ปีที่ 2 ฉบับที่ 611 ประจำวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2542 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ
หน้า 1-2
ศิษย์หลวงตาบัวไขก๊อก พระปยุตหลงวิชาการลืมปฏิบัติ ยันพระนิพพานเป็นอัตตา |
กรณี พระธรรมปิฎกเขียนหนังสือเรื่อง กรณีธรรมกาย และยืนยันว่า
นิพพานเป็นอนัตตากลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเสียแล้ว จนชมรมศิษย์สุปฏิปันโน หรือผู้ปฏิบัติตามแนวหลวงตามหาบัว ยืนยันว่า พระนิพพานเป็น "อัตตา" แค่คัมภีร์ไม่ทำให้ถึงนิพพาน ขณะที่ ส.ศิวรักษ์ จรดปากกาเตือนพระนักปราชญ์วางงานและกิจกรรมต่างๆ ทั้งปริยัติ-วิชาการ หันมาเจริญจิตสิกขาให้ลึกซึ้ง แม้ท่านจะมีศีลาจารวัตรงดงาม แต่ท่านยังไม่เข้าใจเรื่องโครงการสร้างอันอยุติธรรมของสังคม
การออกหนังสือกรณีธรรมกาย มีเนื้อหายืนยันว่า พระนิพพานเป็นอนัตตา ความไม่มีตัวตนของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มีความหนา 160 หน้า และยังนำผลงานมาตีพิมพ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ติดต่อกันเป็นเวลานับสัปดาห์ ได้สร้างความสับสน ให้เกิดขึ้น ในหมู่สงฆ์ และผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก
กองบรรณาธิการพิมพ์ไทย มิได้มีเจตนาจะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือสร้างความแตกแยกให้ในพุทธศาสนา หรือเอาชนะคะคานใคร แต่มีจุดมุ่งหมายในการปกป้องพุทธศาสนา ให้เป็นมหาสมบัติ ให้ชาวพุทธตลอดไปชั่วกาลนาน
ในที่สุดความเห็นของพระธรรมปิฎก ที่คณะกรรมาธิการการศาสนาและวัฒนธรรม อ้างเป็นบรรทัดฐาน ตัดสินพระนิพพานเป็นอนัตตา ก็ถูกสังคมผู้ปฏิบัติธรรมหลายสาขาปฏิเสธความเห็นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
โดยชมรมศิษย์สุปฏิปันโน เพื่อรณรงค์ขอความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้กับพระพุทธศาสนา จัดทำเอกสารจำนวนหนึ่งส่งให้กับ "พิมพ์ไทย" ประกอบด้วย 1.เอกสารนิพพานจะเป็นอนัตตาได้อย่างไร ของ พระราชญาณวิสุทธิโสภณ หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี 2. เอกสารอ้างอิงประกอบการพิจารณา กรณีนิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตาของชมรมศิษย์สุปฏิปันโน และ 3.เอกสารมองต่างมุม ถึงพระธรรมปิฎก โดย ส.ศิวรักษ์ จากนสพ.มติชน ฉบับที่ 7642 วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542 ทีมงานของเรามีความเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นความรู้ที่สมควรได้รับการเผยแผ่ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของพุทธศาสนา
บทนำของเอกสารชมรมศิษย์สุปฏิปันโน อ้างถึง พระธรรมเทศนาเรื่องภัยของสมณะ ของหลวงตามหาบัว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2540 ดังนี้
"คำว่า มรรค ว่า ผล นั้น เราอย่ามองที่อื่น มองในคัมภีร์ก็มีแต่ตัวหนังสือ คัมภีร์ใบลานมีแต่ตัวหนังสือ เป็นเข็มทิศทางเดิน หรือเป็น แบบแปลน แผนผัง ชี้เข้ามาหาความจริงคือ ใจของเราเอง ผู้จะทรงความจริงคือมรรคคือผลโดยแท้ได้แก่ใจเท่านั้นเป็นอันดับแรก ใจเป็นของ สำคัญที่จะทรงมรรคทรงผล เพราะฉะนั้น จงน้อมธรรมะที่เราเรียนมามากน้อย ซึ่งได้จากภาคความจำนั้นให้เข้ามาเป็นความจริงโดยภาคปฏิบัติ
