ของดีภายในจังหวัดชลบุรีส่วนมากก็จะได้วัดวาอรามต่างๆ ที่สำคัญซึ่งได้แก่
วัดใหญ่อินทราราม
วัดใหญ่อินทรารามเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดชลบุรีเป็นวัดที่มีความเป็นมาอย่างน้อยตั้งแต่
สมัยอยุธยาตอนปลายโดยปรากฏให้เห็นได้จากสถาปัตยกรรมภายในบริเวณวัด เช่น พระอุโบสถ
พระวิหาร ฐานเสมา ปรางค์ เป็นต้น สถาปัตยกรรมเหล่านี้ในปัจจุบันอาจมีการปฏิสังขรเปลี่ยนแปลง
ไปบ้าง แต่ก็ยังพอเห็นถึงเค้าโครงเดิมตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมอยุธยาได้จิตรกรรมฝาผนังมี
เขียนขึ้นทั้งภายในวิหารและพระอุโบสถแต่ที่ยังเหลืออยู่ชัดเจน และมีคุณค่าแก่การศึกษา
ก็คือ
ก็คือจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นที่ผนังด้านในของพระอุโบสถโดยตลอดทั้ง ๔
ด้านเรื่งราวที่เขียน
ผนังด้านหน้าตรงข้ามกับองค์พระประธานเขียนเป็นภาพมารผจญขนาดใหญ่เต็มผนังภายในกองทัพ
พญามารมีภาพทหารชนิดต่างๆ เช่น ฝรั่งชาวยุโรปแขกชวา จีน จาม ถืออาวุธแตกต่างกันออกไป
ตามความนิยมของแต่ละชาติ เช่น กระบี่ กริช มีดพร้า เป็นต้น ผนังด้านหลังขององค์พระประธาน
ส่วนบนเขียนเป็นภาพจากไตรภูมิแสดงถึงเขาพระสุเมรุ และสัตตบรรพตซึ่งเรียงลดหลั่นกันลงมาทั้ง
๒ข้าง ประกอบด้วยพระอาทิตย์ และพระจันทร์อยู่ข้างละดวงอันแสดงออกถึงลักษณะเรื่องราวของ
จักรวาลส่วนล่างนั้นเป็นเรื่องราวของป่าหิมพานต์ มีแม่น้ำสำคัญ ๔ สายซึ่งเกิดจากต้นน้ำที่มีภูเขา
ภูเขาเป็นรูปศรีษะสัตว์ ๔ชนิดมีคือ ช้าง ม้า โคและสิงห์ส่วนที่เป็นป่าหิมพานนารีผล
หรือมักรีผลที่มี
ดอกผลเป็นสตรีสาว อันเป็นที่หมายปองของเหล่าวิทยาธรที่มาวนเวียนเพื่อจะแย่งกันนำไปเชยชม
นอกจากนี้ก็มีสัตว์หิมพานต์ต่างๆ เช่น กินนร กินรี ตอนล่างสุดของภาพเป็นนรกภูมิแสดงการนำเอา
มนุษย์ไปรับฟังการพิจารณาโทษจากพญายมราช การลงทัณฑ์ด้วนวิธีการต่างๆ ตามลักษณะของ
บาปโทษของแต่ละบุคคล คลอดจนนรกขุมต่างๆ ซึ่งใช้เป็นที่ขังของบรรดาผู้ตกอยู่ในนรกแห่งนั้น
ผนังด้านข้างทั้ง ๒ ด้านของพระอุโบสถส่วนที่อยู่เหนือกรอบเช็ดหน้าของหน้าต่างขึ้นไปจรดเพดาน
เขียนเป็นภาพเทพชุมนุมเรียงกันเป็น ๓ ชั้นหันหน้าไปทางองค์ประธาน ส่วนล่างที่เรียกว่าห้องภาพ
คือ พื้นที่ว่างระหว่างหน้าต่างแต่ละช่องนั้นเขียนเป็นชาดกจากทศชาติ คือ
พระเตมีย์ พระมหาชนก
พระเนมิราช พรมโหสถ พระภูริทัต พระจันทรกุมาร พรพรหมนารท พระวิฑูรบัณฑิต
พระเวสสันดร
โดยเริ่มจากผนังส่วนในสุดด้านซ้ายมือขององค์พระประธานเรียงพระชาติต่อเนื่องกันไปโดย
๓ ห้อง
ท้ายเป็นเรื่องพระเวสสันดรสำหรับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดใหญ่อินทารามนี้
นอกจาก
ความงามที่สมบูรณ์ในกระบวนการแสดงออกตามลักษณะที่ดีของจิตรกรรมฝาผนังแบบไทยแล้วยัง
มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการอันต่อเนื่องของการเขียนภาพในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายเรื่อยลงมาดังเห็นได้จากการแสดออกตามคตินิยมของแต่ละช่วงเวลาไม่
ว่าจะเป็นการใช้สี ตลอดจนการใช้ฝีแปรงและการตัดเส้นจึงนับได้ว่าจิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้นอกจาก
คุณค่าในด้านความงามตามแนวทางของศิลปกรรมแล้วยังมีคุณค่าในด้านการศึกษาเปรียบเทียบ
ถึงวิวัฒนาการของจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนหรือซ่อมแซมใหม่ในแต่ละช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี
วัดต้นสน
วัดต้นสนอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองไม่ห่างไกลจากวัดใหญ่อินท่รามมากนักประวัติความเป็นมา
จารึกเอาไว้ที่ผนังพระอุโบสถว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งเป็นปีแรกในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
