ปีที่ 2 ฉบับที่ 620 ประจำวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2542

สหัสวรรษที่ 3

ชำแหละรายงานอัปยศ   สิ้นศักดิ์ศรีแห่งรัฐสภา

ผมแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อได้อ่านรายงานกรณีวัดพระธรรมกาย ของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

ผมอ่านหลายเที่ยวอย่างแทบไม่อยากจะเชื่อว่า ณ บัดนี้สภาที่ถือเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารประเทศ ประกอบด้วยบุคคลผู้มีเกียรติ ที่ราษฎรได้ร่วมกันเลือกเข้าไปบริหารประเทศ จะบังอาจและกล้าหาญมาก ในการรวบรวมทำเอกสาร พยานเท็จ การเบิกความเท็จ ซึ่งผิดกฎหมาย อาญา

แต่คณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ ก็ได้ใช้เวทีสภาแห่งนี้ เป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มบุคคลที่คิดร้ายต่อวัดพระธรรมกาย เชื่อโดยไม่มีข้อสงสัย ทั้งที่พยานหลักฐานอ้างอิง จำนวนมาก ล้วนเลื่อนลอย เช่น การเล่าถึงเรื่องสีกาถึง 6 ราย โดยไม่มีการระบุพยานผู้เห็นเหตุการณ์ว่า เป็นใครกันแน่

ทั้งๆที่เรื่องราวที่เล่า ก็ดูเหมือนว่าได้เห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดแบบถ่ายทอดอัดเทปไว้ทีเดียว

กล้าซิครับ ไหน ๆ ก็จะทำรายงานต่อองค์กรสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนศาล การทำรายงานลับๆ ล่อๆ แล้วก็มุบมิบ สรุปประเด็นฟันธงไปเลย อย่าทำเป็นเอกสารเลื่อนลอย ที่ศาลพิจารณาไม่ได้กล้าระบุชื่อออกมา เจ้าตัวจะได้มีสิทธิขอความเป็นธรรมต่อศาลเช่นเดียวกัน กล้าระบุชื่อพยาน ออกมา จะได้เข้าข่ายการให้เท็จ ที่ผู้เสียหายเขาดำเนินคดีได้

ผมยิ่งอ่านยิ่งสลดใจ เพราะสัมนวนการเขียนมิใช่สำนวนการเขียนของรายงานสภาผู้ทรงเกียรติแม้แต่น้อย เพราะเป็นการเขียน แบบสรุปข่าว หนังสือพิมพ์ มีสำนวนการเขียนที่ก้าวร้าว ใส่อารมณ์แห่งความเคียดแค้น ชิงชัง เต็มไปด้วยอคติ

ข้อมูลที่นำมาเสนอก็เป็นข้อมูลจากสื่อมวลชนที่รับช่วงต่อมาอีกหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาไม่บริสุทธิ์ ที่อาฆาตแค้น สืบเนื่องมา เป็นเวลา นาน ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า "ไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว"

ผมต้องของแสดงความชื่นชมต่อ เจ้าของสำนวนรายงาน ที่ดูว่า ใช่รายงานสภาเสียแล้ว เพราะเป็นรายชนิดฟันธง ตัดสินเอง แทบทุกประเด็น ตั้งแต่ประเด็นแรกจนหน้าสุดท้าย

ภาษาที่ใช้จึงเฉียบขาด เช่น

"การประกาศรื้อพระไตรปิฎก" ถ้าตีรวนพระไตรปิฎกได้ก็ถอนรากพระสงฆ์ไทยได้สำเร็จ

"วัดพระธรรมกายเป็นลัทธิแปลกปลอมไม่ใช่พระพุทธศาสนาเถรวาทของคณะสงฆ์ไทย"

"เป็นนักฉวยโอกาสขั้นสุดยอด ...แฝงตัว กำบังตัว คืบคลานเข้ามาแทรกแซงและยึกครองคณะสงฆ์ไทยไปตามลำดับ โดยอาศัยฐานการเงิน และคนที่หลอกล่อฉ้อฉล"

"ใช้การเอาใจยกยอให้เกียรติพระเถระผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์ทุกระดับชั้น พร้อมทั้งถวายปัจจัยจำนวนมากทั้งเงิน รถยนต์ยี่ห้อหรูราคาแพง ฯลฯ ให้แก่พระเถระชั้นนำ ที่วัดพระธรรมกายจะติดต่อเข้าหา เพื่อใช้ประโยชน์ มากน้อยผันแปร ตามความสำคัญ ของระดับชั้นพระเถระนั้นๆ..."

