ปีที่ 2 ฉบับที่ 617 ประจำวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2542
วิวาทะ
หยุดคิดวันนักข่าว
"วิจารณญาณ" คนอ่าน
ภูมิคุ้มกันผู้บริโภคข่าว
ทำไม... วัดพระธรรมกาย จึงถูกพุ่งเป้าโจมตีอย่างหนักตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา
ทำไม ... เรื่องเสื่อมเสียเลวร้าย จึงถูกสื่อมวลชน สังคม กลุ้มรุมตรงมาที่ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย อย่างไม่หยุดยั้ง
ทั้งที่หลายเรื่องหลายประเด็นเป็นเรื่องเท็จ
คงไม่สายเกินไปที่จะเขียนถึงเรื่องแวดวงคนข่าว 5 มีนาคม ของทุกปี เป็นที่ทราบกันว่า วันนี้มีความหมายสำหรับคนวงการสื่อสารมวลชน เพราะวันนี้ตรงกับวันนักข่าว
ผมจึงถือโอกาสเขียนเรื่องนักข่าว และองค์กรสื่อมวลชน
หากสื่อมวลชนดำรงตนอยู่บนจรรยาบรรณแห่งอาชีพ คงไม่มีเสียงก้องดังออกมาว่า "สื่อมวลชนโกหก" เงินปิดข่าว ฟาดหัวมันเข้าไป ไอ้นักข่าวพวกนี้
ที่ผมเขียนมิได้เฉพาะเจาะจงเอาเรื่องวัดพระธรรมกาย มาเป็นบทสรุป
แต่อยากให้สังคมช่วยกันคิด ช่วยกันหาคำตอบว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นกับสังคมบ้านเรา ที่ย่างก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร
จะเป็นการปรักปรำเกินไปหรือไม่ ที่ว่าสื่อมวลชนโกหกคำโต
หากรู้ว่า
สื่อมวลชนโกหก
รู้ว่ามีการเสนอข้อมูลเท็จ
ผมจึงเกิดคำถามกลับว่า
แล้วทำไมทุกคนยังเลือกที่จะจับต้อง
เสพสื่อมวลชนนั้น
ข้อตัดสินที่ดีที่สุดต่อความล้มเหลวของสื่อมวลชนไทยคืออะไร
"วิจารณญาณ" ของผู้อ่านไงครับ...
หนังสือพิมพ์สื่อมวลชนบ้านเรา ก็ไม่ต่างอะไรไปจากห้างร้าน บริษัท สถาบันการเงิน การธนาคาร ที่ดำเนินธุรกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลกำไร เป็นที่ตั้ง
รายได้มากจากไหน หลักๆ ก็คือ การโฆษณา ส่วนการขายตัวหนังสือ หรือ Product หนังสือพิมพ์ เป็นสินค้าที่แปลกกว่าสินค้าอื่น ตรงที่ว่า ยิ่งขายมากก็ยิ่งขาดทุนมาก เพราะลำพังเล่มละ 8-10 บาท ก็ยังไม่คุ้ม
การลงทุนด้วยเม็ดเงินก้อนโตต่อวัน ที่ผลิตหนังสือพิมพ์ออกมา ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายมากมาย เกินที่คนวงนอกจะคาดการณ์
ค่ากระดาษ ค่าอุปกรณ์
ค่าแรงงาน ค่ามันสมอง คนข่าว คนเขียน
ความพยายามของหลายสำนักพิมพ์ ช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู การแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ของสำนักพิมพ์แต่ละแห่ง
กลายเป็นดัชนีวัดความมีคุณภาพของคนข่าว ตัวหนังสือพิมพ์ หรือองค์กร
หลายสำนักพิมพ์ สามารถอุ้มชูบริการ พนักงานของบริษัท ให้ร่ำรวย เป็นเศรษฐีจากหุ้น เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ทางสังคม ชนิดหน้ามือ เป็นหลังมือ เคยกินข้าวแกงมื้อละ 20-30 บาท ก็เปลี่ยนรสนิยมนั่งห้องอาหารหรู โรงแรงดัง
เคยนั่งรถเมล์ ก็ขยับขยายซื้อรถยนต์ส่วนตัว มานั่งเชิดหน้าชูตาในสังคม
เป็นความจริงที่อุบัติเกิดขึ้นมาแล้วในสังคมสื่อมวลชนไทย
