ปีที่ 3 ฉบับที่ 998 ประจำวันอังคารที่ 11 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 |
ผลจากการที่พระธรรมปิฎกอ้างว่าถูกใส่ร้าย
ชั่วชีวิตหนึ่งของบุคคลคนหนึ่งนั้น ใช่จะทำอะไรถูกต้องทั้งหมด ไม่มีผิดพลาดเลย ก็หาไม่ หากสามารถนำเอาการกระทำนั้นขึ้นวางบนตาชั่ง คาดว่า เข็มของตาชั่ง
คงจะเอียงไปข้าง
ความผิดพลาดเสียมากกว่าด้วยซ้ำ
ความผิดพลาดอยู่คนละฝากกับความถูกต้อง
ทั้งสองอย่าง ใช่จะยุติลงที่เอาใจของตนเข้าไปเป็นมาตราวัด
หมายความว่า ถูกใจต้องใจของตนคือความถูกต้อง สิ่งที่ใจไม่ปรารถนาคือความผิดพลาด
ความถูกผิด ตัดสินกันด้วยระเบียบวินัยกฎเกณฑ์กฎหมายที่เป็นกรอบของสังคม
สังคมไทยวันนี้ล่อกันจนเปรอะไปหมด เพราะเที่ยวได้เอาใจของตนเข้าไปวัดและตัดสิน ผลคือหาข้อยุติไม่ได้
ฝ่ายตนพรรคพวกตน ครูอาจารย์ของตนถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายตรงข้ามผิดหมด
ผลก็คือ มีฝ่ายดีและฝ่ายเลว
เมื่อสลับขั้วสลับข้าง ฝ่ายดีอาจเป็นฝ่ายเลว ฝ่ายเลวอาจเป็นฝ่ายดี
หาก 2 ฝ่าย
เกิดกระทบกระทั่งเกิดความขัดแย้ง จนเรื่องนั้น ๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล และศาลมีวินิจฉัยออกมาอย่างไรนั่นแหละ แม้จะไม่ถูกใจนักเรื่องนั้นๆ ก็จะยุติลงได้ในระดับหนึ่ง
ยังดีที่มีทางออก แม้จะไม่สมบูรณ์แบบนัก ก็ยังดีกว่าปล่อยไปให้เกิดปัญหาร้อยแปดตามมา
เท่ากับว่า ศาลยุติธรรมคือน้ำเย็นดับกระหาย หรือน้ำดับไฟยามเกิดเพลิงไหม้
แต่ศาลเองมีกระบวนการพิจารณาที่ต้องใช้เวลายาวนาน คดีใหญ่ที่ต้องสืบพยานบุคคลมากเท่าไร ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น บางคดีกว่าจะยุติได้ แค่ศาลต้นใช้เวลาถึง 5 ปี ก็มี ยังไม่พูดถึงศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา
เป็นไปได้ไหมที่ศาลจะปรับเปลี่ยนกระบวนการวิธีพิจารณาให้สั้นลง ในกรณีที่บุคคลบางคนซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมากด้วยเกียรติยศ ถูกปรักปรำว่า ขาดความจริงใจต่อสถาบัน มีพฤติกรรมในอดีตฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์
ขอยกกรณีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ตกเป็นผู้ถูกกล่าวขวัญถึงตามเรื่องราวข้างบน โดยผู้กล่าวหาอ้างพยานหลักฐานเป็นหนังสือ พิมพ์ออกเป็นเล่ม วางขายตามแผง
และห้างร้าน
จำหน่ายหนังสือเมื่อปีที่แล้ว
เมื่อเกิดเป็นกรณีขึ้นมา เป็นข่าวอื้อฉาวทั่วไป ผู้ถูกกล่าวหาคือ เจ้าคุณพระธรรมปิฎก เป็นผู้เสียหายโดยตรง กลับไม่นำเรื่องขึ้นสู่โรงศาล ให้เข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นระบบ
ด้วยความเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านคงมองเห็นความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากสังคมผ่านศาล ท่านเลือกเส้นทางของท่านเอง คือ ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี แจกจ่ายไปตามสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ ทีวี และหนังสือพิมพ์
เนื้อหาสาระของจดหมายฉบับนั้น แจงว่า ท่านถูกใส่ร้าย ไร้ความยุติธรรม ขอบิณฑบาตนายกฯ ให้ความช่วยเหลือ ไม่ประสงค์นำเรื่องขึ้นสู่ศาล
สื่อต่าง ๆ นำเสนอเป็นข่าวมาแล้วอย่างกว้างขวาง ประชาชนรับรู้กันทั่วประเทศ
จดหมายเปิดผนึกของเจ้าคุณพระธรรมปิฎกฉบับนี้ มีอิทธิพลต่อรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง
รัฐมนตรีหลายคนต้องปลีกเวลานัดหมาย ไปกราบนมัสการท่านเจ้าคุณ
