ปีที่ 3 ฉบับที่ 1022 ประจำวันจันทร์ที่ 1 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 |
การประชุมสันติภาพโลก การแก้ปลายเหตุที่ไร้ผล
เกือบครบหนึ่งปีพอดีที่ผมได้เข้าร่วมการประชุมที่น่าสนใจเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วที่กรุงเฮก เมืองหลวงเก่าของฮอลแลนด์ เมืองที่เขียวชะอุ่มด้วยต้นไม้ทั้งเมือง
แต่ที่สำคัญคือ
เป็นที่ตั้งของศาลโลก ที่ประชุมนานาชาติที่ดังระดับโลก เมืองที่ยิ่งใหญ่ในอดีต
แต่ที่น่าสนใจก็คือ การฉลองครบรอง 100 ปีแห่งการประชุมสันติภาพกรุงเฮก และบรรดา NGO ทั่วโลกที่มาร่วมประชุมกันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อเรียกร้องสันติภาพของโลก
มีผู้มาเข้าประชุมนับหมื่นคนจากทั่วโลก การเปิดประชุมโดย นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ และมีผู้นำจากหลายชาติ มากล่าวปราศรัยด้วย
ผมกับพรรคพวกได้แบ่งกันเข้าร่วมประชุมต่าง ๆ หัวข้อต่าง ๆ ซึ่งแล้วแต่เป็นหัวข้อเพื่อวิงวอนเรียกหาสันติภาพ ทั้งการลดอาวุธ ทั้งการหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม
ทั้งการเลิกการ แบ่งแยก
ประเทศ ไปจนถึงการเรียกหาสิทธิมนุษยชน ที่เท่าเทียมกันจากประเทศที่ยังถูกกดขี่ปกครอง
เมื่อปีที่แล้วหัวข้อที่ฮิตที่สุดคือ สงครามโคโซโว ที่ยูโกสลาเวียถูกประฌามจากทั่วโลก และการที่กองทัพนานาชาติ เข้าช่วยหยุดยั้งการล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดเหี้ยม
วันนี้เรื่องราวของโคโซโวหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย ทั้ง ๆ ที่เมื่อปีที่แล้ว แทบจะมีการเรียกร้องให้ผู้เข้าประชุมทั้ง 5,000 คน ร่วมเดินขบวนไปยังศาลโลก
เพราะมี
การแจกเอกสารปลุกระดมกันอุตลุต จนเจ้าภาพจัดงานต้องออกมาประกาศขอร้องว่า อย่าได้ใช้เวทีสันติภาพแห่งนี้ เป็นเครื่องมือ
และทางคณะผู้จัดงานไม่เห็นด้วย
ในการกระทำ เช่นนั้น
และผมก็แอบเข้าไปสังเกตการณ์แทบทุกห้อง ก็จะมีประชุมปลุกระดมกันอย่างร้อนแรง มีการโชว์โวหารเรียกเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง
ถ้าใครพูดถูกใจ
ก็จะมีเสียงปรบมือและฮือฮา
จากผู้เข้าร่วมประชุม คนพูดก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ลงมาจากเวทีก็จะมีคนมาจับมือมากมาย
เจ้าตัวกลับบ้านก็ปลาบปลื้มว่า ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ การพูดเรื่องสันติภาพที่ได้รับการยกย่องจากนานาชาติ จากนั้น การประชุมก็ยุติและทุกคนก็ลืม
แต่สงครามก็ยังเกิดขึ้นต่อไป การสู้รบด้วยกำลังอาวุธ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยึดครองแผ่นดินด้วยอาวุธที่เหนือกว่า การปกครองประชาชนโดยไม่คำนึงสิทธิมนุษยชน
ก็ยังคง เป็นไปทั่วโบก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โลกก็ยังคุกรุ่นด้วยภัยสงคราม การทำลายเศรษฐกิจ การยึดครองดินแดน การแบ่งแยกดินแดน การกีดกันทางศาสนา เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิม
ทั้งนี้ เพราะ ผู้นำของโลก ผู้นำของประเทศ ก็ยังเต็มไปด้วยกิเลสแห่งความเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง เห็นแก่เผ่าพันธุ์ เห็นแก่ชาติของตนมากกว่ามนุษยชาติ
เห็นแก่เก้าอี้ผู้นำ ที่ตน
เองนั่งครอบครองให้ยาวนานที่สุด
เราจะหวังอะไรได้จากคำว่า สันติภาพจากโลก คำพูดที่ไพเราะสวยหรู แต่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ได้แต่หลอกลวงกัน ปลอบประโลมใจกัน ต่อหน้าก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
