ยินดีต้อนรับสู่ Homepage
ของห้องสมุดประชาชนจังหวัดชลบุรี
ประวัติห้องสมุดฯ
ระเบียบการสมัครสมาชิก
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข้อมูลจังหวัดชลบุรี
ภูมิปัญญาชาวบ้าน
สืบค้นหนังสือออนไลน์
          

        ประเพณีที่เป็นของท้องถิ่นจังหวัดชลบุรีโดยแท้ หรือ จะเรียกว่าเป็น “ของดีเมืองชล” ที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างสมไว้ให้ เป็นอมตสมบัติของชาวชลบุรีได้แก่ของดี ๓ อย่าง คือ

                ๑. วิ่งวัววิ่งควาย
                ๒. คนตายตีฆ้อง
                ๓. กองข้าวบวงสรวง
        ประเพณีทั้งสามนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองชลบุรีมาแต่อดีต ประเพณีของชาติย่อมมีสัญลักษณ์และความหมายเด่นในความเป็นชาติ ประเพณีของท้องถิ่นย่อมมีสัญลักษณ์ และความหมายเด่นในทางความนิยมของท้องถิ่น ประเพณีชาติ เป็นหลักของคนทั้งชาติ ต้องช่วยกันรักษา เช่น ประเพณีตรุษไทย ประเพณีตรุษสงกรานต์ ประเพณีสารทกลางปี ประเพณีลอยกระทง เหล่านี้เป็นต้น เพราะถ้าประเพณีไทย คนไทยไม่ช่วยใครเล่าเขาจะมาช่วยรักษา ถ้าเราไม่มีประเพณีไทย อะไรเล่าจะเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยเป็นสัญลักษณ์ความเป็นเอกราชของชาติไทย ประเพณีทุกประเพณี ทั้งประเพณีท้องถิ่นประเพณีชาติย่อมแฝงไว้ด้วยวัฒนธรรม คติธรรม และจริยธรรมอันสูงส่ง ผู้ที่เข้าไม่ถึงความหมายของประเพณีนั้น ๆ ย่อมเห็นเป็นเรื่องที่น่าตำหนิ และเห็นเป็นเรื่องล้าสมัย แต่ผู้มีปัญญาเข้าถึงความมุ่งหมายของประเพณีนั้น ๆ แล้ว ย่อมบูชาอุดมการณ์ความคิดของบรรพชน ที่ได้วางระเบียบแบบแผนไว้ว่าเป็นของดี ของมีค่าควรแก่การบำรุงรักษาเป็นอย่างยิ่ง ประเพณีของชาวเมืองชลทั้งสามประเภท คือ วิ่งวัววิ่งควาย คนตายตีฆ้อง กองข้าวบวงสรวง มีคติและความมุ่งหมายประการใด ขอเรียนไว้เป็นหลักฐานแต่โดยย่อพอเฉลิมศรัทธาผู้ที่รักความเป็นไทย จะได้ช่วยกันรักษาของดีในเมืองชลเหล่านี้ไว้เป็นมรดกสืบต่อไป
        ๑.วิ่งวัววิ่งควาย
     วิ่งวัววิ่งควายเป็นประเพณีที่มีมาแต่บรรพกาล จนไม่สามารถชี้ชัดว่ามีมาแต่สมัยใดและมีใครเป็นผู้ริเริ่ม เป็นประเพณีที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เป็นประเพณี่ที่ปฏิบัติในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ซึ่งเป็นวันใกล้สิ้นฤดูฝนจะย่างเข้าฤดูหนาว เป็นฤดูกาลที่การไถหว่านได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเวลาข้าวกล้าในนา พืชพันธุ์ธัญญาหารในไร่กำลังตกดอกออกรวง เป็นฤดูที่ชาวนากำลังมองเห็นผลจากแรงกายของตน ตลอดจนแรงสัตว์ที่ได้ใช้ทำงานกำลังจะให้ผลอยู่รำไร ความสุขและความหวังกำลังรออยู่เบื้องหน้าอย่างน่าภาคภูมิใจ อีกไม่ช้าก็จะเก็บเกี่ยวข้าวกล้าในนา ตลอดจนพืชผลต่าง ๆที่ได้ไถหว่านไว้จึงมาคำนึงถึงสัตว์ เช่น วัวควายที่ได้ใช้งานไถนาเป็นเวลาหลายเดือน ควรจะได้มีส่วนได้มีส่วนได้รับความสุขตามสภาพบ้าง จึงต่างตกแต่งวัวควายของตนให้สวยงาม หาซื้อแพรและผ้าตลอดจนไหมพรม