หากดัชนีที่ว่า เป็นตัวบ่งชี้ถึงความมั่นคงทางฐานะการเงินของสำนักพิมพ์ ก็คงจะไม่ผิดอะไรนัก ทว่า ดัชนีดังกล่าวไม่อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า สำนักพิมพ์นั้น ๆ มีบุคลากรที่มีคุณภาพเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมนักข่าว คุณภาพของข่าวที่เสนอ เที่ยงตรง ยุติธรรม ฯลฯ
ทางกลับกันอาจจะนำมาซึ่งเรื่องเศร้า ครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยเฉพาะการปิดบังข้อมูลความเป็นจริง
มีเรื่องเศร้าสลดที่เคยรับฟังมาจากประสบการณ์ โดยเฉพาะนักข่าวภูธร (ต่างจังหวัด) ส่งข่าวบิดเบือนเข้ามายังกองบรรณาธิการ เป็นข่าว การข่มขืนนางพยาบาลจนเสียชีวิต แต่ในความจริง พยาบาลสาวเหยื่อเคราะห์ร้ายผู้นั้น ไม่ยินยอม ต่อสู้กับฆาตกรหืนกามถวายชีวิต
ผลการตรวจสอบ แพทย์ยืนยันว่า คนร้ายไม่ได้ข่มขืนเหยื่อ แต่นักข่าวคนนั้นกลับส่งข่าวเข้ามาว่า คนร้ายข่มขืนเหยื่อ
ญาติผู้ตายจึงถามนักข่าวคนนั้นว่า ไม่ได้ฟังผลการตรวจสอบของแพทย์หรือ นักข่าวคนนั้นพูดว่า ฟัง... แต่ถ้าส่งข่าวเข้ามายังกองบก. เหยื่อไม่ถูกข่มขืน ก็จะกลายเป็นข่าวเล็กๆ ไม่ได้ขึ้นหน้า 1
นั่นหมายถึง เงินพิเศษ จากการทำข่าวของนักข่าวคนนั้น และรางวัลต่างๆ จะสูญหายไปเป็นจำนวนมาก
การนำเงินมาล่อนักข่าว เพื่อให้ได้ข่าวที่ดี มีคุณภาพ จึงเป็นเรื่องที่ผิดเจตนารมณ์ไปอย่างน่าเสียดายที่สุด
ข่าวเรื่องวัดพระธรรมกาย และเจ้าอาวาส ก็เหมือนกัน หลายเรื่องไม่มีข้อเท็จจริง อาทิเรื่อง กรีนการ์ดของเจ้าอาวาส
ความพยายามเสนอข่าวของสื่อมวลชนหลายฉบับ
กรณี สีกา มีความสัมพันธ์กับเจ้าอาวาสอย่างลึกซึ้ง ล้วนแล้วแต่เป็นการชี้นำ ทำให้เข้าใจว่า พระที่ถูกพาดพิงมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ถึงขั้นต้องพ้นจากความเป็นภิกษุ
"ธัมมชโย ปาราชิก" เป็นข่าวพาดหัวโม้หลายฉบับ
ทั้งที่ความจริงแล้ว รายละเอียดในข่าว บอดี้ข่าว ไม่ได้เป็นตามที่หนังสือพิมพ์พาดหัวเลย
จึงเป็นความขมขื่นของผู้ที่ตกเป็นข่าว
และเป็นความอัปลักษณ์ น่าละอายใจของคนทำข่าว ที่ประกาศตนเป็นผู้ชูธรรม มากล้นด้วยคุณภาพ เป็นสื่อเพื่อมวลชน?
จะด้วยความอ่อนด้อย หรือเจตนา ของสำนักพิมพ์นั้น หรืออย่างไรกัน คนเก่งๆ จบจากคณะวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ มีดีกรีความรู้ มากมาย เป็นถึงระดับผู้บริหาร มีอำนาจ ในการจัดการองค์กรให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามครรลอง
ควรแล้วหรือที่จะเกิดเหตุการณ์ทำนองดังกล่าวนี้
หรือคำพูดที่ว่า "อุดมการณ์กินไม่ได้" ยังเป็นสัจธรรมในการทำงานและดำเนินชีวิตของบุคลากรในองค์กรนั้นๆ
หลายคนพูดว่า อย่าฝันหาความชอบธรรมจากสื่อมวลชน ไม่มี ก็ออกจะเป็นการมองโลกแง่ร้ายเกินไปกระมัง บ้างยังเห็นว่า สื่อมวลชน ก็คือธุรกิจ อะไรมันขายได้ก็ขาย ไม่เห็นจะผิดตรงไหน
ถ้าแน่จริงก็ขอให้มันฟ้องมา 4-5 ปี มันสู้เราไม่ได้แน่ ผิดมากก็ลงข่าวขอขมาล้อมกรอบเล็กๆ หน้าในก็จบกัน
จึงอยากฝากท่านนายกสมาคมนักข่าว คนใหม่ ดูแลเรื่องนี้ให้จงหนัก
โซตัส