ปีที่ 3 ฉบับที่ 1016 ประจำวันพุธที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

วิวาทะ

อะไรที่ไม่เข้าท่า หาที่ลงไม่ได้ก็มาแหมะให้วัดพระธรรมกาย

งานชุมนุมของชาวพุทธ ทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต ทั้งไทยและเทศ จำนวนหลายแสนคน นับเป็นมหาสมาคมครั้งสำคัญ ที่มีขึ้น ณ วัดพระธรรมกาย เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา

เขตแห่งบุญ หรือนาบุญในพระพุทธศาสนา จะเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ไหนก็ได้ จะเป็นวัดวาอารามในท้องที่ใดก็ได้ หากผู้ประสงค์อยากจะทำบุญก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น

แต่น่าแปลกเอามากๆ ที่คนครึ่งล้าน ต่างมุ่งหน้ามาที่วัดพระธรรมกาย 

ใกล้หน่อยก็เดินเอา ไกลออกไปก็มาทางเรือ ทางรถ ทั้งรถไฟ รถยนต์ มอเตอร์ไซด์

นี่คือพี่น้องพุทธชาวไทย

ส่วนพี่น้องชาวพุทธชาวต่างประเทศ ที่อยู่ไกลแสนไกลคนละมุมโลก เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ก็ยังสู้อุตส่าห์บินลัดฟ้ามาร่วมด้วย

คนเหล่านี้มีสถานภาพแตกต่างกัน บางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นข้าราชการ บางคนมีตำแหน่งใหญ่โต ขนาดเป็นทูต เป็นรองประธาน ธนาคารโลก เป็นศาสตราจารย์

ในโลกนี้มีทั้งคนโง่และคนฉลาด

คน 5 แสนชีวิต ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวกระผีกริ้นของประชาคมโลก ทั้งโลกนั้น ถ้าจะว่าไปตามภาษาของผู้ทำตัวปฏิปักษ์กับชาวธรรมกาย เช่น ภิกษุยอม ภิกษุปิฎกธรรม ลาดบันดิตเถียน ส.ศิวะ พอ.ทองคำ อ่ำนาย ส้มผ่อน ม้านพ มนุษย์เหล่านี้เขาตีค่าให้คนตั้ง 5 แสนเป็นคนโง่

คน 5 แสนถูกหลอกให้เข้าวัด เพราะคนพวกนี้ไร้สติปัญญา เป็นของตัวเอง ไม่ผิดอะไรกับสิ่งมีชีวิตเดินได้ที่กินหญ้า จมูกถูกสนตะพาย แล้วถูกเขาจูงมา

คำพูดปรามาสสุดแสบนี้ ฝ่ายนั้นร่ายยาวเป็นปี มีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อซ้ำๆ ซากๆ แล้วพวกคอเดียวกันก็นำไปฉายภาพผ่านจอทีวี นำไปขยายคำทางวิทยุ ทั้งกลางวันและกลางคืน

ความพยายามทุกวิถีทางของบุคคลกลุ่มนี้ ลามปามไปถึงเอาอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยรัฐมนตรีประเภทแบ๊ะๆ เต้นตามเพลง ที่พวกนั้นปรบมือให้เป็นจังหวะ

เมื่อไม่ได้ผลก็คิดการใหญ่จะหาทางปลด (ทูลให้ลาออก) สมเด็จฯ เมื่อไม่ได้ผลจริงๆ เกิดหน้ามืดตามัว ชนิดเลือดเข้าตา จึงหาทางเข้าก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาลพระ หรือมส.

ขนาดนั้นแล้วยังไม่ได้ผล มีทางเดียวที่พอมองเห็นแสงริบหรี่คือ ทำลายองค์กรสงฆ์ให้ย่อยยับไปเสียเลย

ดาบแรกที่ลงต้นคอมส.คือ การสั่งปลดพระเถระสุปฏิปันโน นักปราชญ์ตัวจริงแห่งวงการพระพุทธศาสนา ก็พระพรหมโมลีละครับ

ยังหรอกครับ คนเหล่านี้ยังไม่ลดละความมานะพยายาม เขากอดคอกันติดตามดูความเคลื่อนไหวของมส. อย่างใกล้ชิด เขาเฝ้าดูความเป็นไปของมส. ด้วยความกระวนกระวาย และเคียดแค้น

พวกเขาเริ่มคำรามออกมาแล้วว่า ทำไมมส.ไม่บัญชาให้พระเทพสุธีรักษาการเจ้าคณะภาค 1 เดินหน้านิคหกรรมพระธัมมชโย

ล่าสุดจริงๆ ตั้งข้อสังเกตอย่างสุดแค้นว่า

ทำไมพระธัมมชโย จึงเป็นประธานในมหาสมาคมวันนั้น

ทำไมพระอุดมญาณโมลี และพระธรรมกิตติวงศ์ ซึ่งเป็นมส.ทั้ง 2 รูป จึงรับนิมนต์ไปร่วมงานที่วัดพระธรรมกาย