ครับ นี่คือส่วนหนึ่งของสำนวนที่เรียกว่ารายงานสภาผู้ทรงเกียรติ ไม่เพียงแต่กล่วหาเฉพาะวัดนี้ ยังบังอาจลามปาม จาบจ้วงมหาเถระ โดยไม่กล้าออกชื่อ แต่ใช้วิธีมั่วนิ่ม ลองอ่านต่อดีไหมครับ

"...และตามงานที่วัดพระธรรมกาย จะยกยอพระเถระนั้น มาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตน บางครั้ง ถวายเงินจำนวนสูงถึง หกเจ็ดหลักต่อการนิมนต์เพียงครั้งเดียว"

สะใจไหมครับท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สำนวนของสภาผู้ทรงเกียรติ ครับ มิหนำซ้ำยังฟันธงชนิดขาดทั้งตัวชี้นำศาลสงฆ์ไปเลย

"หากพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ชาวพุทธทั้งปวง ผู้มีใจบริสุทธิ์และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อ "กลยุทธ์ปูเสฉวน" ไม่เคยคิดนึกถึงว่า จะมีแผนการอันแยบคาย และสุดฉ้อฉล เช่น ของวัดพระธรรมกายที่ได้ฟักตัวมากว่ายี่สิบปี และบัดนี้ กินลึก เข้ามามากแล้ว โดยเฉพาะในคณะสงฆ์ไทย

พระพุทธศาสนาเถรวาทที่แท้ คงจะต้องย่อยยับต่อหน้าต่อตาของชาวพุทธยุคสมัยของเรานี้ ในเวลาอันไม่ช้านี้อย่างแน่นอน"

ผมอยากจะกราบอนุโมทนา เจ้าของสำนวนเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าวัดพระธรรมกาย และชาววัดทั้งหมด เก่งขนาดนี้ ชั่วขนาดนี้ ผมว่า ต้องตัดสิน ประหารชีวิต ทั้งแสนๆ คน นั่นแหละครับ ไม่ใช่เฉพาะเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และพระในวัด เพราะนี่มันเข้าข้อหา บ่อนทำลายชาติ อย่างที่ท่านอยากจะฟันธง ให้เข้ากรณีนี้นี่แหละ เอามาตรา 17 สมัยจอมพลสฤษดิ์ มาใช้เลย คนไทยอย่างนี้จะเอาไว้ทำไมครับ

ผมขอเคารพการตัดสินใจของท่านกรรมาธิการ 17 ท่าน หลายท่านเป็นสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ในเมื่อท่าน ก็กล้าหาญที่ออกมาชี้แจง ต่อสื่อมวลชนแล้ว โปรดให้ระบุชื่อของบุคคล ที่เกี่ยวข้อง พยานทุกคน ถ้าจะกล่าวหา ก็ต้องกล่าวหาชัดๆ แบบพิจารณาในศาล เพราะคดีนี้ มิใช่การ พิจารณาลับ มีบุคคลสนใจทั่วประเทศ

และอยากให้คณะกรรมธิการทั้ง 17 ท่าน แสดงความรับผิดชอบ ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งสภา ในเมื่อกล้าสรุปรายงาน ตามตัวอย่างสำนวน ที่ผมยกมานี้

ผมถือว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะผู้เสียหายเป็นบุคคลที่สาม และมิได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่ถูกพาดพิงและโยงใยให้เข้ามาเกี่ยวข้อง และปรากฎข้อความอันเป็นเท็จชัดเจน และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ซึ่งปรากฎอยู่ในรายงานอันเป็นพยานเท็จนี้ เรียบร้อยแล้ว

จะได้ขอบารมีศาลสถิตย์ยุติธรรมแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย ขอความเป็นธรรม ตามกฎหมายอาญาแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งยอมความได้ และยอมความมิได้

พรุ่งนี้ครับ จะลงชื่อให้ทุกคนเพื่อเป็นเกียรติในคดีประวัติศาสตร์

กาขาว

[หน้าหลัก] [หน้า1] [วิวาทะ] [สหัสวรรษ] [ฉายภาพ]

1