และลูกปัดมาประดับวัวควายให้สวยงาม เป็นการทำขวัญควาย แล้วก็นำควายเข้าเมืองเพื่อพบปะกับบรรดาเกษตรกรทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่สารทิศใดก็จะมีโอกาสพบปะสังสรรค์กันในวันนั้น คนที่ไม่รู้จักกันก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสารทุกข์สุกดิบ มีการเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน ตลอดจนมีการประกวดความสมบูรณ์ของวัวและควาย วันนั้นเป็นวันของผู้ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ มาสันนิบาตพบปะกันจริง ๆ เหตุที่เลือกเอาวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็เป็นวันออกพรรษา การนำควายมาวิ่งอวดประกวดกันในเมืองวันนั้น ขามาก็เอาความมาเทียมเกวียนบรรทุกกล้วย มะพร้าว ใบตอง ยอดมะพร้าวมาขาย เพื่อคนในเมืองจะได้ซื้อไปห่อข้าวต้มหางทำบุญตักบาตร วันเทโวโรนะ วันออกพรรษา ขากลับจะได้มีโอกาสซื้อของไปทำบุญเลี้ยงพระตามวัดวาอารามใกล้เคียงในวันพระ และวันออกพรรษาคนโบราณของเรา เป็นคนที่หนักในความกตัญญูกตเวทิตา และมีเมตตาธรรมสูง เห็นวัวควายเหล่านั้นทำงานให้กับตน เป็นสัตว์ที่มีคุณแก่ชีวิตตน ไม่ยอมฆ่าสัตว์เหล่านั้นเป็นอาหาร ไม่รับประทานเนื้อวัว ควาย เพราะถือว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ ประเพณีวิ่งวัววิ่งควายไม่ใช่เรื่องไร้สาระเหลวไหล เป็นเรื่องที่แฝงไว้ด้วยสามัคคีธรรม บรรพชนของเราเป็นห่วงประเพณีนี้จะสาบสูญในเร็ววัน เพราะคนจะไม่เห็นคุณค่าของวัวควาย ฉะนั้น ในปีใดที่ไม่มีการวิ่งวัววิ่งควาย ปีนั้นวัวควายจะเป็นโรคระบาดตายกันมากผิดปกติ เพราะวิญญาณของบรรพชนของเรายังห่วงประเพณีอันดีงามนี้อยู่ จึงบันดาลให้เกิดอาเภทภัยพิบัตต่าง ๆ ควายที่เจ็บป่วยระหว่างปีเจ้าของควายก็บนบานให้หายแล้ว จะนำมาวิ่งเพื่อรักษาประเพณีปีละมาก ๆสิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง สำหรับประเพณีวิ่งควายของชาวชลบุรี ก็คือ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คือ พระยาวิเศษฤาไชย ได้จัดวิ่งควายถวายทอดพระเนตร ที่หน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี มีหลักฐานปรากฏในพระราชกิจรายวัน กรมราชเลขาธิการได้บันทึกไว้ ขอคัดมาเป็นหลักฐานวัน๗๑๔ฯ๑๒ ร.ศ. ๑๓๑ เสด็จลงเรือพระที่นั่งที่ท่าหน้าตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ พระราชทานพระแสงสำหรับมณฑลแก่พระสุนทรพิพิธ แล้วเสด็จลงเรือจะเสด็จเมืองชลบุรี พอผ่านโรงทหาร กองทหารโห่ร้องถวายไชยมงคล ล่องลงมาตามลำน้ำเวลาเที่ยงถึงปากน้ำบางปะกง เสด็จขึ้นประทับบนศาลาการเปรียญวัดบางปะกง มีเจ้าคณะมณฑลและเจ้าอธิการวัดนี้มาคอยรับเสด็จ และมีราษฎรมาคอยรับเสด็จ และมีราษฎรมาคอยเฝ้าเป็นอันมาก โปรดให้ราษฎรเฝ้า ราษฎรนำปลาและน้ำปลามาถวาย โปรดพระราชทานเงินทุกราย และพระราชทานเสมาเงิน จ.ป.