ปีที่ 3 ฉบับที่ 1004 ประจำวันจันทร์ที่ 17 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

วิวาทะ

สังคมไทยวันนี้ ใครด่าพระสงฆ์ได้เจ็บแสบ จัดเป็นคนเก่งคนกล้าไปเสียแล้วหรือ?

สงกรานต์ผ่านพ้นไปด้วยอาการสะบักสะบอม

เป็นบุญนักที่สามารถวางเท้าแหมะลงไปบนยานพาหนะ เบียดร่างเข้าไป แทรกเข้าไป ขอให้ได้ไปกับเขา ไปบ้านเกิด ไปกราบพ่อกราบแม่ กราบญาติผู้ใหญ่ ปู่ย่า ตายาย ต้นสกุลวงศ์

กราบเท้าท่าน อธิษฐานจิตให้ท่านบุพการีมีอายุมั่น ไร้โรคาพยาธิ

มอบของขวัญให้ท่าน ที่หอบหิ้วไปจากถิ่นทำงานเป็นเสื้อผ้าใหม่ ๆ หรืออาจจะเป็นเม็ดเงินที่มิบเม้นจากหยาดเหงื่อแรงงานในแต่ละเดือน


พลังอันล้ำเลิศที่พรั่งพรูจากปากของท่านเหล่านั้น ซึ่งก็คือ การให้ศีลให้พร ประหนึ่งเป็นโอสถทิพย์ให้ลูกหลาน เกิดแรงมุมานะ สู้ชีวิตต่อไปอย่างลิงโลด หลังสงกรานต์

สงกรานต์ทั่วไทยปีนี้ หลายแห่งน่ารัก รักษากฎ กติกาที่ได้ขอร้องกันมา

เมาไม่ขับ ขับไม่เร็ว เคารพกฎจราจรมากขึ้น

สาดน้ำสะอาดให้ฝ่ายตรงข้าม สาดเฉพาะผู้พร้อมจะเปียก

นี่คือสิ่งที่ดีงามที่พอหาได้ในวันสงกรานต์ แต่ไม่ค่อยจะมากนัก บันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติแก่ผู้พยายามทำดีในสังคมไทยยามนี้

เปลืองน้ำหมึกและกระดาษไปหรือเปล่า หากจะบอกว่า เลวร้ายในวันสงกรานต์ มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากปีเก่าก่อน

การเล่นน้ำสกปรก การปาถุงน้ำแข็งการโปะด้วยแป้งขาวแป้งสี ยังมีให้เห็น

เมาออกอาการสะเงาะสะแงะ ขับรถเป๋ไปเป๋มา เจรจาพาทีไม่มีลิ้นไก่

ความเมา เกิดคึกคะนองหมู่ ปิดถนนเล่นกัน รำกัน และดื่มกันแบบยกขวดเหล้ากรอกปาก มีให้เห็นดาษดื่น

การสูญเสียทรัพย์สิน เป็นพวกยานพาหนะนับสิบนับร้อยล้าน

จะคึกคะนองขาดสติสัมปชัญญะกันไปถึงไหน

ประวัติศาสตร์อันเลวร้ายนี้เกิดขึ้นจำเจซ้ำซาก จนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว สำหรับสังคมยุคนี้

ถ้าจะด่ากันแรงๆ ก็ต้องด่ารัฐบาลทุกรัฐบาล ตั้งแต่อดีตกระทั่งรัฐบาลชุดนี้ ที่ไม่มีน้ำยาแก้ปัญหานี้

ประชาสัมพันธ์กันให้มากกว่านี้ เข้มงวดกวดขันการดื่มสุราเมรัยให้มากกว่านี้ ควบคุมการคึกคะนองของคนเล่าสงกรานต์มิให้เลยเถิด ชนิดไม่เคารพกฎกติกาของสังคมให้มากกว่านี้

รับรองว่า การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของคนในประเทศจะต้องลดลงอย่างแน่นอน

วันสงกรานต์ผมถือโอกาสไปกราบพระผู้ใหญ่ที่ผมแอบเคารพนับถือมานาน ท่านพำนักอยู่แถว อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

