ปีที่ 3 ฉบับที่ 1049 ประจำวันอาทิตย์ที่ 28 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
ตำรวจแฉ "ทองขาว" ด่าพระลั่นโรงพัก
สน.ดุสิตเผย พ.อ.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ เล่นบทฆราวาสด่าพระ สนั่นโรงพักจริง ระบุเก็บอารมณ์ฉุนเฉียวไม่อยู่ ถึงขั้นชี้หน้าด่าทอพระ จิกหัวเรียก "ไอ้" ด้านพระมหาดร.ทวนชัย ติดใจใบเสร็จปลอม
ด้านมูลนิธิธรรมกายโวยหญิงแอ๋ว ปล่อยทองขาวทำลายพระศาสนา จัดรายการธรรมะด่าพระ กรอกหูชาวบ้าน เตรียมส่งหนังสือร้องเรียน ผบ.ทบ. สอบวินัย
ความคืบหน้ากรณี พ.อ.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ สร้างมลทินให้พระพุทธศาสนา เล่นบทจ้วงจาบ พระมหาดร.ทวนชัย ฐาธิจิตโต ที่สน.ดุสิต โดยได้ยึดเงินพระมหาดร.ทวนชัย จำนวน 10,000 บาท โดยพระมหาดร.ทวนชัย ได้นำเรื่องฟ้องร้องต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อย่างไรก็ตามเรื่องได้จบลง ที่พระมหาดร.ทวนชัยถูกบีบให้ยอมความตามที่ "พิมพ์ไทย" ได้เสนอไปตามลำดับ พ.ต.ต.อานนท์ โพธิ์ศิริ สารวัตรสอบสวน สน.ดุสิต เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้พระมหาดร.ทวนชัย และ พ.อ.ทองขาว
ได้ยอมความ กัน นั้น
เนื่องจาก พ.ต.ท.สุรชัย นิลวิไลสว.เวรสอบสวนเจ้าของคดีได้ออกจากเวรไปแล้ว ขณะนั้น ทางฝ่ายนายกมล ศรีนอก ผู้จัดรายการธรรมะร่วมสมัยกับ พ.อ.ทองขาว
ซึ่งพระแจ้งความ
ร้องทุกข์ได้เรียก พ.อ.ทองขาว เข้ามาช่วยเจรจา แต่กลับปรากฏว่า พ.อ.ทองขาว ได้พกพาอารมณ์ฉุนเฉียว พูดจาด้วยความโกรธแค้น ด่าพระมหาดร.ทวนชัยว่า
แจ้งความเท็จ ต่อ เจ้าพนักงาน ไม่ได้เป็นพระภิกษุจริง และต้องการจะให้จับสึกดำเนินคดี ซึ่งในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวน และเป็นผู้ที่ความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาคนหนึ่ง
กราบไหว้ บูชาพระอยู่ทุกวัน
จึงขอให้ พ.อ.ทองขาวได้เห็นแก่พระสงฆ์ หรือถ้าไม่ชอบใจต่อพระรูปนี้ ก็ขอให้เห็นแก่ผ้าเหลืองที่เป็นเครื่องหมายของสาวกของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งได้ขอร้องให้ยอมความ ไม่ติดใจจะดำเนินคดีต่อกัน พร้อมกันได้ลงบันทึกประจำวันไว้ให้ลงนามด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยทำบันทึกให้เป็นชื่อของ พ.ต.ท.สุรชัย ผู้เป็นเจ้าของคดี
พ.ต.ต.อานนท์ ยังกล่าวอีกว่า คดีแจ้งความกล่าวหาว่า ยักยอกทรัพย์นั้น เป็นคดีที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถจะตกลงกันเองได้ และให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน
เพื่อลงบันทึก ประจำวัน ไม่ขอติดใจเอาความต่อกันได้ ซึ่งไม่ถือว่า พนักงานสอบสวนได้กระทำผิดแต่อย่างใด
อย่างกรณีของพระมหา ดร.ทวนชัย นี้ พ.อ.ทองขาว ก็ได้นำสำเนาใบเสร็จของมูลนิธิเด็กปัญญาอ่อน มาแสดงต่อพนักงานสอบสวนด้วยว่า มีการนำเงินของพระจำนวน 1 หมื่นบาท ไปบริจาคจริง กรณีที่ พ .อ.ทองจะแจ้งกลับ อันเป็นเหตุให้ตอ้งต่อสูกันต่อไปในทางคดีนั้น ก็ได้ชี้แจงให้ทั้งสองฝ่าย ได้เข้าใจแล้วว่า ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
