ปีที่ 2 ฉบับที่ 617 ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2542 

ปุจฉา-วิสัชนา

ข้อคิดจากอดีตรอง ศจ.จุฬา

เรียนบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทย

ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายมานาน จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติ และดูเหมือนข่าวที่ออกมา ดังกล่าว กลับยิ่งสร้างความสับสนให้บังเกิดกับชาวพุทธอยู่ไม่น้อย

ข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่มีความรักในพุทธศาสนา ใคร่อยากขอแสดงความคิดเห็นสักครั้ง ซึ่งหากว่า ข้อคิดเห็นดังกล่าวข้าพเจ้านั้น เป็นประโยชน์สมควรที่จะตำลงตีพิมพ์ก็ขออนุโมทนา

ปัญหาวัดพระธรรมกาย ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อต่างๆ อยู่ขณะนี้ เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงบทบาทการนำเสนอข่าวของสื่อ ที่ว่าเป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ของสังคม

แต่จิตสำนึกความรับผิดชอบ จริยธรรม มีมากน้อยเพียงใด เพราะดูจะมีเสรีภาพเกินขอบเขต ทำให้ประชาชนผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิและโอกาส ปกป้องตนเอง จนคิดกันว่า สื่อมวลชนเป็นพวกเหนือมนุษย์ อยู่เหนือกฎหมาย จะลุกขึ้นกล่าวหาใคร จะชี้นำอย่างไรก็ได้

สื่อที่ดี มีความรับผิดชอบในบ้านเรา ยังพอเห็นมีอยู่ แม้เป็นส่วนน้อยและแสดงบทบาทยังไม่เต็มที่

สื่อที่ดีควรเสนอข่าวทั้ง ข้อเท็จ-ข้อจริง-ข้อดี-ข้อเสีย มุ่งสร้างสรรค์สังคม ไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือยุแยกให้แตกร้าวทางความคิด รู้รัก สามัคคีมีเมตตาและให้อภัยแก่กัน ผิดก็ชี้ทางให้ถูก ไม่เสนอข่าวในลักษณะถากถางจาบจ้วงโจมตี พาดหัวข่าวเป็นข่าวลือ ข่าวลวง เพราะถือเป็น การดูถูกผู้อ่าน

เข้าบ้านเขาหาข่าว ออกจากบ้านเขียนด่าเขา ถ้าคนอ่านลุกฮือขึ้นทำประชาทัณฑ์เอาบ้างจะทำอย่างไร? ยิ่งบ้านเมืองเราทุกวันนี้มีปัญหา กำลังทุกข์เข็ญสาหัสด้วยพิษภัยทางเศรษฐกิจ ยังต้องมาถูกซ้ำเติมด้วย

เรื่องศาสนา

พระลุกขึ้นด่า

นักวิชาการอวดรู้กูเก่ง

ศาสนาเป็นของพวกข้า เอ็งเป็นลัทธิเถื่อน

สาธุชนหลงบุญไร้สติ

กล่าวหากระทั่งคณะสงฆ์พระเถระผู้ใหญ่ ยุให้มาจัดการให้เด็ดขาด ให้ทันใจ สมใจ สนองตัณหา ราคะจริตของตน นี่เป็นศาสนาเดียวกัน พระด้วยกัน คนไทยอยู่ประเทศเดียวกัน ทำไม กระหายจะล้มล้างกัน เพื่อใคร เพื่ออะไร แล้วจะได้อะไร?

ความสะใจเท่านั้นหรือ? หรือสร้างข่าวขายกินบนกองทุกข์ของชาวบ้าน บนความย่อยยับของสังคม

การสอบสวนการทำงานของคณะกรรมาธิการการศาสนา ฝ่ายรัฐ ดูมีอคติ ลืมตาข้าวเดียวใจคับแคบ มองแต่ด้านเสีย สอบคนที่โกรธเกลียด มีปัญหาสองสามคน

คนที่เขาศรัทธานับถือเป็นแสน ไม่สอบดูบ้าง!!

โดยเฉพาะพวกผู้กล่าวหาโจมตี ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร เชื่อถือได้แค่ไหน หรือสอบเต้นไปตามกระแสมากกว่า หาข้อเท็จจริง และใช้เหตุผล กรรมการตรวจสอบบางคนต่างศาสนา น่าจะแสดงสปริตมีมรรยาทให้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกันทำ เพราะจะได้รักษา ความเป็นกลาง ไม่ถูกครหาว่า

รังแกศาสนาอื่น!

ต่อแต่นี้ไป คนไทยทั้งประเทศจะได้รู้ว่า การที่พระชักชวนระดมคนมาเข้าวัด ทำบุญบริจาคเงิน เพื่อสร้างศาสนสถาน อย่างเปิดเผย เป็น การทำลายความมั่นคงของชาติ เป็นความผิด ???

