ปีที่ 3 ฉบับที่ 1047 ประจำวันศุกร์ที่ 26 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
สาธุชนร่วมลงขัน ฟ้อง พอ.ทองขาว ใช้วิทยุด่าพระ
ศิษย์พระธัมมชโย ทนเห็นหัวดำด่าพระไม่ไหว เตรียมลงขันหาทางฟ้องนายทหารนักจัดรายการธรรมะ ระบุใช้วิทยุรัฐด่ารายวัน รวมทั้งใส่ไฟ ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ด้านผู้กำกับ สน.ดุสิตปฏิเสธข่าวตำรวจถูกเบ่งให้เกี้ยเซียะ ยอมความคดีคนสนิท "ทองขาว" ยักยอกเงินพระ ขณะที่ศาลธัญบุรี เดินหน้าสืบคดีฟ้องเสมา. 1 พร้อมพวกปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งรื้อนิคหกรรม
จากกรณีที่ "พิมพ์ไทย" เสนอข่าว พระมหาดร.ทวนชัย อฐิจิตโต แห่งจิตตภาวันวิทยาลัย ถูก พอ.ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ อวดเบ่งหลังจากที่ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต คดีนายกมล ศรีนอก คนสนิท พ.อ.ทองขาวได้ยักยอกทรัพย์ และอ้างว่าเป็นคนทำงานให้กับ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล อดีตผบ.ทอ. มาเบ่งพนักงานสอบสวน
ให้พยายาม
ไกล่เกลี่ยบีบให้พระมหาดร.ทวนชัยลงนามในหนังสือยอมความตามที่เสนอไปแล้วนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวานนี้ (25 พ.ค.) ปรากฏว่า ได้มีประชาชนเป็นจำนวนมากได้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวในรายการ "ถึงเวลาแล้ว" ทางสถานีวิทยุยานเกราะ 540 เมกกะเฮิรตซ์ ซึ่งจัดรายการโดย นายภาณุพันธ์ เอกชูเกียรติ เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ตลอดช่วงที่ดำเนินรายการตั้งแต่ 08.00-10.00 น. โดยแต่ละคนได้โทรเข้าไปในรายการเพื่อแสดงความคิดเห็น รวมทั้งนายอดิศักดิ์ วรรณสิน ประธานชมรมพุทธสากลแห่งประเทศไทย ก็ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย
ต่อมานายอดิศักดิ์ เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมของพระสังฆาธิการเมื่อวันที่ 24-26 มี.ค. ณ จิตตภาวันวิทยาลัย ที่ผ่านมา มีมติให้ชมรมฯ จัดตั้งศูนย์ประสานงานสงฆ์
แห่ง ประเทศไทย โดยมี พระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือ พระกิตติวุฑโฒ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ มีชมรมชาวพุทธสากลแห่งประเทศไทย เป็น Operating Unit หรือ หน่วยปฏิบัติการฯ เพื่อสนองงานสงฆ์ มีหน้าที่ให้การช่วยเหลือแก่พระภิกษุสงฆ์ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะนี้ พระมหาดร.ทวนชัยยังไม่ได้แจ้งเข้ามาขอความช่วยเหลือโดยตรงกับชมรมฯ
แต่ใน
ฐานะที่ตนมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมฯ ก็จะส่งเรื่องนี้ไปให้กับ นายวุฒิชัย รัตนสูรย์ ทนายความที่ปรึกษาทางกฎหมายของชมรมฯ
เพื่อพิจารณา ดำเนินการ
ให้ความ ช่วยเหลือต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.ชาตรี วุฒิภักดี ผกก.สน.ดุสิต ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกรณีดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงเรื่องที่พระมหา ดร.ทวนชัย ได้เข้ามาแจ้งความใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่ทราบด้วยว่า พนักงานสอบสวนผู้ใดเป็นผู้รับแจ้งความและถูกข่มขู่ จาก พ.อ.ทองขาว จนต้องไกล่เกลี้ยให้ยอมความต่อกัน
วันเดียวกันที่วัดพระธรรมกาย นายวิระศักดิ์ ฮาดดา หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิวัดพระธรรมกาย ได้กล่าวว่า ได้มีสาธุชนและศิษยานุศิษย์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (พระธัมมชโย) ได้เดินทางเข้ามายังวัดพระธรรมกาย พร้อมกับนำเทปบันทึกเสียงที่ได้บันทึกรายการ "ธรรมะร่วมสมัย" ที่ดำเนินรายการโดย พ.อ.ทองขาว ซึ่งออกอากาศที่สถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. 100.5 เมกกะเฮิตรซ์ ระหว่างเวลา 00.00-02.00 น. ที่กล่าวโจมตีพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร และมีถ้อยคำที่เป็นความเท็จ
