมื่อนั้น ศาสนาก็จะเสื่อมตามไปด้วย พระพุทธองค์มีพระดำรัสว่า "ดูก่อนกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรม ให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆะบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรม เลือนหายไป เปรียบเหมือน เรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังจะไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้"
และทรงมีพระดำรัสถึงเหตุฝ่ายต่ำ 5 ประการ ของพุทธบริษัท ที่ทำให้สัทธรรมเสื่อมว่า
"ดูก่อนกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ 5 ประการเหล่านี้ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ 5 ประการ เป็นไฉน คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
1. ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา
2. ไม่เคารพยำเกรงในพระธรรม
3. ไม่เคารพยำเกรงในพระสงฆ์
4. ไม่เคารพยำเกรงในการศึกษา
5. ไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ
เหตุฝ่ายต่ำ 5 ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม (สังยุตตนิกาย นิทานวรรค 16/266-267)
การบริหารคณะสงฆ์
จำเนียรกาลผ่านมาหลายร้อยปี
การปกครองของคณะสงฆ์ในประเทศไทยที่บริหารสืบต่อกันมา
ด้วยความเรียบร้อย
มีลักษณะแบบอย่าง เป็นของตัวเอง
เป็นอิสระ
และเป็นอธิปไตยเฉพาะตัวมาโดยตลอด
ความละเอียดอ่อน
ความเปราะบางในพระศาสนา
มีผู้ดูแลคือ พระสงฆ์นั้นเอง
การปกครองคณะสงฆ์ดังกล่าวนี้
เป็นไปตามอำนาจ
ที่ทางบ้านเมืองมอบให้โดยเฉพาะ
แต่มิได้หมายความว่า
แยกตัวออกจากบ้านเมืองต่างหาก
เป็นแต่ระบบบ้านเมือง
ให้อิสระเสรี ในการปกครองกันเอง
ให้อำนาจออกกฎระเบียบ คำสั่ง
ที่เป็นเครื่องมือ ในการปกครอง
ได้ตามอำนาจ ที่บ้านเมืองมอบไว้
โดยเนื้อแท้ของการปกครองนั้น
ยังอยู่ในลักษณะที่
พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา
สมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
สมเด็จพระสังฆราช
ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก
บัญชาการปกครองคณะสงฆ์
โดยผ่านมหาเถรสมาคม
มหาเถรสมาคม
องค์กรสูงสุดของการปกครองคณะสงฆ์ไทยคือมหาเถรสมาคม มีอำนาจทั้งการปกครองบังคับบัญชา คณะสงฆ์ไทยทั้งหมด ออกกฎระเบียบ คำสั่ง ให้คณะสงฆ์ปฏิบัติตาม โดยไม่ขัดหรือแย้งกับธรรมวินัย และทำหน้าที่เป็นศาลสงฆ์ พิพากษาอรรถคดีของสงฆ์ โดยสรุปคือ มหาเถรสมาคม มีอำนาจทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ในการบริหารปกครองคณะสงฆ์ไทย
มหาเถรสมาคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน 12 รูป เป็นกรรมการ โดยมีอธิบดี กรมการ ศาสนา เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ปัจจุบันกรรมการมหาเถรสมาคมมี 21 รูป ปกครองคณะสงฆ์ไทยทั้งหมดทั้งธรรมยุติ และมหานิกาย โดยในส่วนของการปกครองนั้น ฝ่ายธรรมยุติ มีเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติเป็นผู้ดูแล ฝ่ายมหานิกาย มีเจ้าคณะหน แบ่งออกเป็น 4 หน คือ หนเหนือ หนกลาง หนตะวันออก และหนใต้ เป็นผู้ดูแล และแบ่งย่อยออกไปเป็น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ดูแลปกครองคณะสงฆ์ย่อยลงไปตามลำดับ
กรรมการมหาเถรสมาคม
กรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูป ล้วนเป็นพระมหาเถระและพระเถระที่มีภูมิความรู้ทางธรรมสูง เกือบทั้งหมด สำเร็จการศึกษา เป็น เปรียญธรรม 9 ประโยค มีคุณธรรมสูง มีศีลาจารวัตรงดงาม มีอัจฉริยภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเทศนาอบรมประชาชน การประพันธ์ เรื่องธรรมะ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสัมพันธ์กับองค์กรพุทธระหว่างประเทศ การสงเคราะห์ประชาชน และอื่นๆ ทุกรูปเปี่ยมล้นด้วย ประสบการณ์ในการบริหาร ปกครองคณะสงฆ์ มีวิจารณญาณที่กว้างไกล สามารถปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นปึกแผ่นสามัคคีได้อย่างดียิ่ง ในที่นี้ จักบรรยายถึงผลงานโดยย่อ ของกรรมการมหาเถรสมาคมบางองค์ ดังนี้
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ตั้งแต่ พระชนมายุ 14 พรรษา อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุต แล้วก็ได้ทรงตั้งใจศึกษา จนสอบได้เปรียญ 9 ประโยค ทรงเป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างที่ทรงผนวช เมื่อ ปี พ.ศ. 2499 และได้ทรงเจริญในสมณศักดิ์ สืบต่อมากระทั่ง ได้รับพระราชทานสถาปนา ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 ทรงเป็นที่รักและเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ในความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน
สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร ป.ธ.6) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ท่านเป็นกรรมการสังคีติการกสงฆ์ สังคายนา พระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก ฉบับมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 รอบ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศ ท่านเป็นผู้ทรงภูมิเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เป็นที่ยกย่องนับถือของคณะสงฆ์ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ท่านได้ตำแหน่งเป็นประธานกรรมาธิการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก จนสมบูรณ์ ในวาระ มหามงคลสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2530 นอกจากนั้น ยังเป็นผู้บรรยายธรรมะ ทางสถานี วิทยุในรายการ "ของดีจากใบลาน" เป็นองค์อุปถัมภ์วัดไทยในต่างแดนที่มีชื่อว่า "วัดพุทธาราม" อีกด้วย
สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม ท่านเป็นผู้แสดงธรรมเทศนาที่ลุ่มลึก มีปฏิภาณโวหารเป็นเยี่ยม นับเป็น ยอดพระธรรมกถึกแห่งยุครูปหนึ่ง นอกจากนั้น ท่านยังเข้มงวดในเรื่องวินัยและการปกครองคณะสงฆ์เป็นอย่างมาก
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ทิม อุฑาฒิโม ป.ธ.5) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ท่านเป็นนักวิชาการ เป็นครูสอนบาลี และเป็นกรรมการ ตรวจนักธรรมชั้นตรี ชั้นโท ด้วย
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม เจริญศาสนสัมพันธ์กับต่างประเทศ จนเป็นที่ยอมรับนับถือของพุทธบริษัท ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานเป็นอันมาก นอกจากนั้น ท่านยังดูแลอบรม พระธรรมจาริก เผยแผ่พุทธศาสนาในหมู่ชาวเขา อบรมบุคคลเหล่านี้ ให้เลิกปลูกฝิ่น และลดละเลิกยาเสพติด ประสพผลสำเร็จเป็นอย่างมาก
สมเด็จพระวันรัต (นิรันดร์ นิรนฺตโร ป.ธ.9) วัดเทพศิรินทราวาส (เปรียญธรรม 9 ประโยค) ท่านเป็นผู้ตรวจชำระพระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา และพระคัมภีร์ธาตุปทีปิกา มีส่วนในการสังคายนาพระธรรมวินัยและ ตรวจชำระพระไตรปิฎก จนเสร็จสมบูรณ์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) วัดสุวรรณาราม เป็นยอดพระธรรมกถึกแห่งยุคอีกรูปหนึ่ง
นอกจาก เจ้าประคุณสมเด็จท่านเหล่านี้แล้ว ยังมีพระราชาคณะชั้นธรรมซึ่งเป็นองค์ประกอบของมหาเถรสมาคม อาทิเช่น พระญาณวโรดม พระสุเมธาธิบดี พระสุธรรมาธิบดี พระอุดมญาณโมลี พระพรหมจริยาจารย์ พระธรรมวโรดม พระวิสุทธาธิบดี พระธรรมปัญญาจารย์ พระพรหมโมลี พระธรรมกิตติวงศ์ พระธรรมเมธาภรณ์ ท่านเหล่านี้ล้วนมีความรู้ในทางธรรมเป็นอเนกประการ เชี่ยวชาญทั้งทางวิชาการและการปกครอง ประกอบกันขึ้น เป็นองค์คณะสงฆ์ ซึ่งจะดูแลพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป ในท่ามกลางความมืดหมองแห่งอวิชชา ที่ครอบงำบ้านเมือง อยู่ในทุกวันนี้นั้น
ท่านเหล่านี้ หากจะกล่าวไปก็มิต่างจากประทีปโคมไฟ เป็นประทีปแห่งธรรม จักสะดุ้งสะเทือนหวั่นไหว ต่อลมพายุกรรโชก กระชั้น ได้อย่างไรเล่า
มนุษย์สามารถท่องไปได้ในจักรวาลอันไกลโพ้น เหยียบยืนลงไปบนผิวดาวที่ไม่มีใครเคยรู้จัก แม้กระนั้น มนุษย์จะรู้จักใจของตัวเองก็หาไม่ มันสมองของมนุษย์ยุคเอนไลเทนเมนต์ หรือยุคแห่งแสงสว่าง ที่ได้สรรค์สร้างสังคมวัตถุนิยมและบริโภคนิยม กลับนำพามนุษย์ ให้เตลิดไป ในความมืดมิดแห่งความอยาก และความกระหาย ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่การบริโภคอย่างตะกระตะกราม กลับไม่ทำให้มนุษย์อิ่มได้ ไม่มีใครเลยที่อิ่ม ไม่มีใครเลยที่พอใจกับ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่นับวันก็ยิ่งทวีความดุดัน และเหี้ยมเกรียม นั่นนำมาสู่ปรากฏการณ์ใหม่ เมื่อใกล้สิ้นศตวรรษ นั่นคือ มนุษย์หันเข้าหา การพัฒนาทางจิตวิญญาณมากขึ้น
นั่นหมายถึงความจำเป็นที่สังคมต้องมีกลไกทางศาสนาที่เข้มแข็ง ยืนหยัดอยู่บนความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ที่ได้รับ ความเคารพ และไม่ถูกล่วงละเมิดโดยโมฆบุรุษ
พระมหาเถระเจ้าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ทรงคุณธรรมเป็นอเนกประการ ดังได้บรรยายมาแล้ว จึงเป็นของสูง จึงไม่ใช่ผู้พึงถูกล่วงละเมิด แม้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ยังมิบังควร
การกระทำจาบจ้วงโดยบุคคลต่างๆดังที่ได้ปรากฎอยู่ในสื่อมวลชนหลายวันมานี้
พุทธศาสนิกชนผู้รักพระศาสนา จักทนอยู่ได้อย่างไรเล่า
เพราะดอกบัวมีความเปราะบางฉันใด
ศาสนาซึ่งมีความสัมพันธ์กับจิตวิญญาณของมนุษย์ก็มีความเปราะบางดุจกัน.........
"กัลยาณวาท"