และหลังจากนั้นก็ได้มี
ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ สำหรับการสร้างวัดนั้นก็น่าที่อยู่ในช่วง
เวลาเดียวกันกับการสร้างพระอุโบสถนั่นเองภายในพระอุโบสถของวัดต้นสนได้เขียนภาพจิตรกรรม
ฝาผนังเอาไว้ในส่วนที่เป็นห้องภาพ คือ ผนังส่วนที่อยู่ระหว่างช่องหน้าต่าง
และตอนบนตั้งแต่เหนือ
กรอบเช็ดหน้าของหน้าต่างขึ้นไปจนจรดเพดานพระอุโบสถเขียนเป็น พระชุมนุมซ้อนกัน
๒ ชั้น
ผนังด้านหน้าตรงข้ามกับองค์พระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ภาย
หลังจากการเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดาการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดต้นสนนี้
ได้มีการนำ
เอาแสงและเงามาใช้ในส่วนที่เป็นองค์ประกอบต่างๆในภาพ เช่น ต้นไม้ โขดหิน
ภูเขา และ
สถาปัตยกรรม เมื่อพิจารณาดูแล้วอาจเปรียบเทียบได้กับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บริเวณ
รอบระเบียงคตวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ครั้นฉลองพระนครครบ ๑๕๐
ปี ใน
รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรีนั้นเอง
แต่ขณะ
เดียวกันก็มีสถาปัตยกรรมบางลักษณะในภาพที่เป็นภาพที่เป็นแบบอย่างคล้ายกับที่นิยมกัน
ในช่วงรัชกาลที่ ๕-๖ ปรากฏอยู่ด้วย จึงเป็นไปได้ว่าภาพที่วัดต้นสนนี้อาจเขียนขึ้นพร้อมกับการสร้าง
พระอุโบสถ และมีการซ่อมแซมในระยะหลังบ้าง จนกระทั้งครั้ง สุดท้ายในปี พ.ศ.๒๕๑๓และได้ทำการ
เคลือบผิวด้วยน้ำยาประเภทชักเงินทำให้ผิวของภาพมันวาว และเกิดการสะท้อนแสงอย่างไรก็ตาม
ภาพจิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้ก็ได้แสดงให้เห็นคตินิยมการเขียนภาพภายในพระอุโบสถที่สืบทอดกัน
ต่อมาในจังหวัดชลบุรี
วัดเขาบางทราย
วัดเขาบางทรายเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ชนิดสามัญเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตินิกายตั้งอยู่ที่
ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี บริเวณเชิงเขาพระพุทธบาทบางทรายริมถนนสาย
บางนา-ตราดก่อนถึงตัวเมืองชลบุรี วัดเขาบางทรายนี้มีประวัติความเป็นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา
เป็นอย่างน้อยดังที่ปรากฏจากประวัติศาสตร์ซึ่งกรมศิลปากรได้รวบรวมไว้แม้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานพระกฐินและ
บริจาคพระราชทรัพย์บำรุงวัดเขาบางทรายเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำเดือน ๑๑
ปีกุน นพศก
ศักราช ๑๒๔๙(พ.ศ.๒๔๓๐)นอกจากนนี้วัดเขาบางทรายยังเคยใช้เป็นที่ประกอบ พิธีถือน้ำพิพัฒน์
สัจจาของข้าราชการในจังหวัดชลบุรีในสมัยรัชการที่ ๕ อีกด้วย สิ่งสำคัญที่น่าสนใจภายในวัดก็คือ
บรรดาสถาปัตยกรรมมเป็นส่วนใหญพระมณฑป สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง
พระมณฑปแห่งนี้ได้มีการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชการที่ ๕ และ ๖ เมื่อขึ้นไปสู่พระมณฑปซึ่งบันไดแก้ว
เริ่มจากเชิงเขาทอดขึ้นไปบนไหล่เขา ผ่านอาคารต่างๆ ที่มีอยู่เป็นระยะๆขึ้นไปจนถึงลาน
พระมณฑปซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ชายทะเลของชลบุรีและตัวเมืองได้อย่างชัดเจน
หอระฆัง ลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมก่ออิฐถือปูนทำเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่าง ทำเป็นระเบียงล้อมรอบ
มีบันไดทางขึ้นไปยังชั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวหอที่แขวนระฆังที่ระเบียงชั้นล่างและบนของหอระฆัง
นี้กรุด้วยกระเบื้องปรุทั้งหมด ตามคตินิยมของสถาปัตยกรรมไทยแบบพระราชนิยม
สมัยรัชกาลที่ ๓
