ปีที่ 3 ฉบับที่ 990 ประจำวันจันทร์ที่ 3 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543

สหัสวรรษ

พระผู้ใหญ่มีแต่ทรงคุณธรรม แต่บรรดาขันที มีแต่ทำให้ยุ่ง

นาน ๆ ผมจะได้เห็นพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จและรองสมเด็จ นั่งเรียงกันอย่างงดงาม น่าเคารพกราบไหว้ ผมเห็นพัดยศ ที่ท่านถือมาแต่ละรูป ล้วนงดงาม

พวกเราทั้งหลายก้มลงกราบด้วยความเคารพ เพราะถือว่า เป็นบุญของพวกเราที่ได้กราบพระเถระผู้ใหญ่ ระดับสูงที่มาพร้อมกันแน่นอนแต่ละรูป ล้วนเปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ และ บารมีล้นเหลือ

นั่นคืองานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เนื่องในวันฉลองพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมานี้ ที่พระอุโบสถ วัดราชโอรส ซึ่งได้รับ การบูรณะปฏิรูปใหม่อย่างวิจิตรงดงาม แค่ไปยืนดูหน้าบัน ที่เป็นภาคจีนสลักเสลาสีสดใส แตกต่างไปจากพระอุโบสถวัดไทยทั่วไป ที่เป็นลายไทยลายนก ดูแค่นี้ก็คุ้มแล้ว

แต่ภายในโบสถ์ อันโอ่อ่าสมกับเป็นวัดประจำพระองค์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่งดงามสุดพรรณา ยิ่งแท่นประทับที่เป็นลายไทยปูนปั้นปิดทอง ที่แสนจะวิจิตรพิสดาร รายละเอียด ฝีมือชั้นบรมครูที่สมัยนี้ เลียนแบบได้ยาก

และพัดยศโบราณที่เก่าแก่ที่สุด หน้าพระพุทธรูป แม้จะเหลือแต่เพียงสภาพอันคร่ำคร่าด้วยอายุ แต่รูปทรงก็ยังงดงามน่าทึ่งนัก

แต่ภาพที่ประทับใจที่สุดก็คือ ภาพพระเถระผู้ใหญ่ระดับสูงสุด ของประเทศ ที่นั่งเรียงกัน ทักทายกัน คุยกันอย่างสนิทสนม รู้จักกันดี เป็นภาพที่ทำให้สาธุชนอย่างผม มองด้วยความ ปลื้มปิติ ผมเห็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ นั่งคุยกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ แห่งวัดชนะสงคราม ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส นั่งเรียงกันเป็นเบอร์หนึ่งเบอร์สอง ตาม อาวุโสของพระ

ถัดมาคือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุวรรณาราม กับสมเด็จพระพรหมจริยาจารย์ แห่งวัดเบญจมบพิตร ผมเพิ่งโชคดีที่ได้พบพระระดับสมเด็จ พร้อม ๆ กัน อย่างน้อยก็สี่รูป ในงานนี้เป็นครั้งแรก

และอีก 6 องค์ต่อมา คือ ระดับรองสมเด็จ ตั้งแต่พระธรรมวโรดม แห่งวัดเบญจฯ พระวิสุทธาธิบดี แห่งวัดสุทัศน์ พระพรหมโมลี แห่งวัดยานนาวา พระธรรมศิริชัย แห่งวัดอรุณฯ พระธรรมเสนานี แห่งวัดพระเชตุพน และ พระธรรมกิตติมุนี แห่งวัดเฉลิมพระเกียรติ นนทบุรี

งานนี้เจ้าภาพคือ ท่านเจ้าคุณธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสฯ เต็มไปด้วยความปลื้มปีติ ออกต้อนรับปฏิสันถาร ด้วยตนเอง กับพระเถรานุเถระ นอกจากนี้ อีกรวมถึง 200 รูป 

รวมถึงพระดังๆ อีกหลายรูป เช่น เจ้าคุณกิตติวุฑโฒ แห่งจิตตภาวัน

ภาษาชาวบ้านต้องถือว่า เป็นการประชุมพระสังฆาธิการระดับบิ๊กของเมืองไทย สมกับเป็นงานฉลองที่สมพระเกียรติ ของงานฉลองวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว

แต่ที่เหนือยิ่งกว่านั้น ก็คือ นอกจากบรรยากาศในงานที่เต็มไปด้วยบุญบารมี อันศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่งามสง่าภูมิฐานโอ่อ่า แต่บรรยากาศแห่งการพบปะของพระผู้ใหญ่ ทำให้ พวกเราชื่นใจนัก

พระผู้ใหญ่คุยกันทักทายกัน ด้วยความสนิทสนมน่ารักแบบผู้ใหญ่ ผมเห็นเจ้าคุณพรหมโมลี ที่กำลังดังที่สุดตอนนี้ เพราะเรื่องราวของท่านกลายเป็นประเด็นใหญ่ ที่ถกเถียงกันในวงการสงฆ์ เป็นปุจฉาไปทั่วประเทศว่า ท่านถูกปลดด้วยเหตุใด ทั้งที่ผลงานของท่านเต็มเปี่ยม และสุดยอดในการสร้างบารมี