โดยเฉพาะ
การที่จะดำเนินคดีเอากับพระด้วยข้อหาเพียงเล็กน้อยเท่านี้ ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
ทางด้านพระมหาดร.ทวนชัย ได้กล่าวยืนยันว่า เป็นความจริงที่ พ.อ.ทองขาว ด่าอาตมาว่า มันไม่ใช่พระพร้อมกับจะให้ตำรวจจับอาตมาสึก ใบเสร็จที่เอามาแสดงก็บ่งบอกว่า
เป็น เอกสารปลอม ไม่มีการระบุชื่อว่า ใครเป็นผู้บริจาค และวันที่ลงวันที่ 8 เม.ย.43 ย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่เอาเงินจากอาตมาไปวันนั้น แล้วจะนำไปบริจาคในวันนั้นทันที
และอาตมา จำได้ว่า เป็นวันเสาร์วันหยุดราชการ เมื่ออาตมาขอใบเสร็จ ก็ไม่ยอมให้อาตมา เพราะเกรงว่า อาตมาจะมีหลักฐานใบเสร็จปลอม อาตมาอยากจะขอร้อง
ขอให้ยุติการออกอากาศ
โจมตีด่าว่าพระกันได้แล้ว อาตมาอยากจะให้มีเมตตาธรรมต่อกัน เมื่อคืน อาตมาก็ได้ฟังอาจารย์กมล มาออกรายการแทน พ.อ.ทองขาว ยังได้ยินด่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) กันอยู่ ด่าว่า ท่านเป็นอลัชชี เรียกท่านว่า ไอ้ ซึ่งทำไมถึงเอาสถานีวิทยุของรัฐมาเป็นศาลเตี้ย เรียกท่านเหมือนกับท่านไม่ใช่พระภิกษุ และยังได้ยินท่านเจ้าคุณถาวร วัดปทุมวนารามออกมาห้ามปราม ให้ใช้สติควบคุมอารมณ์ ซึ่งอาจารย์กมล ก็เป็นคนที่มีความรู้น่าจะใช้สติสัมปชัญญะเข้ามายับยั้งจิตใจบ้าง
ขณะเดียวกัน นายวิระศักดิ์ ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิธรรมกาย กล่าวว่า สถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นของรัฐบาล มีคุณหญิงสุพัตรา มาสดิตถ์ รองนายกรัฐมนตรี
เป็น ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล เรื่องการออกอากาศด่าพระรายวัน และตั้งเป้าหมายโจมตีวัดพระธรรมกาย เป็นจุดใหญ่นี้มานานแล้ว ยังไม่เห็นมีคนของรัฐบาลเข้ามาห้ามปรามดูแล รับผิดชอบในเรื่องนี้แต่อย่างใด
วันนี้เมื่อก่อนเที่ยงวัน นายอำนวย สุวรรณคีรี กับ นายสมพร เทพสิทธา ก็มาออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย แสดงความคิดเห็นสนับสนุนรายการธรรมะร่วมสมัยของ พ.อ.ทองขาว ว่า มีสาระควรจะได้การออกอากาศไปให้ เป็นที่แพร่หลายในหลายๆ สถานี ซึ่งนายอำนวย สุวรรณคีรี ก็มาจากนักการเมืองเป็นคนสาธารณะ เป็นผู้แทนของประชาชน และมีตำแหน่งหน้าที่เป็น กรรมาธิการการศาสนา ฯ และนายสมพรเอง ก็เป็นคนกินเงินเดือนที่เก็บภาษีมาจากประชาชน พ.อ.ทองขาว ก็กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน สถานีวิทยุก็เป็นของรัฐบาลก็คือของประชาชน แต่ทำไมถึงเอาสื่อนี้มาจาบจ้วงโจมตีประชาชนเสียเอง โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในศีลธรรม
เป็นผู้ที่ไม่มีโอกาส
จะออกมาต่อสู้ใด ๆ กับท่านได้ ต้องอย่าลืมว่า พระธัมมชโยมีพุทธศาสนิกชน ให้ความเลื่อมใสศรัทธาต่อท่านมากกว่า 5 แสนคน