ร. แก่เด็กลูกหลานของราษฎร ที่มาเฝ้านั้นทั้งหญิงและชายแล้วประทับเสวย ณ ที่นั้น เวลาบ่าย ๒ โมง ๔๕ นาที เสด็จลงประทับเรือยนต์ พระสงฆ์ในวัดนี้สวดชยันโตเวลา ๓ โมง ๔๕ นาที เรือพระที่นั่งเทียบสะพานท่าน้ำเมืองชลบุรี พระยาวิเศษฤาไชย และข้าราชการเมืองนั้นมาคอยรับเสด็จ เสด็จขึ้นประทับตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ที่เมืองชลบุรีนั้นเวลาบ่าย ๔ โมง เสด็จที่ว่าการเมือง กองเสือป่าและลูกเสือ นักเรียนชายหญิงตั้งแถวรับเสด็จที่สนามหญ้าหน้าที่ว่าการ ทหารเรือชายทะเลทั้งข้างขวาข้างซ้ายตำรวจภูธร เมื่อประทับบนที่ว่าการแล้ว พระยาวิเศษฤาไชยนำฝ่ายพลเรือนเฝ้าเรียงตัว หลวงผลาญมริดราบ นำทหารเรือ ทหารบก ตำรวจภูธรเฝ้า พระยาวิเศษฤาไชยนำพ่อค้าไทย,จีนเฝ้า ประทับทอดพระเนตรแข่งกระบือแลแห่ผ้าป่า ซึ่งพ่อค้าพงเมืองได้จัดให้มีขึ้นประทับเสวยเครื่องว่าง ณ ที่นั้นแล้วเสด็จกลับยังที่ประทับแรม โปรดให้เลื่อนกำหนดวันที่จะเสด็จกลับไปอีก ๒ วันจากพระราชกิจประจำวันนี้ จะเห็นได้ชัดว่า ประเพณีวิ่งความได้มีมาแล้วแต่อดีตและเป็นประเพณีที่แปลกกว่าจังหวัดอื่นจึงได้เตรียมการจัดถวายทอดพระเนตร เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่ตรงกับเทศกาลวิ่งควายประเพณีวิ่งควายปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองชลบุรี จัดวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ อำเภอบ้านบึงจัดวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตลาดหนองเขิน ตำบลหนองซาก อำเภอบ้านบึง จัดวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ วัดกลางดอน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จัดวิ่งควายวันทอดกฐินประจำปีของวัด ถึงแม้เกษตรกรจะนำความเหล็กมาใช้ไถที่หรือทำงานด้านเกษตรเป็นจักรกลเครื่องผ่อนแรง แต่ก็ปรากฏว่าการวิ่งควายของแต่ละหน่วยงานที่จัดนั้น จำนวนควายไม่ลดน้อยถอยลง ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นแล้ว หากร่วมแรงร่วมใจตั้งใจทำงานนี้อย่างจริงจัง ยังเป็นการดึงชนต่างถิ่นได้มาชมประเพณีวิ่งควาย อันเป็นประเพณีที่มีจังหวัดเดียวในเมืองไทยอีกด้วยประเพณีวิ่งควายซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวชลบุรี ก็จะอยู่คู่กับจังหวัดชลบุรีไปอีกชั่วกาลนาน

        ๒. คนตายตีฆ้อง
     เมื่อเสียงฆ้องดังกังวานขึ้นในหมู่ บ้านใด จะเป็นเวลากลางคืน หรือกลางวัน เป็นสัญญาณแจ้งให้ชาวบ้านในละแวกนั้นทราบว่า ได้มีคนตายขึ้นแล้วในตำบลนั้น”ภราดรภาพ”จะเกิดขึ้นทันที ทุกคนจะสลัดงานที่ทำมายังบ้านเจ้าของเสียงฆ้องกันทันที ใครถนัดทางไหนก็ช่วยกันทำทางนั้น ใครเป็นช่างก็ช่วยกันไสไม้ต่อหีบศพ ผู้หญิงก็ช่วยกันทำอาหารเลี้ยงพระ ใครมีข้าวก็เอาข้าวมาช่วย มีเผือกมีมันก็ขนเผือกขนมันมา ใครมีมะพร้าวก็ขนมะพร้าวมา ทุกคนจะมาช่วยกันด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องเอาบัตรเชิญมาให้ เขามากันเองโดยไม่ต้องเชิญ ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ นั้น เขารักกัน นับถือกันจริง ๆ เป็นญาติร่วมเรือน มีทุกข์ร้อนช่วยผ่อนปรนกัน ภราดรภาพของเขา เป็นภราดรภาพที่มีความหมายทาง “ปฏิบัติ” ไม่ใช่ “ภราดรภาพแบบตัวหนังสือ” ฉะนั้นเมื่อมีคนตายขึ้น ทุกครั้งจึงมีประเพณีตีฆ้องในบ้านศพ เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งข่าว ให้ชาวบ้านใกล้เคียงทราบและได้ถือเป็นประเพณีประจำถิ่น ประจำเมืองชล เว้นแต่ผู้คลั่งอารยธรรมตะวันตกเท่านั้น เห็นว่าเป็นเรื่องไร้ความหมาย เมื่อมีคนตายขึ้นจึงไม่นิยมตีฆ้อง เพราะไม่ทราบว่าตีไปเพื่ออะไร