ก่อนอื่น ขอยกย่องชื่นชมความหาญกล้าของ น.ส.พ. พิมพ์ไทย ที่อาสาเป็นสื่อกลางในการประสานความคิดของเหล่าชาวพุทธ ท่ามกลาง กระแสความคิดนานาทรรศนะและนานาวาทะที่อาศัยผ่าน ส.ส.พ. พิมพ์ไทย เสมือนเป็นสนามทดสอบพลังปัญหา และพลังใจของผู้อ่านว่า มีความ คิดเห็นอย่างไร กับเหตุการณ์กรณีวัดพระธรรมกาย
เรารับสื่อที่ออกมาได้มากน้อยเพียงไร อ่านข่าวด้วยจิตที่บริสุทธิ์ มองอย่างเป็นธรรม และให้โอกาสในการนำเสนอข้อมูล และข้อคิดเห็น ของพุทธบริษัทผู้มีจิตใจรักพระพุทธศาสนา เชื่อมั่นว่า ชาวพุทธทุกท่านที่เขียนจดหมาย หรือส่งเป็นเอกสารบทความมาที่ น.ส.พ.พิมพ์ไทย ล้วนเป็น ผู้มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความรักพระพุทธศาสนา ต้องการเห็นความถูกต้อง ชัดเจน บริสุทธิ์ และยุติธรรมให้บังเกิดมีแก่พระพุทธศาสนาของเรา ฉะนั้น ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะมีความคิดไปในด้านใดเมื่อได้อ่านสื่อนี้แล้ว บทสุดท้ายก็ต้องมาสรุปลงที่ท่านเป็นผู้มีเจตนาดี ต้องการเห็น ความเจริญรุ่งเรือง ของพระพุทธศาสนา อย่างน้อยก็ผ่านรุ่นลูก รุ่นหลาน ของเราไปอย่างยาวนาน ตามกาลอายุพระศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธพยากรณ์ไว้ 5,000 ปี เป็นสมบัติของทุกคนที่ช่วยกัน
ฉะนั้น ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ขอให้ทุกท่านจงภูมิใจเถิดว่า ท่านได้ทำหน้าที่เป็น ทนายแก้ต่างให้กับ พระ ศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านจงมีแต่สันติสุขอันร่มเย็น มีความเบิกบาน สุขกาย สุขใจ ในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนานี้ และร่มเงาแห่งฉัตรเงินฉัตรทอง ของพระราชสมภารเจ้าองค์ล้นเกล้าในหลวงของปวงชนชาวไทยด้วยเทอญ ขอเจริญพร
ก่อนที่ "พิมพ์ไทย" จะลงไปในเนื้อหาเล็กๆ น้อยๆ ถึงข้ออรรถข้อธรรมของพระสายปฏิบัติ ก็สมควรที่จะนำสกู๊ปพิเศษ "มติชน" ในสายตา ของ "ส.ศิวรักษ์" จรดปากกาถึง "คนดีและพระดี" มีเนื้อหาพอสรุปเป็นสังเขปได้ดังนี้
แท้ที่จริงงานทางวิชาการของท่านเจ้าคุณประยุทธ์นั้นมีมากมายยิ่งนักแล้ว ทั้งทางปริมาณและคุณภาพอย่างหาใครมาทาบทามมิได้เลย ในบรรดาบุคคลร่วมสมัยของไทย ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ และบัดนี้ ท่านก็เข้าเขตปัจฉิมวัยแล้ว
ควรอาราธนาให้ท่านพักงานเขียนงานพูดและกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ โดยช่วยกันหาเวลาให้ท่านได้วาง ให้พัก ได้เจริญไตรสิกขา อย่างลึกซึ้ง ยิ่งๆ ขึ้นไป แม้ท่านจะมีศีลาจารวัตรงดงามอยู่แล้ว แต่ท่านยังไม่เข้าใจในเรื่องโครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคม ซึ่งถ้าท่าน เจริญ จิตตสิกขาจนเกิดภาวนามยปัญญา ประกอบกับสุตมยปัญญาอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของท่าน ผนวกกับจินตมยปัญญา ซึ่งท่านย่อมหาได้จาก ความว่าง ความงามตามธรรมชาติ และสุนทรียะต่างๆ
แม้เจ้าคุณประยุทธ์จะละเว้นมากจากพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมีอยู่ออกจะเกินพอดีไปในสังคมไทย (โดยเฉพาะสังคมสงฆ์) แต่ท่านก็แทบ ไม่พ้น ไปจาก กิจกรรมทางด้านวิชาการ ซึ่งก็ออกจะมีมากเกินพอดีไปด้วยกัน และมักเป็นทางวิชาการอย่างกึ่งดิบดึ่งดีเป็นส่วนมาก เป็นเหตุให้ผู้จัด ยิ่งต้องการพระคุณท่านเพื่อให้ได้ความเป็นเลิศ
แม้งานฉลองอายุครบ 60 ปี ในพ.ศ.2542 ก็ไม่ควรกวนเวลาท่านให้ท่านได้มีความว่าง ให้ท่านได้คิดอย่างมีจิตตสิกขาเป็นแนวนำ เพื่อท่าน จะได้ใช้ปัญญาธิธานนำพวกเราในมิติต่างๆ ทางสีลสิกขา อันเป็นเรื่องของสังคมอย่างลุ่มลึกและแยบคายยิ่งกว่าที่แล้วๆ มา ฯลฯ
