ปีที่ 3 ฉบับที่ 976 ประจำวันศุกร์ที่ 17 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

วิวาทะ

รัฐมนตรี "ใบ้หวย" จับตาหลัง 20 มีนาคม

ผมไม่อยากเห็นคนที่เป็นรัฐมนตรีสร้างค่าสร้างราคาให้กับตัวเอง ด้วยวิธีการที่ฉาบฉวย และขอเรียกรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ว่า รมต.ใบ้หวย แต่จะเป็นหวยล็อคหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวิจารญาณของแต่ละบุคคล

จะใครที่ไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่สองรัฐมนตรีจากกระทรวงศึกษาธิการ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ วิชัย ตันศิริ ที่ออกมาเล่นลิเกให้ประชาชนได้ดูกันอยู่ขณะนี้

คนแรก สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมต.ใบ้หวย ที่ชอบสร้างค่าสร้างราคาให้กับตัวเอง ด้วยวิธีการถนัด อาทิ การบอกใบ้นักข่าวเรื่องการปลดพระพรหมโมลี ออกจากตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 1 พอตกเย็น ไพบูลย์ เสียงก้อง ออกมาเล่าแจ้งแถลงไขป่าวประกาศถึงผลการประชุมมหาเถรสมาคม อ้างว่า มส.มีมติปลดพระพรหมโมลี พร้อมกับบรรยากาศของการประชุมมส.ว่า ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียด ที่ประชุมได้นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระพรหมโมลีออกนอกห้องประชุม เพื่อพิจารณาวาระ "ปลด" ท่านเจ้าคุณพ้นตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เนื่องจากหย่อนยาน ไร้ความสามารถในการพิจารณาอธิกรณ์กรณีธรรมกาย

ล่าสุดคนที่มีดีกรีนำหน้าชื่อ แซ่ ถึง "ดร." วิชัย ตันศิริ ก็เล่าบทบาทรมต.ใบ้หวยเช่นกัน โดยออกมาให้ข่าวสื่อมวลชนว่า "หลังวันที่ 20 มีนาคมศกนี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในวัดพระธรรมกายครั้งใหญ่" 

ถอดรหัส วันที่ 20 มีนาคม ตรงกับวันนัดหมายของพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ที่ตกอยู่ในภาวะที่น่าเห็นใจที่สุด เพราะท่านเจ้าคุณถูกฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำในกรมการศาสนาที่เหลิงอำนาจ "บีบ" จนหน้าเขียวหน้าเหลือง

ทำหน้าที่เรียกพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโย) และพระภาวนาวิริยคุณ (ทัตตชีโว) มารับฟังข้อกล่าวหาของคฤหัสถ์ 2 คน คือ มาณพ พลไพรินทร์ และสมพร เทพสิทธา เพื่อเข้าสู่กระบวนการนิคหกรรม

เนี่ยแหละครับ วิธีถนัดของรมต. ใบ้หวย ที่ชอบเขียนคิ้วทาปากสร้างภาพสร้างราคาให้กับตัวเอง

หลังวันที่ 20 มีนาคม จะมีอะไรเกิดขึ้น อดใจรอกันหน่อยครับ ไม่นานเกินรอ รมต.จะใบ้หวยล็อคถูกเป้าหมายอย่างที่ผ่าน ๆ มาหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป ตราบใดที่มหรสพแบบไทย (ลิเก) วิกนี้ยังไม่หยุดการร่ายรำ

งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา แต่รมต.ใบ้หวย และข้าราชการกรมการศาสนา เขาบอกว่า "อั๊วยังไม่เหนื่อย" ก็ต้องว่ากันไป ลิเกจะลาโรงอยู่แล้ว พระกับนาง ก็เข้าด้ายเข้าเข็มกันแล้ว เจ้าเมืองปราบกบฎแผ่นดินไม่เหลือหัวประชาราษฎร์ต่างพากันแซ่ซ้อง

ทว่าพวกขี้แพ้ชวนตี ยังงอแงเหมือนาเด็กอมหัวแม่มือ ก็เลยหมดท่าไม่รู้ว่า ลิเกที่พากันออกแขกโหมโรงมากว่า 1 ปี ควรจะจบ หรือยุติลงอย่างไร จะหยุดด้วย "ยุติธรรม" หรือ "อยุติธรรม" ก็เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าภูมิปัญญาของคนเหล่านี้ จะแยกแยะได้ว่า เส้นแบ่งแยกระหว่างความยุติธรรมกับอยุติธรรม วางอยู่ตรงขอบเขตใดของปัญหา ซ้ำร้าย อาจลางเลือนดั่งเส้นขนานก็เป็นได้

กรณีนิคหกรรมที่คณะผู้พิจารณาชั้นต้น พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด มีความเห็นเสนอไปยังพระพรหมโมลี และพระเทพสุธี รองเจ้าคณะภาค 1 ครั้งนั้น มีความเห็นว่า ผิดกฎมส. อย่างชัดเจน

ตามลักษณะ 3 การลงนิคหกรรม หมวด 1 วิธีปฏิบัติเบื้องต้น ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ... เมื่อมีผู้กล่าวหาบอกกล่าวการกระทำความผิดของพระภิกษุ โดยยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือ ด้วยตนเอง ต่อเจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะสังกัด หรือ เจ้าคณะเจ้าของเขต ในเขตที่มีความผิดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผู้พิจารณามีอำนาจลงนิคหกรรมที่กำหนดไว้ในลักษณะ 2 แล้วแต่กรณี

ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ให้พระภิกษุพิจารณาตรวจลักษณะของผู้กล่าวหาตามข้อ 4 (8)ก. และลักษณะของคำกล่าวหาโดยอนุโลมตามลักษณะคำฟ้องดังที่กำหนดไว้ในข้อ 12 (1) ก่อน

ครับ ต้องกลับไปพิจารณาตรวจลักษณะของผู้กล่าวหาตามข้อ 4 (8)ก. ก็พบว่า ลักษณะ 1 บทนิยาม ข้อ 4 (8) "ผู้กล่าวหา" หมายถึงผู้บอกกล่าวการกระทำความผิด ของพระภิกษุ ต่อพระภิกษุผู้พิจารณา โดยที่ตนมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรือมิได้เป็นผู้เสียหาย และประกอบด้วยคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

ก.เป็นพระภิกษุปกตัตตะหรือสามเณร ซึ่งถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ และมีสังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง

เมื่อทราบแล้วว่า นิยามข้อ 4 (8)ก. มีคุณลักษณะอย่างไร ก็หลับตานึกถึงภาพคนแก่สองคน หรือคฤหัสถ์ที่ฟ้องร้องพระนั้น ย่อมขัดต่อหลักการดังกล่าวอย่างแจ่มชัดที่สุดแล้ว

ทีนี้ต้องกลับไปดูข้อ 15 (2) ระบุไว้อย่างนี่ครับ ถ้าปรากฏว่า ผู้กล่าวหาหรือคำกล่าวหานั้น บกพร่องจากลักษณะดังกล่าวในวรรคต้น ให้สั่งไม่รับคำกล่าวหานั้น โดยระบุข้อบกพร่อง ไว้ในคำสั่งและแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบ แต่ถ้าเป็นกรณีความผิดครุกาบัติ ให้สั่งไม่รับคำกล่าวหานั้น โดยความเห็นชอบของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ตามที่กำหนดไว้ในลักษณะ 2 แล้วแต่กรณี คำสั่งไม่รับคำกล่าวหา ดังกล่าวนั้น ให้เป็นอันถึงที่สุด 

ท่านเจ้าคุณพระสุเมธาภรณ์ จึงทำหนังสือชี้แจงต่อ มาณพ และสมพร แต่ปรากฏว่า ทั้งสองคน ไม่ยอมลงนามเซ็นชื่อรับทราบ เป็นการไม่เคารพกฎเกณฑ์ที่มนุษย์พึงปฏิบัติ ซ้ำยังออกอาการขี้แพ้ชวนตี กล่าวจ้วงจาบพระเถระที่ทำหน้าที่พิจารณาชั้นต้น เสีย ๆ หาย ๆ

วานนี้ เห็นว่า รมต.วิชัยน็อตหลุด ออกมาก่นด่าวงการสงฆ์ว่า มีเจ้าพ่อ ปราบยากปราบเย็น ยิ่งกว่าเจ้าพ่อมือปืนมาเฟียทางโลกเสียอีก

แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงก้นบึ้ง วิสัยทัศน์ของคนเป็นรมต. แล้วว่า มีมากน้อยเพียงใด เหมาะสมเป็นผู้นำบ้านเมืองนำพาทางสว่างไสวให้ประเทศชาติหรือไม่

เรื่องนี้ วิชัย ตันศิริ ควรกลับไปเก็บตำหรับตำรา ต้มน้ำกินแก้หง่าวเสียเถอะ เพี้ยนกันใหญ่แล้ว ไอ้ที่บอกว่า เจ้าพ่อทางโลกปราบง่ายๆ ก็เห็นส่งมือปืนออกมายิงกระหน่ำ เหมือน หนังบู๊ล้างผลาญ น้องชายของคนเป็นรองประธาน ยังนอนอยู่ในห้องไอซียู

ก็เกมการเมืองของคนโสโครกทั้งนั้น จะมาปากดีว่า ปราบง่ายกว่าเจ้าพ่อวงการสงฆ์ได้อย่างไร ขี้หกทั้งเพ

การเมืองกับการศาสนา แยกกันไม่ออกแล้วล่ะครับ เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ จึงมีการรบราฆ่าฟันกันอย่างที่เห็นๆ ก็ล้วนแต่เกิดจากพวกจิตต่ำทราม ไร้ศีลธรรมทั้งสิ้น ส่วนศาสนาเน้นหนักคุณธรรม โดยเฉพาะพุทธ มันจึงเป็นเส้นขนานที่ไม่อาจไปด้วยกันได้

แต่ก็อย่าคิดว่า พวกมารจะยิ่งใหญ่เถลิงอำนาจชนิดผูกขาด จนฝ่ายธรรมะไล่ล่าไม่ทัน ก็ดูซิครับ สมศักดิ์ บ้านหัวหน้าพรรค ที่ท่านสังกัด สุพรรณบุรี กรณี สว. ย่อมเป็นบทพิสูจน์ แล้วว่า วินาทีนี้ร้องแรง แรงร้อนเพียงใด สำหรับการต่อสู้ระหว่างน้ำเน่ากับน้ำดี

โซตัส


[หน้าหลัก][วิวาทะ][พิเศษ]

1