ปีที่ 3 ฉบับที่ 1048 ประจำวันเสาร์ที่ 27 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
หลวงตาบัว (1)
สื่อติงหลวงตาบัว
อย่าเอาตัวกลั้วกิเลส
มองธรรมด้วยวิสัยเปรต
จะเป็นเหตุลงโลกันต์
สำนักข่าวต่างดาวเปิดแถลงแจงสี่เบี้ย ว่าด้วยเรื่อง การวิพากษ์วิจารณ์ กรณี "หลวงตามหาบัว" ของสื่อมวลชนในขณะนี้ น่าสนใจยิ่งนัก
หลังจากที่หลวงตามหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ออมาลุยกับรัฐบาลแบบตรงไปตรงมา ในเรื่องการเอาเงินแผ่นดิน ทีที่หลวงตาท่านเรียกว่า "คลังหลวง"
ออกมาใช้โดยที่หลวงตา
ท่านไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าเป็นการ "ผลาญสมบัติแผ่นดิน"
ต่อมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเกิดขึ้นว่า หลวงตาเป็นพระอรหันต์แล้ว ทำไมมายุ่งกับชาวโลก และที่สำคัญยังมีคนบอกว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของพระอรหันต์
คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้น่าคิดครับ ทีนี้ต้องดูว่า ผู้ที่วิจารณ์เหล่านั้นเป็นใครกันก่อน
คนที่วิพากษ์วิจารณ์หลวงตามหาบัว เป็นคนแรกในกรณีนี้ น่าจะเป็น "ประสก" คอลัมน์นิสต์เก่าแก่ในสยามรัฐ
คุณประสกได้เขียนเรื่องหลวงตามหาบัว เท่าที่ "ไอ้ทิด" เห็นมี 2 ตอนด้วยกัน และเขียนในทำนองเดียวกันว่า พระอรหันต์คือผู้หมดกิเลส ไม่น่าจะมายุ่งกับเรื่องชาวบ้าน
ความเห็นของ "คุณประสก" เป็นความเห็นแบบกลางๆ โดยยกข้ออรรถข้อธรรม มาเป็นแนวคิด เรื่องล่าสุดเขาขึ้นหัวว่า "เงินทองกองกิเลส"
เห็นแค่หัวเรื่องก็พอจะทราบถึงเจตนารมณ์ของ "คุณประสก" แล้วละครับว่า คุณประสกต้องการเตือนหลวงตาว่า อย่าไปยุ่งกับเงินทอง เพราะมันเป็นเรื่องของกิเลส
ซึ่งก็ถือว่า
ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง
ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็สั่งห้ามพระ ไม่ให้ยุ่งกับเงิน เพราะมันเป็นที่มาของกิเลส ก่อให้เกิดปัญหาตามมาไม่สิ้นสุด
ทีนี้เราต้องมาดูกันว่า วิธีการเข้าไปยุ่งกับเงินทอง ของหลวงตามหาบัวนั้น เป็น "กิเลส" หรือเปล่า?