ซึ่งต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ปฏิสังขรณ์วัดในสมัยรัชกาลที่
๕ จึงได้รับการ
ปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งศาลาราย (ศาลาเก้าห้อง) ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นศาลาแบบโถงทรง
ค่อนข้างเตี้ย ระหว่างช่วงทำเป็นแบบซุ้มโค้งโดยตลอด ศาลารายหลังนี้ได้มีการปฏิสังขรณ์
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่รูปทรงยังคงเป็นแบบเดิมตามลักษณะของสถาปัตยกรรม สมัยรัชการที่
๓
นั่นเองสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือพระประธานภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง
ปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่เหนือพุทธบัลลังก์ที่ทำเป็นกลีบบัว พระพุทธรูปองค์นี้
ได้รับการยกย่องว่า
เป็นพระพุทธรูปที่งามที่สุดองค์หนึ่งของฝีมือช่างกรุงรัตนโกสินทร์ส่วนสถาปัตยกรรมอื่นๆ
ภายในวัด
นั้นเป็นสิ่งซึ่งสร้างขึ้นใหม่เกือบทั้งสิ้นและไม่มีรูปแบบที่เด่นชัดในเชิงของศิลปกรรมเท่าที่ควร
วัดใต้ต้นลาน
วัดใต้ต้นลานอยู่ในท้องที่อำเภอพนัสนิคม
ไม่ปรากฏประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนจากการศึกษา
สภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในบริเวณวัด และข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้อาวุโส
ในละแวกนั้นพอที่จัสรุปได้ว่าวัดบริเวณนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ๖๐ปีเศษมานี้เอง
ภายในบริเวณวัด
มีสิ่งที่น่าสนใจคือ หอไตรกลางสระน้ำซึ่งสร้างในลักษณะที่เป็นเสาสูงขึ้นไป
นอกจากนี้ก็คือ
พระอุโบสถที่มีรูปทรงค่อนข้างสูง ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนเอาไว้ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ภายในพระอุโบสถวัดใต้ต้นลาน ส่วนที่เป็นห้องภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติโดยย่อๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบ
องค์ประกอบต่างๆ ในภาพใช้วิธีการเขียนโดยนำเอาแสง-เงา มาใช้ประกอบเพื่อให้เกิดมิติความ
ชัดลึก มีปริมาตร การแสดงออกเป็นลักษณะเรียบง่ายอย่างที่เราเรียกได้ว่าเป็นฝีมือช่างชาวบ้าน
นั้นเอง ซึ่งหากเราจะนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อหาอารุความเก่าแก่แล้วก็น่าที่จะมีอายุอยู่
ไม่เกินหลังการฉลองพระนครครบรอบ๑๕๐ ปี ซึ่งภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวคิดและวิธีการตาม
แบบของจิตรกรรมฝาผนังที่บริเวณระเบียงคตของวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั่นเองส่วนที่เหนือจาก
ห้องภาพนี้ขึ้นไปเขียนเป็นภาพชุมชนเรียงซ้อนกันขึ้นไปรวม ๔ ชั้นด้วยกัน
วัดอ่างศิลา
วัดอ่างศิลาอยู่ในท้องที่ตำบลอ่างศิลา
อำเภอเมือง วัดนี้ไม่ปรากฎประวัติที่ชัดเจนนัก แต่หลักฐาน
ที่ปรากฎอยู่ทำให้ทราบได้ว่ามีความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เช่นส่วนฐานของพระอุโบสถ
หลังเดิมซึ่งปัจจุบันได้ถูกสร้างวิหารหลังใหม่ทับลงไป แต่ฐาน และซุ้มเสมาของเดิมยังคงอยู่ด้านหน้า
ของวิหารยังมีเจดีย์สถาปัตยกรรมแบบอยุธยาเรียงรายกันอยู่ 3 องค์ ซึ่งแจดีย์ดังกล่าวนี้เป็นรูปแบบ
ที่นิยมกันในรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระนอกจากนี้ส่วนฐานของเจดีย์องค์หนึ่งได้มีการประติมากรรม
ปูนปั้นรูปครุฑแบกประกอบอยู่ อันเป็นหลักฐานแสดงออกให้เห็นถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบ
อยุธยาตอนปลายได้อย่างชัดเจนที่สำคัญก็คือ พระอุโบสถหลังปัจจุบันซึ่งได้มีการสร้างและปฏิสังขรณ์
เพิ่มเติมในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง ลักษณะรูปทรงภายนอกของพระอุโบสถเป็นแบบที่มีหน้าบันอุดตัน