        ๓.กองข้าวบวงสรวง
     กองข้าวบวงสรวงเป็นประเพณีที่ ปฏิบัติกันในเทศกาลตรุษไทย หรือตรุษสงกรานต์ คนโบราณถือว่าชีวิตของตน ได้รอดพ้นอุปสรรคภยันตรายมาได้อีกหนึ่งปี เพราะบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญไว้ และเพราะมวงเทพาอารักษ์ได้ช่วยพิทักษ์รักษาชีวิต ให้พ้นจากภยันตรายต่าง ๆ เมื่อถึงกาลปีใหม่ จึงพร้อมใจกันนำข้าวปลาอาหารอันโอชารส ซึ่งได้เลือกสรรแล้วเป็นอย่างดี ต่างคนต่างนำมารวมไว้ ในย่านหนึ่งย่านใดที่เป็นกลางมาบวงสรวงมวลเทพาอารักษ์เหล่านั้น เพื่อแสดงความนบไหว้ รำลึกถึงความเมตตาบารมีของเทพาอารักษ์เหล่านั้น ด้วยความกตัญญูกตเวที เมื่ออ่านโองการบวงสรวงเสร็จ เซ่นไหว้เสร็จก็นำอาหารคาวหวานเหล่านั้นมารวมหมู่ ร่วมรับประทานอาหารกัน ไม่เอากลับบ้าน สนุกสนานกันอย่างญาติอันสนิทยิ่ง ทุกคนที่เคยโกรธกันก็คืนดีกัน คนไม่เคยรู้จักกันก็รู้จักกัน ไม่เคยพบปะกันก็มีโอกาสได้พบปะกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดจนสารทุกข์สุกดิบกัน “สามัคคีธรรม” อันเป็นพลังวิเศษของสังคมของหมู่บ้าน ก็เกิดขึ้นทันที ประเพณีนี้ได้ปฏิบัติสืบกันมา ไม่ใช่เรื่องความโง่เงอะไร้เหตุผล แต่เป็นเรื่องที่บริบูรณ์ด้วยเหตุผล แฝงไว้ด้วยคติธรรม สามัคคีธรรมที่เกิดขึ้นนั้น แนบแน่นสนิทใจยิ่งกว่างานสโมสรสันนิบาต หรืองานกินเลี้ยง เลี้ยงรับเลี้ยงส่งในปัจจุบันหลายเท่าพันทวีของดีในเมืองชลทั้งสามประเภทนี้ บรรพชนของเราได้รักษาปฏิบัติมาแล้วหลายชั่วชีวิตคน เพราะเป็นประเพณีที่อุดมด้วยเหตุผล มีคติธรรมและวัฒนธรรมอันน่าเลิ่อมใส เป็นสัญลักษณ์อันเด่น เอกลักษณ์อันงามของชาวเมืองชล แต่เป็นที่น่าเสียดาย ประเพณีเหล่านี้ ลูกหลานชาวเมืองชลกำลังหันหลังให้ กลับเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ กลับไปหลงละเมอคลั่งไคล้ ในอารยธรรมของชาวตะวันตก จนลืมถึงของดีที่ต้นตระกูล ได้สร้างสมและได้ประคับประคองรักษามาประเพณีท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่ง ที่ชาวชลบุรีปฏิบัติสืบมาก็คือ “ประเพณีวันไหล” ซึ่งเป็นวิวัฒนากรมาจากประเพณี การก่อพระทรายน้ำไหลของไทยสมัยโบราณ ที่นิยมทำกันโดยทั่วไปประเพณีวันไหลคนไทยในอดีตนิยมการสร้างพระเจดีย์ไว้ในวัด ถือว่าพระเจดีย์เป็นปูชนียสถานสำคัญ วัดทุกวัดจึงมีเจดีย์อยู่ในวัด ทั้งขนาดองค์ใหญ่ ขนาดองค์กลาง และขนาดองค์เล็ก และนิยมสร้างกันมาแล้วแต่สมัยสุโขทัย วิวัฒนาการรูปแบบมาตามยุคตามสมัย ซึ่งแต่ละสมัยยังมีซากเจดีย์ เป็นหลักฐานทางโบราณวัตถุ อยู่สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้พระเจดีย์องค์ใหญ่ที่สุด นิยมสร้างไว้หลังพระอุโบสถ หรือพระวิหารเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อกราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถก็เท่ากับได้กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้วยประเพณีไทยที่ได้ปฏิบัติกันมา แต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ก็คือ การทำบุญในวันเทศกาลตรุษไทย ตรุษสงกรานต์ เมื่อถึงประเพณีตรุษไทย ตรุษสงกรานต์ ก็นิยมก่อพระเจดีย์ทราย ถวายเป็นพุทธบูชา การก่อพระเจดีย์ทราย ก็คือการขนทราย หาบทรายมากองสูง แล้วรดน้ำเอาไม้ปั้นกลึง เป็นรูปทรงเจดีย์ ปักธงทิวต่าง ๆ ตกแต่งกันอย่างวิจิตรบรรจง องค์ใหญ่บ้าง เล็กบ้างสุดแต่กำลัง บ้างก็ทำเป็นกรวยเล็ก ๆ เพื่อก่อให้ครบ ๘,๔๐๐๐ กองเท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ งานก่อพระเจดีย์ทรายในเทศกาลตรุษไทย ตรุษสงกรานต์เป็นงานที่สนุกสนานรื่นเริงมาก นอกจากจะขนทราย หาบทรายเข้าวัดแล้ว ยังมีการละเล่นพื้นเมือง ในเวลาก่อพระเจดีย์ทราย เพื่อเพิ่มความสนุกสนานบันเทิงรื่นเริงใจด้วย เมื่อก่อเสร็จพระเจดีย์ทรายแต่ละกอง ก็จะมีธงทิวพร้อมด้วยผ้าป่า ตลอดจนสมณบริขารถวายพระ พระสงฆ์ก็จะพิจารณาบังสุกุลทำบุญเลื้ยงพระ เลี้ยงพระเสร็จก็เลี้ยงคนที่ไปร่วมงาน เป็นการสนุกสนานในเทศกาลตรุษ ผลที่ได้เมื่อเสร็จงานแล้ว ทางวัดก็ได้ทรายไว้สำหรับสร้างเสนาสนะปูชนียสถานในวัด หรือถมบริเวณวัด พระสงฆ์ก็ได้เครื่องปัจจัยไทยธรรมต่าง ๆเทศกาลตรุษไทย คือ เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ ตรุษสงกรานต์ปกติ หลังตรุษไทยไปเล็กน้อย เป็นปลายฤดูร้อนจะย่างเข้าฤดูฝน วัดใดอยู่ใกล้ห้วย หนอง คลอง บึง ญาติโยมอุบาสก อุบาสิกาวัด ก็จัดประเพณีก่อพระทรายน้ำไหลขึ้น วิธีการก็คือขุดลอกทรายที่ฝนซัดไหลมาสงรวมขังอยู่ตามคลอง หนอง บึง เป็นการขนทรายเข้าวัด และเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย การรวมแรงคนเพื่อร่วมบุญขุดลอก คลอง หนอง บึง ให้สะอาดเมื่อถึงฤดูฝนน้ำจะได้ไหลสะดวก คู คลอง หนองบึงไม่ตื้นเขิน หมู่บ้านสะอาดน้ำก็ไหลได้ตามปกติ ไม่ขังเจิ่งท่วมที่นั่นที่นี่ นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการก่อพระทรายน้ำไหลในเทศกาลตรุษงานก่อพระทรายน้ำไหล เพื่อก่อเป็นองค์เจดีย์เป็นพุทธบูชา เพื่อทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในเทศกาลตรุษ เพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจของชาวบ้านด้วยการละเล่นพื้นเมือง เพื่อสามัคคีธรรม ของคนในหมู่บ้านที่ทำบุญเลี้ยงพระแล้ว ก็ร่วมรับประทานอาหารกันเพื่อสามัคคีรส เป็นงานประเพณีที่ชี้ให้เห็นความเจริญ ของวัฒนธรรมในท้องถิ่นเป็นอย่างดี แต่ด้วยสภาพของบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ความเจริญทางวิทยาการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น การขนทราย โกยทราย หาบทรายเข้าวัดคนละหาบสองหาบ ก็เปลี่ยนสภาพมาเป็นซื้อทรายเป็นรถ ๆ ขนกันอย่างสะดวกสบาย และหลายวัดก็หมดความจำเป็นที่จะต้องใช้ทราย คู