ชวน หลีกภัย ในฐานะนายกรัฐมนตรีทั้งที่หาเวลาเป็นส่วนตัวแทบไม่ได้ ก็ยังต้องไปกราบนมัสการในวันถัดมา
จากนั้นไม่นาน หนังสือต้องห้ามตามที่เป็นข่าว วิษณุ เครืองาม ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ได้นำไปปิดฝาโลง ตอกตะปูประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา รับว่า
หนังสือหรือ
เอกสารแนวนั้นเป็นเท็จ ห้ามพิมพ์จำหน่าย
นิสัยของคนเรามันแปลก ซึ่งเหมือนกันทั้งโลก นั่นคือยิ่งห้ามยิ่งยุ ยิ่งอย่ายิ่งอยากดู
หนังสือต้องห้ามเล่มนี้ ก็เช่นเดียวกัน ห้ามแจกห้ามขาย มีการเก็บกวาดไปสิ้น จนหมดแผงหมดร้าน
ที่เหลือหลงหูหลงตา ก็ถูกยืมถูกแย่งกันอ่าน หนอนหนังสือเรียกร้อง อยากมีไว้ครอบครอง กลายเป็นหนังสือที่คนต้องการอ่าน ติดอันดับขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่า จะเป็นมือดีหรือมือเลว พยายามหามาสนองความต้องการของนักอ่าน ตามร้านหนังสือใหญ่ ๆ อยู่ในขณะนี้ หรือแม้แต่ตามแผงขายหนังสือเล็ก ๆ ก็ยังพอหาได้
ผมเองก็เป็นคนประเภทนั้น คือ ตัณหามันเกิดอยากจะอ่านขึ้นมาบ้าง ทั้งที่ก่อนนั้น พอเห็นปกก็มองผ่าน วันนี้เลยไปแสวงหามา
อ่านแล้ว ผมไม่ได้เจาะลึกหาความถูกผิด เพียงแต่อ่านเอาอรรถรส พอได้ความเท่านั้น
กระทั่งมาไม่กี่วันนี้เอง ผมแวะไปตามร้านขายหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เห็นหนังสือเล่มหนึ่งเข้าก็สนใจ คือ หนังสือ ธรรมะและพระดี ที่คนไทยควรรู้จัก
ประจวบเข้ากับบทความเชิงออดอ้อนโดยใครก็ไม่รู้ ไม่ได้ลงชื่อกำกับไว้ ลงตีพิมพ์ในหน้า 6 ของมติชน ประจำวันที่ 7
เป็นการสอดรับประสาน
ให้ข่าวคราวพระธรรมปิฎก
เปรี้ยงปร้างขึ้นมาอีก
ณ วันนี้ ผมเกิดมีความคิดขึ้นมาว่า
กรรมและวิบากกรรมนั้นเป็นของจริง ท่านไปว่าเขา เขาก็ว่าท่าน มันยุติธรรมดีแล้ว
พระธรรมปิฎกน่าที่จะยอมเสียสัจจะนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องเถอะครับ ศาลจะช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าปล่อยให้สังคมเขาเกิดความกังขาสงสัย
หลายคนมองไปว่า ท่านเลี่ยงที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลกลัวเรื่องจะบานปลายตอนสืบพยานแล้วจะแย่เอา
อาศัยอำนาจรัฐบีบรีบประกาศลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษานั้น มันเหมือนศิลาทับหญ้า งัดก้อนศิลาออกเมื่อไร หญ้ามันก็งอก
อีกไม่นาน รัฐบาลชวน หลีกภัยก็ไปแล้ว กรณีศิลาทับหญ้าฉันใด ท่านกับชวน หลีกภัย ก็ฉันนั้น
ธรรมะและพระดี ซึ่งหมายถึงพระธรรมปิฎกนั้น สังคมยอมรับใคร ๆ ในแผ่นดินไทย ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ นอกจากคนโง่เท่านั้น
อ้อ !! คนโง่ๆ อย่างผมก็ยอมรับครับว่า ท่านเป็นพระดี เพราะคำว่าพระแปลว่า ดีมิใช่หรือ
แต่พระดีของผมมิใช่แค่พระธรรมปิฎกเท่านั้น อย่างพระพรหมโมลีก็ดีหยอกเสียเมื่อไหร่เล่า ถูกตีถูกว่า ถูกด่าสารพัด ไม่มีการตอบโต้เลยสักแอะ
ทั้งที่เป็นพระ มีสมณศักดิ์สูงกว่าพระธรรมปิฎก และยังเป็นพระสังฆาธิการผู้ใหญ่ ฝ่ายบริหารคณะสงฆ์ด้วย แต่ไร้ลูกศิษย์คอยเชิดเท่านั้นเอง
หรือว่า พระพรหมโมลี ไม่มีที่ปรึกษาหรือลูกศิษย์เช่น ประเวศ วะสี เสฐียรพงษ์ วรรณปก ผู้คบคิดกันจะหาวิธีปลดสมเด็จพระสังฆราช ส.ศิวรักษ์ ผู้เคยจ้วงจาบสถาบันสูง ๆ
เจ้าคุณขอรับ ห่างคนพวกนี้ไว้ท่านเจ้าคุณจะปลอดภัยจากขี้ปากของสังคมอีกเยอะ หรือว่าแยกไม่ออก เลิกคบไม่ได้ เพราะเป็นขนม (จีน) ผสมน้ำยาไปแล้ว ถ้างั้นก็ สัพเพ สัตตา แน่ ๆ เลยละงานเนี้ย
ปู่โอม