ไม่มีการประดับด้วยเครี่องลำยอง อันประกอบไปด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ใด
ๆ ทั้งสิ้นภายใน
อุโบสถมีศิลปกรรมที่สำคัญคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดอ่างศิลา
อาจกล่าวได้ว่ายังไม่เป็นที่รู้จัดกันทั่วไปอย่างกว้างขวางนัก นอกจากในวงวิชาการและผู้สนใจกลุ่ม
เล็ก ๆ เท่านั้น แต่ผลงานของที่นี้ถือได้ว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่มีฝีมือสูงและอยู่ในสภาพที่ค่อน
ข้างสมบูรณ์โดยไม่ได้มีการซ่อมแซมหรือเขียนเพิ่มเติมขึ้นในภายหลังเลยจิตรกรรมฝาผนังของวัด
อ่างศิลานี้ได้เขียนขึ้นที่ผนังภายในทั้ง 4 ด้านและมีลักษณะการเขียนแตกต่างกว่าที่พบโดยทั่ว
ๆ ไป
คือ เขียนเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันโดยตลอดทั้งที่เป็นส่วนห้องภาพ และส่วนที่อยู่เหนือกรอบเช็ดหน้า
ของหน้าต่างขึ้นไปจนจรดเพดานเรื่องราวที่เขียนเป็นพุทธประวัติจากพระปฐมสมโพธิกถาเริ่มตั้ง
แต่เหล่าเทวดาอัญเชิญสันดุสิตเทวบุตรให้ลงมาจุติในโลกมนุษย์ และเหตุการณ์สำคัญอื่น
ๆ คือ
อภิเษกพระเจ้าสุทโทธนะ และพระนางสิริมหามายา พระนางสิริมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ
เรื่อยไปจนเจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกพระนางยโสธรา เสด็จออกมหาพิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญเพียร
จนกระทั้งทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเทศนาโปรดสัตว์ไปยังที่ต่าง
ๆ ต่อเนื่องกันไปตาม
เหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ดูง่ายต่อการเข้าใจ ส่วนพื้นที่ซึ่งเป็นห้องภาพในตอนล่างลงมานั้น
เป็นเหตุการณ์
สำคัญจากพระปฐมสมโพธิกถาในแต่ละปริเฉท เช่นยสบรรพชาปริวัตต์ อุรุเวลกมนปริวัตต์
พิมพาพิลาปประวัตต์อัครสาวกบรรพชาปริวัตต์พุทธปิตุนิพพานปริวัตต์ อัครสาวกบรรพชาปริวัตต์
เทศนาปริวัตต์ และเทโวโรหนปริวัตต์ อัครสาวกบรรพชาปริวัตต์ มหาปรินิพพานปริวัตต์
ธาตุวิภัชน์ปริวัตต์ ส่วนแบ่งด้านหลังขององค์พระประธานนั้นเขียนเป็นเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธองค์
เสด็จชึ้นไปเทศนาโปรดหมู่เทพยดาบนสวรรค์จิตรกรรมฝาผนังของวัดอ่างศิลานี้มีการเขียน
ที่ใช้สีสดใสสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ดูได้มากและที่สำคัญที่สุดก็คือการตัดเส้นที่มีทั้งความคมชัด
อ่อนหวานนุ่มนวลอยู่ในตัวซึ่งอาจกล่วได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงฝีมือที่สูงส่งและความชำนาญอย่างยิ่ง
ของศิลปินผู้สร้างงาน สำหรับอายุของจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดอ่างศิลาแล้ว
จากการ
ศึกษาเปรียบเทียบกับการแสดงออกในด้านต่าง ๆ ของแหล่งอื่น ๆ แล้วพอที่จะเชื่อได้ว่าจิตรกรรม
ฝาผนังแห่งนี้เขียนขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง
วัดราษฎร์บำรุง
วัดราษฎร์บำรุงตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง
จังหวัดชลบุรี ไม่ปรากฎประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด แต่
่สภาพของสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ภายในบริเวณวัดโดยทั่วไป แล้วไม่น่าที่จะมีอายุสูงไปกว่า
สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะสิ่งสำคัญ คือพระอุโบสถนั้นได้มีการทำพะไลยื่นออกมาทางด้านหน้าเพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่ง ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังและมีศักราชระบุเอาไว้ว่าได้เขียนขึ้นในปี
ร.ศ.120ตรงกับพุทธศักราช 2445เป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่ง