คลอง บึง ที่ทรายเคยซัดไหลมารวมกันก็ตัดเป็นถนน แปรสภาพจากคู คลอง หนอง บึง ไปเกือบหมด จนแทบไม่มีการลอกคู คลอง หนอง บึง ในบริเวณใกล้ ๆ วัดงานก่อพระทรายน้ำไหลในเทศกาลตรุษ ก็เปลี่ยนสภาพไป วัดต่าง ๆ หลายวัดไม่มีเจดีย์เป็นพุทธบูชา มีแต่เจดีย์ใส่กระดูกผี คำว่าเจดีย์ทรายก็หมดความหมายไป ก่อพระทรายเอาบุญ ก็เปลี่ยนสภาพไปพัฒนาไปตามกาลเวลา ก่อพระทรายน้ำไหลจึงเรียกสั้นลงเหลือแค่ “วันไหล” หรือ “ประเพณีวันไหล” เพียงแต่อาราธนาพระสงฆ์มาทำบุญ เลี้ยงพระ และเลี้ยงคน และมีงานรื่นเริงกันไปตามสภาพ ของท้องถิ่นและความนิยมตามยุคตามสมัยในเทศกาลตรุษเพี้ยง ขออย่าให้ “วันไหล” เป็นวัน “หลงใหล” หรือ “เหลวไหล” ของชาวไทยชาวพุทธ หัวมังกุท้ายมังกร จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วทำให้ลืมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นที่บรรพชน ได้ว่างแบบฉบับไว้เป็นสมบัติแก่ลูกไทยหลานไทยอย่างน่าเสียดายขอให้วิญญาณบรรพชนของเรา จงร่วมใจกันปลุกลูกไทยหลานไทย ให้กลับมารักษาปฏิบัติประเพณีของไทย เพื่อเป็นเกียรติของคำว่า “ไทย” และขอให้ชาวเมืองชลจงฟื้นฟูรักษาประเพณีพื้นบ้านพื้นเมืองไว้ เพื่อแสดงสัญลักษณ์อันดีงามของเราให้ประจักษ์แก่สายตาแขกบ้านแขกเมืองเถิด อย่างปล่อยให้สูญสิ้นไปเลยประเพณีถีบกระดานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี หลายครั้งหลายวาระ จึงทรงมีความคุ้นเคยกับสภาพ และความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดชลบุรีเป็นอย่างดียิ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ ได้เสด็จประพาสชลบุรี และประทับแรมที่อ่างศิลาเป็นเวลาหลายวัน ได้มีลายพระราชหัตถเลขาวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๑๙ ข้อความตอนหนึ่งว่า“ราษฎรที่ทำโป๊ะจับปลาในทะเลนั้น ทำได้แต่ฤดูเดือน ๑๒ ไปจนถึงเดือน ๓ เป็นฤดูลมตะเภาพัดกล้า คลื่นจัดโป๊ะแตก ต้องหยุดการจับปลาไปจนเดือน ๑๒ ในระหว่างหยุดการจับปลาทำโป๊ะไม่ได้นั้น ราษฎรทำมาหากินด้วยลงเฝือกลากอวนจับปลาและถีบกระดานเก็บหอยชายทะเลเวลาน้ำลงไปที่ชายเลน ก็จะเห็นชาวบ้านถีบกระดาน ดูรวดเร็วจากข้อความตามลายพระราชหัตถเลขานี้ชี้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร การถีบกระดานหาหอยชายทะเลยของชาวเมืองชล ซึ่งเป็นอาชีพส่วนหนึ่งของชาวจังหวัดชลบุรีฉะนั้น ในงานประจำปีจังหวัดชลบุรีแต่อดีต จึงจัดให้มีการแข่งขัน การถีบกระดานแต่ละปี เพื่อเป็นการส่งเสริม และรักษาเอกลักษณ์ส่วนหนึ่งของอาชีพประมงไว้ ต่อมาได้ว่างเว้นการถีบกระดานไปหลายปี ถึงงานประจำปี ๒๕๓๐ ได้มีการฟื้นฟูการแข่งขันถีบกระดานขึ้นใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๓๐ นายสืบ รอดประเสริฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ลงถีบกระดานร่วมกับข้าราชการ และชาวประมงจึงจารึกเป็นเกียรติประวัติไว้
       
                                                                                                          UP
        
1