ถ้าจะมองกันแบบเป็นธรรมแล้ว ต้องบอกว่า หลวงตาท่านตั้งกองทุนผ้าป่าช่วยชาติขึ้นมา ก็เพราะต้องการช่วยชาติ
หลวงตาท่านไม่ได้เอาเงินที่ประชาชนบริจาค เข้าย่ามเข้ากระเป๋าของตัวเอง ซึ่งคนไทยทั้งประเทศก็รู้เห็นกันชัดเจนถึงความ "โปร่งใส" ในการดำเนินการของกองทุน
เมื่อหลวงตาไม่ได้หาเงินเข้าตัวเอง จึงไม่น่าจะเป็น "กิเลส" ดั่งที่คุณประสกว่า
และที่คุณประสกตอบถามปัญหาธรรมะกับ หลวงพ่อสุก วัดระฆัง ในเรื่อง กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา และอัพยากตา ธัมมา นั้น
ถ้าแปลกันเป็นไทยแล้ว กุสลา ธัมมา หมายความว่า ธรรมที่เป็นกุศล
อกุสลา ธัมมา หมายความว่า ธรรมที่เป็นอกุศล
อัพยากตา ธัมมา หมายความว่า ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นบุญหรือบาป
ตรงนี้คุณประสกอธิบายได้ชัดเจนดี เมื่อเอาธรรมทั้ง 3 ข้อ มาปรับกับกองทุนของหลวงตามหาบัว กองทุนดังกล่าวน่าจะเป็น กุสลา ธัมมา มากกว่า
เพราะหลวงตาท่าน ทำด้วยจิต
ที่เป็นกุศล
"ไอ้ทิด" ไม่ได้บอกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของคุณประสกผิด แต่อยากบอกว่า การอธิบายของคุณประสก "ไม่ตรง" เท่านั้นเอง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คุณประสกบอกว่า ไม่อยากเป็นคน 2 ฝ่ายทะเลาะกัน คือ
1. สมณะกับสมณะ หรือฤาษีกับฤาษี
2. ชาวบ้านกับพระภิกษุทะเลาะกัน
ครับ.. ใครๆ ก็ไม่อยากเห็นคนเหล่านี้ทะเลาะกัน เพราะเรื่องทะเลากันมันเกี่ยวกับ "โทสะ" มีแต่ฟาดฟันกันให้ล้มหายตายจากไปข้างหนึ่ง
เท่าที่หลวงตาท่านเทศนาอยู่ทุกวันนี้ เท่าที่ "ไอ้ทิด" มองดูแล้ว ท่านไม่ได้ต้องการทะเลาะกับใคร ท่านต้องการเตือนให้รัฐบาลรู้สึกตัว
คือรู้สึกตัวว่า การที่เอาเงินของชาติของแผ่นดินไปใช้ โดยที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น มันเป็นบาปเป็นกรรม ระวังจะตกนรกหมกไหม้
ทำไมหลวงตาถึงกล้าบอกว่า การเอาเงินแผ่นดินออกมาใช้มันไม่เหมาะสม เรื่องนี้ถ้าคนเข้าใจเศรษฐศาสตร์ดี เขาจะรู้ได้ทันทีว่า การเอาเงินก้อนสุดท้ายของแผ่นดินออกมาใช้นั้น มันหมายความว่า ประเทศไทยมายืนอยู่ปากเหวแล้ว และพร้อมที่จะหล่นลงไปได้ตลอดเวลา
ถ้าคุณประสก ได้อ่าน นสพ.ไทยรัฐ คอลัมน์ "ลมเปลี่ยนทิศ" ฉบับวันศุกร์ที่ 16 พ.ค. ในนั้นจะตอบปัญหาได้ทั้งหมด
คุณลมเปลี่ยนทิศบอกว่า ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยเป็นบริษัท ทุกบริษัทเขาจะเก็บ "กำไรสะสม" เอาไว้เป็นทุน
เมื่อบริษัทประสบการขาดทุนจากการทำธุรกิจ เขาก็ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อหาเงินมาแก้ปัญหาขาดทุน แต่จะไม่มีบริษัทแห่งใด ที่นำเงินทุนสะสมของตนเองออกมาใช้หนี้
รัฐบาลยังไม่ได้ลองวิธีการอื่นเลย อยู่ๆ จะเอาสมบัติชิ้นสุดท้ายออกมาถลุง หลวงตาท่านก็เลยไม่เห็นด้วย เมื่อรัฐบาลไม่ฟัง มันก็ต้องตะเพิดกัน
ทั้งนี้เพื่อรักษาสมบัติของแผ่นดินเอาไว้นั่นเอง
วันพรุ่งนี้จะพูดถึง "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" และ "ซูม แห่งไทยรัฐ" ที่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเดียวกันนี้ครับ....