ราชวงศ์จักรีจิตรกรรมฝาผนังภายในของพระอุโบสถวัดราษฎร์บำรุงนี้ เขียนขึ้นที่ผนังทั้ง
4ด้าน ด้านหน้า
ตรงข้ามองค์พระประธานเขียนเป็นภาพมารผจญ ผนังด้านหลังขององค์พระประธานเขียนเป็นท้องฟ้า
ประกอบหมู่เมฆ มีหมู่ทวยเทพประกอบดนตรีบรรเลงเพลงและเหล่าเทพยดานางฟ้าเหาะมาชุมนุม
ร่ายรำแสดงอาการรื่นเริงยินดีที่พระพุทธองค์ได้มีชัยชนะต่อพญามาร ผนังด้านข้างทั้ง
2 ด้านส่วนที่เป็น
ห้องภาพเขียนภาพพุทธประวัติ ตั้งแต่ทรงประสูติไปจนกระทั่งปรินิพพานและถวายเพลิงพระพุทธสรีระ
ส่วนตอนบนเหนือกรอบเช็ดหน้าของหน้าต่างขึ้นไปจนจรดเพดานเขียนเป็นเทพชุมนุมจิตรกรรมฝาผนัง
ของพระอุโบสถวัดราษฎร์บำรุงนี้ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปสถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามาปะปน
อยู่บ้างในบางลักษณะ เช่นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก คือ อาคารแบบตึก 2
ชั้น สถาปัตยกรรม
แบบตะวันตกที่ปรากฏในรูปแบบของวิหาร ในคริสตศาสนาที่นิยมทำส่วนหลังคาเป็นรูปโค้ง
ตลอดจน
การนำเอาเรื่องของแสงและเงาเข้ามาใช้ในส่วนที่เป็นสถาปัตยกรรมเพื่อช่วยเน้นให้เกิดมิติแห่งความ
ตื้นลึกในภาพตลอดจนฉากหลังของภาพที่ได้นำเอาหลักทัศนียวิทยาตามทฤษฎีสิลปของตะวันออกมาใช้
หรือแม้แต่การแบ่งคั่นจังหวะระหว่างเทพชุมนุมแต่ละองค์นั้นก็เช่นกันได้ทำเป็นลักษณะแบบซุ้มโค้ง
ประกอบลวดลายแบบตะวันตกหรือที่เรียกกันว่าลายฝรั่งใบแบบกิ่งประดิษฐ์ กิ่งธรรมชาติซึ่งเป็นคตินิยม
ในการแสดงออกทางศิลปะของช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเองภายในบริเวณวัดราษฎร์บำรุงนี้นอกจาก
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถแล้วมีสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบันที่น่าสนใจสูงด้วยคุณค่าและฝีมือ
ทางศิลปะอีกแห่งหนึ่ง คือ วิหารพุทธนิมิตต์ ซึ่งเป็นวิหารตามลักษณะของสถาปัตยกรรมไทยที่ดี
ขนาด
ค่อนข้างเล็กสมบูรณ์ด้วยสัดส่วน ภายนอกของวิหารมีการทำลวดลาย ปูนปั้น ปิดทอง
ประดับกระจกอย่าง
สวยงามในทุกส่วนของตัววิหาร ไม่ว่าจะเป็นหน้บันคันทวย เสา ผนัง ตลอดจนสาหร่ายรวงผึ้ง
ลวดลายที่
นำมาออกแบบใช้กับวิหารหลังนี้เป็นลวดลายแบบกึ่งธรรมชาติกึ่งประดิษฐ์ในลักษณะแบบไทยแต่ก็ไม่ได้
ทำเป็นท่วงทำนองของลายกระหนกอย่งที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปสถาปัตยกรรมที่มีการประดับตกแต่งตลอด
ทั่วทั้งอาคารเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีความงามสมบูรณ์ในตัวเอง
เช่น วิหารพุทธนิมิตต์แห่งนี้
วัดเสม็ด
วัดเสม็ดอยู่ในท้องที่ตำบลเสม็ด
อำเภอเมือง ใกล้กับถนนปากทางที่จะเข้าไปสู่ชายทะเลอ่างศิลา
วัดเสม็ดเป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาโดยสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรีปรากฏจากแผ่นศิลาจารึกที่ด้านหน้าของพระอุโบสถว่าสร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 2421เมื่อเดือน 4 ขึ้น 11 ค่ำ วันศุกร์ ในสมัยที่สมภารจั่นเป็นเจ้าวัดและผู้ที่เป็นช่างคือหลวงปลัด
ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และภาพเขียนพระบรมฉายาสาทิตลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถด้วยซึ่งพระบรมฉายาสาทิตลักษณ์นี้กล่าวกัน
ว่าเป็นสิงซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้วัดจิตรกรรม
ฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดเสม็ดนี้ แบ่งพื้นที่การเขียนออกเป็น 2ส่วนเช่นกัน
คือ ส่วนล่างบริเวณ
ที่เป็นห้องภาพระหว่างช่วงหน้าต่าง และส่วนบน คือเหนือกรอบเช็ดหน้าของหน้าต่างขึ้นไปจนจรดเพดาน