ตรงนี้ไม่ทราบว่ามีเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับไหน ต่อไปนี้ คนในบ้านเมืองเรา ใครจะกล้าทำความดี

ใครอยากคิดทำประโยชน์สร้างสรรค์สังคม ก็จะถูกข้อหาทำลายชาติ หากผิดพลาดบกพร่องจะถูกด่าว่า โจมตี สู้กิน-นอน หาความสุขไปวันๆ รอความตายดีกว่า

วัดธรรมกาย มองด้วยใจเป็นธรรม ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดตลอด 30 ปี ได้ทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนา หมู่สงฆ์ และสาธารณชนมากมาย
หากนับรวมสืบต่อ วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็เกือบร้อยปี ผลงานเอกสารสิ่งพิมพ์ เทปและสื่อต่างๆ เปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีปกปิด แสดงถึงเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้มีลับลมคมใน

ทำไมไม่ปล่อยให้ประชาชนตัดสินเอง คนนอกกลุ่มอื่น เอาสิทธิอะไรมากำหนด ชี้ถูก-ชี้ผิด

นี่คนไทย ไม่ใช่ ... ควาย

ประชาชนคนเข้าวัด เขาไม่ได้โง่งมงายอย่างที่ท่านคิด ถ้าไม่มีใครนับถือไม่มีศรัทธา วัดจะอยู่ได้อย่างไร ก็สิ้นชื่อไปเอง ไม่ต้องตั้งศาลเตี้ย ตัดสินให้สิ้นเปลืองเวลา ถ้าเขาชั่วไม่ดีทำร้ายสังคม เขาจะอยู่มาได้อย่างไร?

แต่ละวัดหมู่สงฆ์ ต่างมีรูปแบบในการพัฒนาศาสนา สร้างเสริมคุณธรรมแก่สังคม แตกต่างกัน กาลเวลาและสาธุชน คือ ผู้พิพากษาตัดสิน ที่แท้จริง

ขณะที่คำสอนการปฏิบัติ อาจแบ่งแยกแตกแนวไปบ้าง แต่ส่วนเหมือนยังมีมากกว่าส่วนต่าง ทั้งผลลัพธ์ ยังปรากฏ คือ สร้างคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จิตใหญ่ใจกว้าง เสียสละก็จะเพียงพอ เป็นข้อพิสูจน์ตัดสิน วิธีการหลักการอาจไม่สำคัญเท่าผลผลิตที่ได้

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาใจกว้าง ค่อนข้างเปิดให้อิสระมาก ไม่บังคับบีบคั้นจนอึดอัด จึงมีส่วนทำให้เกิดความหลากหลายในรูปวัตรปฏิบัติ ปรับแต่งเหมาะสมกับสังคมและคติของคนไทย ที่ว่าอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ ไม่เป็นไร

ซึ่งมีส่วนค้ำจุนพุทธศาสนาให้หยั่งรากลงลึก คู่เมืองไทย เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง และดำรงคงอยู่ด้วยความดีมาได้ตราบทุกวันนี้ แม้จะ เสื่อมถอยในศรัทธาไปบ้างตามยุคสมัย แต่ก็ยังมีผู้เลื่อมใสอยู่มาก ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ผู้เขียนเห็นท่านตักบาตรทำบุญ ไหว้พระทุกองค์ เข้าวัดทุกวัด โดยไม่เคยแยกแยะว่า วัดนี้ธรรมยุต วัดนี้มหานิกาย และคงไม่นึกคิดติดใจว่า

นิพพานเป็น "อัตตา" หรือ "อนัตตา" ขอเพียงเพื่อให้ได้โอกาส บำเพ็ญบุญ สร้างบารมี ให้ไปถึงที่สุดได้ก็แล้วกัน จึงน่าเสียดาย หากศาสนา จะมาแบ่งแยกแตกหักกันในยุคนี้

ขณะนี้คนทำบุญมีน้อยกว่าคนบาป เยาวชนรุ่นลูก-หลาน เลิกไหว้พระ เลิกเข้าวัดทำบุญ ยิ่งมีข่าว ขนาดพระผู้เป็นที่เคารพนับถือ ยึดเหนี่ยว จิตใจ ยังตั้งแง่เกี่ยงงอน ถึงขั้นจะทำสังฆเภท ปุถุชนผู้มากด้วยกิเลสจะอยู่กันได้อย่างไร ก่อนที่สงฆ์จะทำอะไร ต้องคำนึงถึงญาติโยม สาธุชน ที่ผูก ศรัทธาให้ไว้ด้วย ศาสนาจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีคนนับถือ

เรื่องนิพพาน แม้จริงไม่น่าถือเป็นสาระมาถกเถียงโต้แย้งกัน เพราะผู้รู้จริงนั้นมี ผู้ไม่รู้ก็มีมาก พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้

