ปีที่ 3 ฉบับที่ 995 ประจำวันเสาร์ที่ 8 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

วิวาทะ

ปราชญ์แห่งพุทธ-ราษฎรอาวุโส

เมื่อวานผมพูดถึงรัฐมนตรีในกระทรวงศึกษาธิการ และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ที่ปฏิบัติกับสถาบันสงฆ์ จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด

ครับ ผมยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า เหตุทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เกิดจากความเขลาเบาปัญญาของผู้ที่เกี่ยวข้องข้างต้นทั้งสิ้น

เขลาเบาปัญญาอย่างไรน่ะหรือ ก็ต้องบอกว่า คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" "วิชัย ตันศิริ" หรือ "ไพบูลย์ เสียงก้อง" พูดออกมาอย่างชัดเจนว่า จะปฏิบัติต่อกรณี วัดพระธรรมกาย ตามแนวทางของพระธรรมปิฎก

ครับ แค่ประกาศแนวทางในการแก้ไขปัญหาพระพุทธศาสนา ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ผมก็หนาวใจตั้งแต่เบื้องแรกแล้ว

จะไม่ให้หนาวใจได้อย่างไร ในเมื่อพระธรรมปิฎกท่านเจ้าคุณไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจกัน หรือพากันยกย่องว่า เป็น "ปราชญ์แห่งพุทธ"

พูดถึงวงการพระพุทธศาสนาอาจจะดูไม่เห็นจริงเห็นจังกับความเห็นของผม แต่อยากให้ทุกคนหลับตาดูเถอะครับว่า หากมีรัฐบาลชุดใด เกิดบ้าจี้ เดินตามฝันของผู้ที่ใคร ก็ไม่ทราบ อุปโลกณ์ให้เขาคนนั้น เป็น "ราษฎรอาวุโส" ผมว่า ประเทศชาติอาจจะเจ๊งภายในชั่วอายุคนเรานี่ก็เป็นได้ เพราะท่านเก่งแต่ทฤษฎี แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ

มันจึงกลายเป็นความฝันที่สวยหรู เพียงแค่ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างหลับฝันไปเท่านั้น

พระพุทธศาสนาไม่ใช่หลักทฤษฎี แต่เป็นสัจธรรมที่มีอยู่ เป็นธรรมชาติ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบถึงเหตุแห่งทุกข์ และการดับทุกข์ มีหลักใหญ่อยู่ว่า ทำความดีให้ถึงพร้อม ละเว้นความชั่วทั้งปวง โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พ้นจากวงจรนี้ได้ ก็บรรลุเข้าสู่พระนิพพาน

หลักสำคัญของพระพุทธศาสนามีแค่นี้จริง ๆ คับ แต่กว่าจะถึงพระนิพพานหลุดพ้นจากตัณหาอวิชชาทั้งหลายทั้งปวงได้ ทุกคนต้องปฏิบัติ ไม่ใช่อ่าน หรือ สอบประโยคสูง ๆ จึงจะเข้าสู่ประตูพระนิพพานได้ 

จึงเป็นเรื่องที่โง่เขลาเบาปัญญายิ่ง ที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และข้าราชการกรมการศาสนา สนองตอบต่อข้อกล่าวหานิคหกรรมของ "มาณพ พลไพรินทร์" และ "สมพร เทพสิทธา" โดยเฉพาะคำกล่าวหาที่ระบุอย่างชัดแจ้งว่า พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว อวดอุตริมนุสธรรม

ผมข้องใจมานานแล้วครับว่า มนุษย์เดินดิน ขี้เหม็นทั้งสองนี้ บรรลุธรรมชั้นไหน จึงหยั่งรู้ถึงสภาวธรรมชั้นสูงนี้ได้

กฎมหาเถรสมาคมที่ระบุไว้ว่า ผู้กล่าวหาจะต้องมีคุณสมบัติ เป็นที่น่าเชื่อถือได้ด้วยวาจาเป็นสำคัญ ผมเคยบอกไว้หลายหนหลายครั้งแล้วว่า บุคคลทั้งสองไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะกล่าวหาพระภิกษุได้ เพราะเขาเป็นแค่มนุษย์ขี้เหม็น มากมีตัณหาเช่นเดียวกันมนุษย์ทั่วไปคนหนึ่ง

กรณีนี้ ผมไม่ได้พิจารณาถึงการมีเมียหลวง เมียน้อยหรือการตบทรัพย์ ล้วงย่ามพระของคนบางคน หรือตาแก่หนังเหนียวที่ดีแต่สร้างภาพสร้างราคาให้กับตัวเอง ขณะที่งาน ในหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง ที่มีหน้าที่ช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส กับการโกงกินคอรัปชั่นกันมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

แค่ศีลธรรมเบื้องต้น คฤหัสถ์สองคนนี้ ยังสอบไม่ผ่าน

จะเสนอหน้ามาเป็นผู้กล่าวหา ฟ้องร้องอุตริมนุสธรรมพระภิกษุสงฆ์ ผมเกรงว่า จะเป็นการลำบากต่อบั้นปลายชีวิตของคฤหัสถ์สองคนนี้เปล่าๆ

ครับ พูดถึงเรื่องธรรมะก็พากันหน้าเบ้กันหมดแล้ว

ท่านรัฐมนตรี อธิบดีกรมการศาสนา อยากเล่นแร่แปรธาตุอะไรอีกก็เชิญ แต่ที่แน่ ๆ คดีความที่อยู่ในโรงในศาล ท่านผู้พิพากษาท่านไม่ได้สนใจหรือเต้นตามกระแสอย่างที่พวกท่านประพฤติปฏิบัติกันอยู่ดอกครับ

กฎหมายบ้านเมืองยังศักดิ์สิทธิ์ ที่สุดของคดีจะเป็นเช่นไร ผมว่า คนอย่างสมศักดิ์ หรือ ไพบูลย์ และวิชัย น่าจะอ่านออกเข้าใจได้ด้วยปัญญา มิเช่นนั้น คงไม่พากันเรียนจบโท จบเอกกันหรอกนะ หากแต่จะแกล้ง "โง่" ก็ขอให้บอกกันมาตรง ๆ แต่ผมอยากเตือนว่าอย่า "โง่" หรือแกล้งโง่ให้มันมากไปกว่านี้เลยครับ

ข้างบนยังว่างอีกเยอะ จะไปแออัดเบียดเสียดกันข้างล่าง ทำไมกันไม่ทราบ !!

โซตัส


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ][วิวาทะ]

1