เมื่อท่านใช้วิทยุของรัฐ
มาเป็นเครื่องมือ ด่าพระ
ที่เขานับถือ แล้วพุทธศาสนิกชนผู้เสียภาษีให้รัฐ เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่เข้าใจเลยว่า รัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีของยุคนี้สมัยนี้ จะได้ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้คนของรัฐบาลมาบั่นทอนสถาบันหลักของประเทศเช่นนี้
ส่วนทางด้านพระมหาเดวิทย์ ยสสีภิกขุ ประธานองค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย ได้ออกมากล่าวเตือนสติผู้จัดรายการวิทยุว่า ขอให้ควบคุมสติควบคุมอารมณ์ให้ดี อาตมารู้ว่า มีนักจัดรายการบางคนที่เคยเป็นศิษย์เก่าวัดมหาธาตุมาก่อน ขออย่าใช้เครื่องมือของรัฐมาเป็นเครื่องมือโจมตีพระสงฆ์ หรือวัดวาอารามต่าง ๆ
ด้วยความโกรธแค้น ของส่วนตัว
การออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง ย่อม เป็นที่เผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ การออกอากาศด่าพระ ต้องใช้สติให้มากเป็นพิเศษ
เพราะพระคือตัวแทนของ
พระพุทธศาสนา เป็นผู้สืบสานอายุของพระศาสนา
ทุกวันนี้ พุทธศาสนิกชนกำลังอยู่ในความสับสน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลวงตามหาบัว เรื่องคนเอาจีวรพระ มาหากินหลอกลวงชาวบ้านอยางเช่นนายกู้
และการที่พระพุทธศาสนา
กำลังมีปัญหาเรื่องความมั่นคง จากการถูกแทรกแซงทำลายล้างจากขบวนการต่าง ๆ ฉะนั้น พุทธศาสนิกชน จึงกำลังจับจ้องติดตามข่าวสารกันอยู่ว่า
พระพุทธศาสนา จะถึงกาล เสื่อม
แล้วหรือไม่ นักจัดรายการวิทยุจึงควรใช้สติให้ดีว่า การด่าพระเพียงไม่กี่รู้นั้น จะนำมาซึ่งความเสียหาย โดยรวมของพระพุทธศาสนาหรือไม่
แหล่งข่าวจากจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เผยว่า การที่ นายกมล มีพฤติกรรมที่จาบจ้วงโจมตีพระศาสนาและหมายถล่มโจมตีวัดพระธรรมกาย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงตลอดมา ก็เพราะนายกมลได้เคยมีปัญหากับพระศาสนามาก่อน เมื่อครั้งที่ยังบวชเป็นพระ เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน จนต้องสึกออกมา นอกจากนี้ ภรรยาของนายกมล
ก็ยังได้เข้าทำงาน
อยู่ภายในมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งกำลังมีปัญหากันในเรื่องการรับสตรีเข้าไปทำงานในมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ขณะนี้ ส่วน
นายกมลเองก็ถูกระงับการบรรจุแต่งตั้ง
ให้เข้า
ทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่เคยมีโควต้าไว้ให้ ซึ่งเกี่ยวเนื่องด้วยสาเหตุที่มาจายการปฏิบัติบางอย่างต่อวัดพระธรรมกาย ดังกล่าว
แหล่งข่าวยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะมีชาวพุทธกลุ่มหนึ่งเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุฑานนท์ ผบ.ทบ. ในข้อหา พ.อ.ทองขาว ใช้วิทยุกระจายเสียงของรัฐเป็นเครื่องมือโจมตีศาสนา