วกกลับเข้ามาในเนื้อหาและจุดยืนของชมรมศิษย์สุปฏิปันโน เขายืนยันว่า เป็นกลุ่มชมรมที่รวมตัวกันโดยพุทธบริษัท 4 มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงปฏิปทาแห่งธรรมปฏิบัติของพระสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในสายการปฏิบัติธรรมต่างๆ ไม่จำกัดว่าจะเป็นสายธรรมปฏิบัติอะไร ให้แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้รู้จัก เข้าใจแนวทางคติธรรมที่แต่ละท่านพึงพอใจอยู่ประพฤติปฏิบัติ เพื่อเป็น อุบายดำเนินไปสู่แนวครรลอง แห่งมรรคผลและพระนิพพาน เป้นการเทอดทูนบูชาธรรมแด่พระสงฆ์สาวกผู้มุ่งตรงต่อกระแสแห่งพระรัตนตรัย
โดยแต่ละท่านต่างมีจุดหมายสูงสุดอย่างเดียวกัน เป็นไปเพื่อปกปักรักษาพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ ให้เกิดความบริสุทธิ์ ถูกต้อง ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัย กล่าวคือ ถึงพร้อมด้วยพระปริยัติสัทธรรม, พระปฏิบัติสัทธรรม และพระปฏิเวธ สัทธรรม สามอย่างนี้ พระพุทธศาสนาจึงจักมีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์และใช้เป็นหลักสืบบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญและมั่นคงได้
ชมรมศิษย์สุปฏิปันโน ได้ตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้เป็นอย่างยิ่งว่า พระพุทธศาสนาจัดขาดพระสัทธรรมข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้ หากใน ยุคใดสมัยใดของบ้านเมืองหาพระสงฆ์ผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้ยาก หรือมีองค์คุณ ไม่คบถ้วนก็จักมีเหตุยุ่งยากให้กับพระศาสนา ด้วย ความสำคัญผิด ด้วยความเข้าใจผิด หรือตีความผิด
ดังเช่นปัจจุบันเต็มไปด้วยนักศึกษา นักพูด นักเขียน นักวิจารณ์ในเชิงปรัชญา ฟุ้งเต็มไปหมด หานักปฏิบัติพระสัทธรรมจริงๆ ได้ยาก พระเถระบางรูปหลงยกย่องไปกับโลกธรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานปริยัติ มีเอกสาร ผลงานวิชาการออกมามาก แต่กว่า 90% เป็นเพียงแค่ การนำเสนอการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารเท่านั้น
ถึงแม้จะเป็นเอกสารหนังสือที่มีความหนาเป็นร้อยเป็นพันหน้า แต่ก็แทบใช้เป็นตำราเทียบเคียงผลในด้านพระปฏิบัติสัทธรรม และ ในระดับพระปฏิเวธสัทธรรม แห่งมรรคผลนิพพานได้ไม่ ดังที่ พระราชญาณวิสุทธิโสภณ หรือ หลวงตามหาบัว แสดงธรรมเทศนา เรื่อง นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ไว้ว่า
"สมัยนี้เป็นสมัยคัมภีร์ ไม่ได้สนใจปฏิบัติศาสนากลายเป็นศาสนาคัมภีร์ศาสนากระดาษไปหมด ไม่ได้อยู่กับ ความประพฤติหัวใจคนเลย เวลานี้ ชาวพุทธเราจึงเป็นชาวพุทธกระดาษ ศาสนากระดาษ ศาสนาตู้คัมภีร์ใบลาน ไม่ได้เข้ามาสู่หัวใจที่จะทรงมรรคทรงผล ที่จะขึ้นตาม ทาง พระพุทธเจ้าสอนเลยนะ เวลานี้ห่างเหินขนาดนั้นแหละชาวพุทธเรา เรียนไปมากน้อย ได้เพียงคยวามจำ กิเลสตัวเดียวก็ไม่ถลอก ปอกเปิก ออกจาก ความจำ เรียนถึงพระนิพพาน กิเลสก็ไม่ถลอกปอกเปิกแม้สักนิดนึงนะ แล้วก็มาอวดรู้อวดฉลาด อวดลมปากเจ้าของ เพียงความจำเท่านั้น มาเป็น มรรคผลนิพพานได้
อย่างไร ... พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้นะ สอนให้แก่กิเลส ฆ่ากิเลส ไม่ได้สอนให้จดจำคัมภีร์ใบลาน ... แล้วเอาน้ำลายมาอวดกันเฉยๆ ... ยิ่งเขามายกยอว่า ... นี่เป็นบ้าในส่วนล้านเลยนะ .." (โปรดติดตามฉบับหน้า)