แค้นนี้หนักหนาสาหัส ปิ่มอกจะแตกตายอยู่แล้ว

เพราะยิ่งห้ามเท่าไหร่ ก็เสมือนหนึ่งเป็นการยุยงส่งเสริม

ยิ่งตีเท่าไร หนักปานใด วัดพระธรรมกายกลับยิ่งโต ไม่มีฝ่อให้เห็น

มาถึงชั่วโมงนี้ เขาเหล่านั้นเมื่อหาทางสกัดกั้นไม่ให้คนเข้าวัดพระธรรมกายไม่ได้ผลแล้ว สิ่งที่น่ากลัวตามมาคือ

จะพาลหาเรื่องเล่นงานพระเถระในมส.ละซี

ผมเดาเอาว่า ตราบใดที่รัฐมนตรีและพวกประจบสอพลอในกรมการศาสนา ทำตัวเป็นลูกไก่ในกำมือของพวกนี้ พระเถระในมส. และพระผู้ปฏิบัติระดับเจ้าคณะภาค จะจำวัดกัน ไม่สุข อย่างแน่นอน

สังหรณ์ใจอยู่ลึกๆ ว่า หลวงพ่อพระเทพสุธีจะถูกรังแก พระเถระในมส.จะถูกใส่ร้ายป้ายความจนทำให้ภาพพจน์ตกต่ำ

จากนั้นก็หาทางล้มกระดาน ไม่มีมส.แล้วเข็นกฎหมายฆราวาสปกครองสงฆ์ออกมาใช้

สถานการณ์อันเลวร้ายที่ผ่านมา และกำลังจะทวีขึ้นเรื่อยๆ นี้ ล้วนแต่เป็นการป่วนศาสนา ด้วยฝีมือของคนพวกนี้ทั้งสิ้น พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชวน หลีกภัย ต้องรับผิดชอบ ร้อยเปอร์เซ็นเต็ม วิชัย ตันศิริ นั่นเป็นแค่ลูกหาบ ถ้าพูดตามความเป็นจริง ก็ตองบอกว่า วิชัย ตันศิริ ก็แค่เบบี้ เท่านั้นเอง

พระอะไรไม่อยากเอ่ยนาม แต่หนังสือพิมพ์หัวสีบานเย็น เคารพนับถือเอามากๆ พินอบพิเทาให้เป็นพระนักวิชาการ แห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ แถวท่าพระจันทร์

อ้อ นึกออกแล้ว ภิกษุบุญเถิงนั่นไง วิจารณ์พระรับนิมนต์มาร่วมงานวัดพระธรรมกาย อย่างกะว่าตัวเองไม่ใช่พระ และไม่เคยรับกิจนิมนต์เสียงั้นแหละ ก็อยากจะบอกว่า

เงินที่เขาถวายพระ ไม่เฉพาะวัดพระธรรมกายเท่านั้น เขาเรียกว่า ค่ากัปปิยภัตต์ มีใบปวารณากำกับจำนวนเงินไว้ชัดเจน ไม่ใช่ค่าจ้างรางวัล เป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณกาล เป็นอย่างนี้ทั้งธรรมยุต และมหานิกาย

ภิกษุบุญเถิงกินเงินเดือนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ส่วนหนึ่งเป็นภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ เจียดไปจากงบประมาณแผ่นดิน เงินที่ตนรับนั่นแหละคือค่าจ้าง โปรดเข้าใจ ตามนี้ ด้วย มันคนละเรื่องกับเงินค่าจตุปัจจัยไทยทาน

อยากถามว่า ภิกษุที่ได้ชื่อว่า เป็นนักวิชาการของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ทำเป็นแกล้งโง่ หรือโง่จริงๆ ก็ไม่รู้ อดเป็นห่วงมหาวิทยาลัยต้นสังกัดไม่ได้ ที่บุคลากรมีระดับสติปัญญา เพียงเท่านี้

ล่าสุด คนกลุ่มเดียวกันนี้ ชื่อ พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ถูกใครก็ไม่รู้ยิงเอา ป้ายสีให้วัดพระธรรมกายเสียหายว่า เขาไม่เคยมีเรื่องกับใคร นอกจากวัดพระธรรมกาย

ทีมข่าอาชญากรรมพิมพ์ไทย ซึ่งคลุกคลีตีโมงอยู่กับตำรวจทุกระดับ ฟังแล้วหัวเราะกันตึง ในวงสนทนาเขาถามกันให้แซดว่า

ไม่ใช่เป็นคนเจ้าชู้เลยสักนิดใช่ไหม

ฮั่นแน่....

ไม่เคยหักใครเลยเรื่องเงินๆ ใช่ไหม

ฮั่นแน่... ตอบหน่อยเซ่ ทำเป็นคนใบ้ไปได้ ลูกผู้ชายทั้งแท่งนะเนี่ย รึว่าบ่ใช่

ปู่โอม


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ]

1