พระอุโบสถเรื่องราวที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังของพระอุโบสถวัดเสม็ดเป็นเรื่องราวที่แตกต่างไปจาก
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏในท้องถิ่นของจังหวัดชลบุรี และอาจกล่าวได้ว่าแตกต่างไปจากแหล่งอื่นๆ
ในส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของประเทศอีกด้วย พื้นที่ผนังส่วนที่เป็นห้องภาพรวมทั้งส่วนที่เป็นระดับเดียว
กันของผนังด้านหน้าของพระอุโบสถเขียนเป็นภาพเรื่องการปลงกัมมัฏฐานโดยวิธีพิจารณาอสุภะ
10
ซึ่งประกอบด้วยกัน 10 ลักษณะ ในการแสดงด้วยสภาพต่าง ๆ ของซากศพ 10 ประการ
คือ
๑.
อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพองอืด
๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่าง
ๆ
๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ปริออก
๔. วิฉิททกะ ซากศพที่ขาดจากกันเป็น
2 ท่อน
๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์
เช่น แร้ง กา สุนัข จิกกัดทิ้งแล้ว
๖. วิขิตตกะ ซากศพที่กระจุยกระจาย
มือ เท้า ศีรษะหลุดออกไปข้าง ๆ
๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกสับฟัน
บั่นเป็นท่อน ๆ กระจายออกไป
๘. โลหิตกะ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราด
๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด
๑๐. อัฏฐิกะ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน
จิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่ามีคุณค่าควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่งในเชิงวิชาการลักษณะ
โดยทั่วไปของภาพแต่ละห้อง จะเขียนเป็นภาพพระภิกษุกำลังเพ่งพิจารณาอสุภะในลักษณะต่าง
ๆ เป็น
สำคัญ แต่ที่น่าสนใจก็คือ พื้นที่ซึ่งเป็นฉากหลังของภาพนั้น จะเขียนเป็นทิวทัศน์ขนาดใหญ่เต็มทั้งห้อง
ในสภาพที่แตกต่างกันออกไปลักษณะการเขียนหนังสี แสง-เงา อย่างชัดเจนในส่วนที่เป็นระยะใกล้ไกล
ของวัตถุและองค์ประกอบต่าง ๆภายในภาพ ที่สำคัญที่สุดน่าจะได้แก่ การนำเอาหลักการด้านทัศนียวิทยา
มาใช้อย่างที่เรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นแถบนั้นก็มี เช่น ภาพปากน้ำที่มีทุ่นสัญญาณตลอดจน
เรือที่เข้าส่วนผนังด้านข้างตอนบนเหนือจากนี้ขึ้นไป เขียนเป็นเทพชุมนุม 1
ชั้น ซ้อนชั้นไปด้วยภาพหมู่
พระอรหันต์นั่งประณมมือเรียงกันเป็นแถวอีก 2 ชั้น รวมเป็น 3 ชั้น ผนังด้านหน้าส่วนบนตรงข้ามกับพระ
ประธานเขียนเป็นภาพฝูงชนที่เดินทางไปแสวงบุญบูชารอยพระพุทธบาทยังเขาสุมนกูฏ
โดยเขียน
เป็นลักษณะของทิวทัศน์ ตามจินตนาการของช่างเขียนที่ได้จากตำนานพระพุทธบาทของลังกาทวีปผนัง
ด้านหลังของพระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์แวดล้อมด้วยหมู่ทวยเทพ
องค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพส่วนที่เป็นเรื่องของการเดินทางไปบูชารอยพระพุทธบาทลังกาทวีปนี้ได้ใช้หลัก
ทัศนียวิทยาและแนวทางแบบตะวันตกมาใช้อย่างสมบูรณ์รวมทั้งสถาปัตยกรรมที่ทำเป็นอาคารแบบต่างๆ
ตามลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตก แสดงออกถึงความตื้นลึกด้วยน้ำหนักของแสง-เงา
อย่างชัดเจน
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถของวัดเสม็ดนี้อาจกล่างได้ว่าเป็นภาพที่สูงด้วยคุณค่าทางความงาม
และน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงคตินิยม และวิวัฒนาการทางวิชาการทางตะวันตกที่ได้ถูกนำมา
ใข้ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย ซึ่งช่างเขียนจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจถึงหลักวิชาดังกล่าวเป็นอย่างดี
จึง
สามารถที่จะแสดงออกถึงลักษณะดังที่ปรากฏอยู่ได้ในแง่ของการศึกษาด้านที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรมฝา
ผนังผลงานที่ปรากฏอยู่ที่อุโบสถวัดเสม็ดนี้เป็นเสมือนเพชรเม็ดงามที่ถูกซ่อนเอาไว้ของจังหวัดชลบุรี
โดยมีผู้รู้จักกันในวงแคบเท่านั้นจิตรกรรมฝาผนังของวัดเสม็ดนี้มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าได้เขียนขึ้นใน
สมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมกับพระอุโบสถ กล่าวคือ รอยพระพุทธบาทซึ่งเด่นอยู่ที่ผนังด้านหน้านั้น
ได้ทำให้เป็น
รอยบุ๋มลึกลงไปในผนังซึ่งต้องทำพร้อมกันไปกับผนังเลยที่เดียว จากนั้นจึงจะลงรักและปิดทองทับลงไป
อีกทีพร้อม ๆ กับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นเอง
วัดโบสถ์
วัดโบสถ์อยู่ในท้องที่อำเภอพนัสนิคม
วัดนี้ไม่ปรากฏประวัติความเป็นมาที่แน่นอนหลักฐานที่น่าสนใจภายในบริเวณวัดคือเจดีย์ทรงกลมขนาด
ใหญที่ด้านหน้าของพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นลักษณะของเจดีย์แบบอยุธยา ซึ่งก็น่าที่จะเป็นหลักฐานของ
วัดนี้ได้ว่า เดิมเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในละแวกนี้ที่ได้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาสิ่งสำคัญของวัดโบสถ์ก็คือ
จิตรกรรมฝาผนังที่ได้เขียนขึ้นบริเวณส่วนที่เป็นคอสองของศาลาการเปรียญแผงคอสองนี้ด้านหน้าและหลัง
จะมีขนาดกว้างกว่าด้านข้างทั้งสองด้านพื้นที่ส่วนที่เป็นคอสองนี้เขียนเป็นชาดกจากทศชาติโดยคอสองด้าน
หน้าเขียนเป็นภาพมารผจญ จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในลักษณะพื้นที่ดังกล่าวนี้
พบได้ในที่ต่าง ๆ
ไม่มากนักภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คอสองของศาลาการเปรียญวัดโบสถ์นี้ ได้มีการนำเอาเรื่องของแสง-เงา
ตลอดจนหลักทัศนียวิทยามาใช้แล้ว จากลักษณะโดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวนี้
น่าจะเขียนชึ้นไม่เกินช่วนรัชกาลที่ 5 นั่นเอง
วัดญาณสังวราราม
วัดญาณสังวราราม ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่
อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี สมเด็จพระญาณสังวร
(สุวฑโน เจริญ) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารเป็นผู้ดำเนินการสร้างขึ้นโดยศรัทธาของท่านผู้บริจาคที่ดิน
ถวายให้ท่านสร้างวัดและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม
พ.ศ. 2524 จุดหมายใน
การสร้างเพื่อให้เป็นสำนักปฏิบัติเน้นทางวิปัสสนาธุระ และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่บรรพชิตและคฤหัสถ
์ในทางการศึกษาอบรมพระธรรมวินัย รวมทั้งเพื่อให้เป็นที่ยังประโยชน์ในการบำเพ็ญอเนกกุศลด้วย
วัดญาณสังวรารามนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ แต่บรรดาศิลปสถาปัตยกรรมหลักภายในบริเวณวัดล้วนแต่
ได้มีการออกแบบให้เกิดความงามและความหมายที่สัมพันธ์กันรวมทั้งอาณาบริเวณที่เป็นสภาพแวดล้อม
อยู่ในลักษณะของภูมิทัศน์ที่ดีและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จึงมีผลที่เสริมให้ศิลปสถาปัตยกรรมนั้นๆ
เด่นชัด และทรงคุณค่าโดยสมบูรณ์สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ พระบรมธาตุเจดีย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน
พระราชานุมัติให้เป็น"พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์" และได้เสด็จทรงวางศิลาพระฤกษ์
เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2525 ตรงกับวันศุกร์ชึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ
เวลา 12.00 น. พระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้นอก
จากรูปทรงที่สวยงามและสมบูรณ์ด้วยความหมายแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ขององค์เจดีย์ยังให้เกิด