ท่านก็นั่งยิ้มแย้มรับกราบรับไหว้จากสาธุชน ไม่หวาดไหว ทุกคนก็อยากจะประเคน อยากถวายเจ้าคณะพรหมฯ อยากคุยกับท่านด้วยความเห็นใจ ทั้งที่สมเด็จธีร์ฯ แห่งวัดชนะ ก็นั่งอยู่เกือบหัวแถว

ภาพที่ผมเห็นในวันนั้น ทำให้ผมกลับมานั่งนึกทบทวน ผมคิดว่า ภาพที่ผมเห็นนั้น มันซ่อนความหมายลึก ๆ ว่า อันที่จริงพระผู้ใหญ่ทุกรูป กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาจนบารมีถึงขั้นนี้ ท่านจะต้องสร้างสมบารมีและสร้างความดีไว้มากมาย หลายภพหลายชาติ

เพราะการเป็นพระระดับสมเด็จและรองสมเด็จของประเทศไทยนั้น มิใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องสะสมบุญและผลงานอย่างล้นเหลือ ถึงจะก้าวมาถึงมาระดับนี้ได้ ไม่เหมือนกับบรรดา รัฐมนตรี แต่งเครื่องแบบโก้ไม่กี่วัน รัฐบาลก็ล้ม ตัวเองก็หกคะเมนเกนเก้ ไม่จีรัง

แต่พระระดับนี้ในประเทศไทยหมายถึงเกียรติอันสูงตลอดชีวิต ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ทั้งที่บางรูปก็ไต่เต้ามาจากพระธรรมดา มาจากชาวบ้านลูกชาวบ้านธรรมดา แต่วันนี้บุญมา วาสนาส่ง ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาจนได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งพระเถระผู้ใหญ่ แห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ผมพยายามบันทึกภาพแห่งความทรงจำนี้ไว้เป็นบุญตา และมานั่งนึก ๆ ดู ผมว่า ตลอดเวลาหนึ่งปี ที่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ต้องตกอยู่ในวงจรแห่งความตกต่ำ ภาพพจน์ ที่น่าสลดใจ กลายเป็นเรื่องแตกร้าวในวงการพุทธศาสนา ทะเลาะกันเอง โจมตีกันเอง ไล่ทำร้ายกันเอง จับผิดกันเอง เหมือนในพุทธประวัติ เรื่องวัสสการพราหมณ์ กับกษัตรย์ ลิจฉวีวงศ์โบราณ

"พราหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่ สาระแนยุแยกให้แตกฉาน" นี่เป็นคำกลอนที่ผมจำมาได้ตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน เรียนหนังสือว่า วิธีการทำให้เมืองแตก ก็ใช้คนแค่คนเดียว เข้าไป ยุแหย่ให้เมืองอีกเมืองหนึ่งทะเลาะกันในระดับเสนาบดี แตกร้าวไปทั้งเมือง จากนั้น ก็ใช้กองทัพเข้ายึดได้โดยง่าย

ภาพที่ผมเห็นคือภาพแห่งความสามัคคีสนิทสนมกลมเกลียวของพระผู้ใหญ่ ซึ่งมองเห็นได้ง่ายจากสายตาชาวบ้านอย่างผม ผมคิดว่า อันที่จริง พระท่านไม่มีอะไรหรอก พระผู้ใหญ่ทุกรูป ก็ต้องล้วนเปี่ยมด้วยเมตตาบารมี

แต่คนที่เอาเรื่องไปทูลไปเสนอนี่สิสำคัญ ถ้าใครดูหนังจีน ไม่ว่าจะเป็นสามก๊ก เรื่องบรรดาขันทีทั้งหลาย ที่อยากเป็นใหญ่ และหากินอยู่ใกล้ฮ่องเต้ พวกนี้แหละสำคัญ คนที่ตั้งเรื่องให้ ฮ่องเต้ ผิดใจกับนายทหารผู้ใหญ่ ให้คนทะเลาะกันแบ่งแยกกันแล้ว เจ้าตัวคนยุแยก ก็จะกลายเป็นคนสำคัญ

ผมมานั่งนึกดูแล้วตบอกผาง ผมว่า เรื่องที่มันยุ่งทุกวันนี้ ก็เพราะบรรดาขันทีรอบๆ พระผู้ใหญ่นี่เองแหละ ที่ทำให้คนนอกดูจนเหมือนว่า พระผู้ใหญ่แตกกัน ทั้ง ๆ ที่อันที่จริง ไม่มีอะไร

ผมว่า เราช่วยกันเจี๋ยนขันทีเหล่านี้ แบบหนังจักรพรรดิจีนองค์สุดท้ายดีไหมครับ ยุ่งนักเชียว

กาขาว


[หน้าหลัก][หน้า1][วิวาทะ][ต่างดาว][สหัสวรรษ]

1