ทำให้ ผู้รับฟัง ได้เกิดหลงเชื่อเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวโจมตี ต้องได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง และทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาโดยรวม ซึ่งศิษยานุศิษย์เหล่านี้
ได้แสดง ความจำนงค์จะขอร่วมกันบริจาคเงิน เพื่อใช้เป็นทุนในการดำเนินการในทางกฎหมายต่อมารศาสนาทั้งหลาย
ที่ได้ล่วงละเมิดต่อพระภิกษุสงฆ์
อันเป็นที่เคารพสักการะ
ของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งมวลต่อไป
เวลา 13.00 น. วันเดียวกันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดีชั้น 3 ศาลธัญบุรี จ.ปทุมธานี ผู้พิพากษาได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีพระภาวนาวิริยคุณ (พระทัตตชีโว) ตามที่ได้มอบอำนาจให้ พระภาณุมาศ ภาณุปาโณ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.ศึกษาฯ กับ พวกอีก 5 คน ให้ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เนื่องจาก ได้ร่วมกัน
รื้อฟื้น นำคำกล่าวหาของนายสมพร เทพสิทธา และ นายมาณพ ไพรินทร์ มาดำเนินนิคหกรรมต่อพระธัมมชโยอีก ทั้งที่ผู้พิจารณาชั้นต้น ได้พิจารณาให้มีอันสิ้นสุดไปแล้ว ตั้งแต่ 13 สิงหาคม 2542
พระภาณุมาศ ขึ้นเบิกความพยานโจทก์ โดยมี ทนายของจำเลยที่ 5 พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเจ้าอาวาสวัดมูลจินดาราม ขึ้นมาซักค้าน
โดยนำเอาประเด็น
ของมติมหาเถรสมาคม และความคิดเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขึ้นมาซักถามนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพยาน
และพยานไม่เคยเห็นมาก่อน จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้
นอกจากนี้ ทนายจำเลยที่ 5 ยังนำเรื่องการปลดพระพรหมโมลี ออกจากตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 1 มาถามพยานว่า ที่ปลดพระพรหมโมลีนั้น เนื่องมาจากพระพรหมโมลี
ขัดคำสั่ง ของ มส.ใช่หรือไม่ ? ซึ่งการออกคำสั่งของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่สั่งปลดพระพรหมโมลีนั้น พยานไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีส่วนรู้ด้วย จึงไม่สามารถจะตอบให้ความเห็นได้
การซักค้านพยานของทนายจำเลย ยังคงยึดหลัก นำเอาประเด็นที่ไม่เกี่ยวกข้องกับพระธรรมวินัย ขึ้นมาให้พยานเอ่ยปากรับรอง เช่น การกล่าวอ้างว่า นายมาณพ พลไพรินทร์ เป็นผู้มีวาจาเป็นที่น่าเชื่อถือได้ เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญของกรมการศานา ซึ่งพยายามจะนำมารับรองคุณสมบัติของฆราวาสที่กล่าวหาพระภิกษุ
ตามกระบวนการพิจารณา ตามกฎนิคหกรรม
ผู้ที่เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาดังกล่าวตามกฎนิคหกรรมเผยว่า ในการซักค้านพยานในวันนี้ ทนายจำเลยที่ 5 ได้ใช้คำพูดกับพระภาณุมาศอย่างก้าวร้าว และถากถาง ไม่มีการให้เกียรติต่อพยานที่มีสถานะเป็นพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งยังดำรงอยู่ในศีล 227 ทนายจำเลยที่ 5 ได้ใช้เวลาซักค้านเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงจบการซักค้าน จากนั้น ศาลได้อ่านคำเบิกความพยานโจทก์จบแล้ว ได้มีคำสั่งให้มีการพิจารณาซักค้านพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ 8 มิ.ย.นี้