ทันทีที่เห็น ท่านกวักมือให้เข้าไปนั่งใกล้ๆ กระซิบข้างหู คล้ายกลับว่า เทวดาจะได้ยินงั้นแหละ ชี้มือไปที่คอลัมน์ เปลว สีเงิน คนปลายซอย หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ท่านเบ้หน้าหนี สั่งให้ผมอ่านเอง ตรงข้อความต่อไปนี้

ในพรรคเหมือนพระทั้งวัดที่ไม่บิณฑบาต แต่มี พลตรีสนั่น เป็นผู้จัดหาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดู ให้อิ่มหมีพีมัน ฉันกันไปทั้งมื้อเช้ามื้อเพล เผลอ ๆ ก็มื้อค่ำด้วย

ตรงจุดนี้ คือ จุดที่พวก "เถระอลัชชี" พึงพอใจในขณะที่ตัวเองสร้างภาพ ลอยอยู่บนวิมานของคำว่า ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นอุดมการณ์ แต่ก็ไม่ลำบากในด้านอาหารที่ขบฉัน เพียงแต่ หรี่ตา ทำไม่รู้ไม่ประสีประสา ในปาณาติบาตที่คนข้างเคียง ยิงนกเปรี้ยงปร้างจากชายคาโบสถ์มาแกงถวายฯลฯ

อ่านจบ ผมไม่มีความเห็นใด ๆ ถวายให้ท่านได้หายมึน ได้แต่เป็นทุกข์ใจร้อนใจร่วมกับท่าน

มีคำปลอบใจถวายแต่ไร้น้ำหนักดังต่อไปนี้

ผมทราบมาว่า คอลัมนิสต์บางคนเคยบวชเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุฯ ในช่วงสั้น ๆ ของชีวิต ชื่อสามเณรโลด หรือ โรจน์ ไม่งามไม่แม้น ผ้าเหลืองร้อน สึกออกไปเป็นเด็กคัดบล็อค ที่โรงพิมพ์แห่งหนึ่ง เป็นปฐม ก่อนที่จะก้าวสู่อาณาจักรหนังสือพิมพ์ ดื่มน้ำเมาเคล้านารี เยี่ยงปุถุชนทั่วไป คงไม่หนักแน่นในพระสัทธรรม เมื่อเขียนอะไรออกไป จึงไม่คำนึง ถึงสิ่ง ดีงาม ในพระศาสนา ปล่อยเขาไปให้เป็นเรื่องของวัฏฏะเถอะขอรับ

พระอาจารย์ของผมรับฟังด้วยอาการเงียบสงบ แต่ผมคันปากขึ้นมาไม่หยุดเลยประณมมือ บรรยายสรรพคุณของหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทยไปว่า

ข่าวอะไรที่จะเป็นภาพลบต่อพระพุทธศาสนาส่วนรวม แม้จะเป็นข่าว หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" จะไม่นำเสนอเด็ดขาด เราปกป้องพระพุทธศาสนาเต็มที่

การเปรียบเทียบสิ่งเลวร้าย โดยโยงเข้ากับศาสนาแบบหมาโหลอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน พวกเราพิมพ์ไทยงดเว้น สิ่งดีงามในพระศาสนานี้ มีมากมายเราจะเชิดชูจุดนั้น

งานพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาเช่นนี้ เป็นหน้าที่โดยตรงของกรมการศาสนา ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่เก่าก่อน ตกมายุคนี้ ยุคที่มีประธานที่ปรึกษากรรมาธิการศาสนา ศิลป วัฒนธรรมชื่อ อำนวย สุวรรณคีรี เขามองข้ามไปหมด เขามุ่งแต่จะโอบอุ้มพระเด่นพระดังของเขาไว้เพียงรูปเดียวเท่านั้นในประเทศไทย

สันติบาลเองก็พอกัน เสือกระดาษดี ๆ นี่เอง ข้อความที่ เปลวสีเงิน เขียนลงในไทยโพสต์ ทำให้ภาพรวมของพระพุทธศาสนา พลอยมัวหมองรับรองคนพวกนี้ ไม่มีภูมิปัญญาจะไป หยั่งรู้ได้เลย ใช่ไหม อำนวย สุวรรณคีรี

ปู่โอม


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ]

1