ลับหลังทุกคน ก็สะสม
กำลังอาวุธสะสมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แล้วกอบโกยความมั่งคั่งมาไว้กับตัวไว้มากที่สุด
ชาติที่เจริญกว่า ก็จะได้เรียกว่า มีกำลังมากกว่า ก็มีเสียงดังกว่าศาสนาที่ใหญ่กว่า ก็มีอำนาจทั่วโลก มีอิทธิพลกว่า ก็ดำเนินการขยายฐานและยึดครองศาสนาอื่นต่อไป นักเศรษฐกิจ นักธุรกิจการเงินที่มีกำลังเงินสูง ก็เข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ รวมถึงใช้อำนาจเงินของประเทศเล็กๆ และคนยากจนทั้งประเทศ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น
สันติภาพโลก ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นนกพิราบสีขาวที่น่าสงสาร จึงต้องโบยบินต่อไป หาที่เกาะมิได้ และดูว่า จะเป็นความฝันมากกว่าเป็นความจริง
สัปดาห์ที่แล้ว ผมจึงประทับใจกับข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นายอัลเฟรโด ซฟีร์ ยูนิส ผู้แทนพิเศษของธนาคารโลก ประจำสหประชาชาติ และมาร่วมประชุม ฟอร์มชาวพุทธสากล ที่ชมรมพุทศาสตร์สากล ในงานฉลองมหาธรรมกายเจดีย์ ของมูลนิธิธรรมกาย
เป็นการประชุมนานาชาติเล็กๆ แต่จุดประกายน่าสนใจ เพราะตัวแทนจากสิบกว่าประเทศ ที่มานั่งร่วมประชุม เป็นชาวพุทธจากทั่วโลก มีทั้งพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส
ที่มีความ
จริงใจในการแสวงหาสันติสุขให้กับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้สันติภาพโลกที่ต้นเหตุ คือ สันติภาพภายใน
การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความรุนแรงของมนุษยชาติที่แท้ คือ การแก้ที่จิตใจ
นายอัลเฟรโด เสนอว่า สันติภาพของโลกจะเกิดขึ้นได้ ถ้าสหประชาชาติ จะมีการประชุมทางด้านจิตใจ เพื่อพิจารณาปัญหาความรุนแรงของโลก โดยเอาผู้นำทั้งโลกมาร่วมประชุม และพูดถึงด้านคุณธรรม ความเป็นธรรม และถ้าผู้นำทางจิตศรัทธา ทางศาสนาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะได้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ปัญหาของโลก
โดยหลัก คุณธรรมและศีลธรรม
ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดมาก ที่นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินการธนาคารระดับโลก จะให้ความสนใจทางด้านศาสนา ถึงกับเดินทางเข้ามาร่วมการประชุมครั้งนี้ และเตรียมเอกสารและคำปราศรัยมาอย่างดี
ผมอ่านเอกสารของนายอัลเฟรโดว่า นี่แหละคือสิ่งที่คนทั้งโลก ควรแสวงหา และผู้นำของโลกควรจะได้ฟังการนำเสนอความคิดของเขาเป็นอย่างยิ่ง อ่านแล้ไม่แปลกใจเลย
อันที่จริง
ความลับที่ผมแอบกระซิบถาม นายอัลเฟรโด ก็คือ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ วันฉลองมาฆประทีปที่ผ่านมานี้ นายอัลเฟรโดมาประชุมอังค์ถัดระดับโลก ในเมืองไทยพอดี
และรู้จักกันดี
กับลามะกันเซน ซึ่งได้แอบพลิ้วกายมาดูงานมาฆบูชาอย่างเงียบ ๆ คราวที่แล้ว มาสังเกตการณ์โดยไม่ยอมให้เปิดเผยตัว
แต่ทำไมคราวนี้ จึงเตรียมมาอย่างดี และยอมเปิดตัวให้สัมภาษณ์ทางทีวี นายอัลเฟรโดตอบด้วยความหนักแน่น "ได้เห็นภาพที่ประทับใจ ได้เห็นองค์กรที่ก่อนนี้
เคยได้ฟังแต่ ข่าว ไม่ดี แต่มาเห็นความจริงของมูลนิธิธรรมกายสองครั้งแล้ว ชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เห็นว่า องค์กรพุทธแห่งนี้แหละที่จะเป็นต้นแบบ สร้างสันติสุขที่แท้ให้กับโลกได้ ทุกอย่างยอดเยี่ยม อยากให้กำลังใจ"
พรุ่งนี้ ผมจะลองเอาความคิดของเขามาเล่าให้ฟัง
สิงห์ขาว