ประโยชน์ใช้สอยในขณะเดียวกันด้วย กล่าวคือ ฐานชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่เพื่ออเนกกุศลชั้นที่สองเป็นที่
ประชุมสงฆ์และปฏิบัติสมาธิชั้นที่สามเป็นส่วนองค์เจดีย์ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระอุโบสถ
วัดญาณสังวราราม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรง
วางศิลาพระฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2523 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 8 ค่ำ
เดือน 5 ปีวอก เวลา 12.30น
รูปแบบของพระอุโบสถ ผู้ออกแบบได้มีแนวคิดและดัดแปลงมาจากรูปแบบของพระอุโบสถวัดรังษีสุทธาวาส
ซึ่งปัจจุบันคือคณะรังษี ภายในบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร การออกแบบพยายามให้เรียบง่าย
และได้สัดส่วน
งดงามตามปรัชญาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งรูปทรงที่สมบูรณ์ของ
สถาปตยกรรมไทยวัสดุที่นำมาใช้ก็ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ใช้กับสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันซึ่งกสามารถนำมาใช้
ร่วม กันกับรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบไทยแห่งนี้ได้อย่างกลมกลืนส่วนหน้าเป็นที่ทำเป็นลายปูนปั้น
รูปดอกบัวบานชนาดใหญ่เด่นชัดอยู่ท่ามกลางดอกบัวขนาดเล็กนั้นก็เป็นแนวคิดดัดแปลงมาจากภาพ
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารซึ่งเขียนขึ้นโดยขรัวอินโข่ง
หรือพระอาจารย์อิน
ศิลปินคนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4ภายในรพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธปฏิมาประธานมีพระนามว่า
"สมเด็จพระพุทธญณนเรศวร์" ขนาดเท่ากับองค์พระพุทธชินสีห์ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
ขนาดหน้าพระเพลา 5 ศอก 1 คืบ 7 นิ้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าแอยูหัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองหล่อ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2523
ตรงกับ
วันพฤหัสบดีขึ้น 3 ค่ำ เดือน 9 ปีวอก เวลา 15.30 นาฬิกา ณ บริเวณมงคลพิธีหน้าพระอุโบสถวัด
วัดรังษีสุทธาวาส หรือคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหารนอกจากนี้ภายในบริเวณอันงดงามและรื่นรมย์ของวัด
นี้ยังประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่าง ๆ อีกหลายหลัง แต่ที่สำคัญและกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ก็
คือ พระพุทบาทมณฑปซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หังทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อันเชิญพระปรมาภิไธย ภปร. และ สก.ขึ้นประดิษฐานเป็น
"พระพุทธบาทมณฑป ภปร. สก." โดยสร้างขึ้นบนยอดเขาแก้ว ด้านหลังของพระอุโบสถ
และพระบรมธาตุ
เจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์
พร้อม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่27 มิถุนายน พ.ศ. 2527 ตรงกับวันพุธ
แรม 14 ค่ำ
เดือน 7 ปีชวด เวลา 12.00 นาฬิกาล่วงแล้วสิ่งซึ่งเป็นศิลปสถาปัตยกรรมต่าง
ๆ ภายในบริเวณวัดนี้
อาจกล่าวได้ว่าได้มีการคัดเลือกผู้ที่มีประสบการณ์และทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง
ๆ ร่วมกันออกแบบไม่ว่า
จะเป็นสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น หรือแม้แต่พระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นประธาน
ก็ล้วนแต่เลือก
สรรคัดเลือกจากช่างและศิลปินที่มีฝีมือทั้งสิ้น ดังนั้น บรรดาศิลปกรรมต่าง
ๆ ภายในวัดจึงถือได้ว่าเป็นสิ่ง
ซึ่งสร้างคุณค่าควรแก่การศึกษาแห่งหนึ่งต่อไปในอนาคต
UP
|