ให้ปฏิบัติเมื่อถึงขั้นแล้วจะรู้เอง

คิดอย่างธรรมดา ถ้านิพพานไม่มีอยู่จริง ก็คงจะไม่นำมาเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนา ถ้ามรรคมี ผลมี นิพพานก็ต้องมี

ตามหลักวิทยาศาสตร์ สรรพสิ่งในโลก ในจักรวาล มหาจักรวาล เป็นระบบหลายมิติและเชิงซ้อน ZMultimension or complex system) ระบบใหญ่ (Super-system) ครอบจักรวาลเล็ก (Sub-system) หรือ ระบบเล็กซ้อนซ่อนอยู่ในระบบใหญ่ เหมือนกาละมังที่เรียงซ้อนกันอยู่ ความมีความไม่ ความว่างกับไม่ว่าง ความจริงกับไม่จริง ทับสนิทชิดกัน จะแยกกันก็ไม่ได้ มองไปก็ไม่เห็น

ชายสองคนๆ หนึ่งไปถึงนิพพาน ก็ว่านิพพานมี ชายอีกคนไปไม่ถึง (หยุดเสียก่อน) ก็ว่านิพพานไม่มี

ชายสองคนๆ หนึ่งไปถึงนิพพานมองเห็น "ว่าง" ก็คิดว่า นิพพานเป็น "อนัตตา" อีกคนไปถึงเห็นที่ว่างมีอยู่ ก็คิดว่า นิพพพาน เป็น "อัตตา"

เหมือนกับชายสามคนเข้าไปในป่า ชายคนหนึ่งเห็นต้นไม้ใบหญ้า แต่ไม่เห็นป่า ชายคนที่สองเห็นป่าแต่มองไม่เห็นต้นไม้ ส่วนชายคนที่สาม เห็นทั้งป่าและต้นไม้พร้อมกัน ทั้งๆ เป็นที่แห่งเดียวกัน

ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง นิพพานเป็นสภาวธรรม เป็นลำดับชั้น หรือ ขั้นตอน (Stage) ที่สมมติใช้ชื่อ ผู้ใดหยุดนิ่งคือเข้าสมาธิ ใจไม่มีกิเลส ตัณหา อุปทานในขณะใด ขณะนั้น ก็เข้าถึงนิพพานทันที หรือ นิพพานชั่วขณะ (ตทัควิมุตติ) แต่ถ้าจะให้อยู่ยาวนานหรือเป็นนิพพานถาวร ก็ต้องเป็น วิขัมภณวิมุตติ หรือ สมุจเฉทวิมุตติ

ในเรื่องอัตตา ดูตามหลักวิทยาศาสตร์ ตัวตนนั้นมีอยู่จริง และไม่สามารถทำให้สูญหายหมดสิ้นไปได้ เว้นแต่แปรสภาพเปลี่ยนไป ในรูปแบบ อื่น จากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งเช่น

สสารเป็นพลังงาน ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ และกฏทรงมวล (Law of consemation of mass) ในวิชาเคมี และกฏพลังงานของจักรวาล (Law of thermodynamics) ในวิชาฟิสิกส์

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ว่า

นิพพาน ... ดับสิ้น แต่ไม่ดับสูญ

เรื่อง ต้นธาตุ ต้นธรรม นั้นก็มีอยู่จริง ในต้นกำเนิดของจักรวาล ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ต้นตอ (Origin of the origin) ของธาตุต่างๆ ที่รวมตัว ก่อขึ้นจากฝุ่นธุลีของอนุภาค (Particles) นานาชนิด เกิดดับอยู่ในแก่นกลางของกาแลคซี่ (Galaxy) ซึ่งเป็นที่ผลึกรวมของกลุ่มดาวแบบต่างๆ นับพันล้านๆ ดวง

อนึ่ง พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์บรรจุพุทธธรรมหลักคำสั่งสอนของศาสนา เพื่อให้สาธุชน ยึกเป็นแนวทางปฏิบัติไปสู่ความสงบ สันติ ก่อให้เกิดสติปัญญา ลดละเลิก กิเลส ตัณหาอุปาทาน เพื่อบรรลุธรรมจนถึงขั้นสูงสุด

ไม่ควรนำมาอ้าง เพื่อกล่าวร้ายให้โทษกันเอง หรือ ยึดติดแนบแน่น นำมาใช้เป็นคัมภีร์สงคราม แม้จะเอาชนะ แก้ปัญหาแบบขุดราก ถอนโคนได้ วันหน้าก็จะต้องเกิดขึ้นอีกและต่อๆ ไป เพราะมนุษย์มีมันสมอง เพื่อจะคิดมีจินตนาการกว้างไกล มันเป็นพรสวรรค์ ที่ธรรมชาติ มอบให้มา

จาก คนข้างวัด

ไอ้ทิด

[หน้าหลัก] [หน้า1] [วิวาทะ] [ปุจฉา]

1