ปีที่ 3 ฉบับที่ 974 ประจำวันพุธที่ 15 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
เหตุใดจึงปลดพระพรหมโมลีปุจฉาที่ไร้คำตอบ ณ วัดยานนาวา
"วิชัย ตันศิริ"
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แห่งพรรคประชาธิปัตย์
ออกมากระแอมว่า หลังวันที่ 20 มีนาคม 2543
ประชาชนจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง
ภายใน วัดพระธรรมกาย
การออกมาแสดงความเห็นดังกล่าวของ "วิชัย" สอดรับตรงกับวันที่คณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ แห่งวัดชนะสงคราม พยายามอย่างยิ่งที่จะรื้อฟื้นคดีของ "มาณพ พลไพรินทร์" และสมพร เทพสิทธา สองคฤหัสถ์ ที่กล่าวหาพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว แห่งวัดพระธรรมกาย หลังจากคณะผู้พิจารณาชั้นต้น อันประกอบด้วย พระพรหมโมลี พระเทพสุธี และพระสุเมธาภรณ์ มีความเห็นว่า คฤหัสถ์ไม่สามารถเป็นโจทก์ฟ้องพระภิกษุได้ตามกฎมหาเถรสมาคม จึงวินิจฉัย "ยกฟ้อง" และให้ถือว่า คดีดังกล่าว ถึงที่สุดแล้ว ไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาได้อีก
ความเห็นของคณะผู้พิจารณาต้น ซึ่งประกอบไปด้วยพระภิกษุทั้งสามรูป สร้างความคับข้องใจให้กับบรรดาสื่อมวลชน ที่ตั้งป้อมถล่มวัดพระธรรมกายนับแรมปี อีกทั้งสงฆ์บางกลุ่ม และนักการเมืองเมือง ข้าราชการประจำ ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ความรู้สึกดังกล่าว นำมาซึ่งความพยายามถอดถอนพระพรหมโมลี พ้นจาก ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 โดยกรมการศาสนาอ้างว่า เป็นมติของมหาเถรสมาคม
อย่างไรก็ดี จากการสืบทราบพบว่า มส.ไม่ได้มีมติเป็นเกี่ยวกับการปลดพระพรหมโมลีแต่อย่างใด หากแต่เป็นความพยายามของพระเถระในมส.บางรูปเท่านั้น และแน่นอน เมื่อ เสียงมส.ไม่เป็นเอกฉันท์ นั่นย่อมเรียกเป็นมติมส.มิได้ ทว่าการรวบหัวรวบหาง หลายฝ่ายวิตกว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องชอบด้วยกฎหมาย กฎมส. และพระธรรมวินัย
ตรงข้ามฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะรมต.ศึกษาฯ และข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้อง กลับไม่ได้มองอย่างนั้น หากแต่ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจ ไปตามค่าคะแนนนิยมของกระแส
สัปดาห์ก่อน วัดสามพระยาได้จัดสัมมนาเจ้าอาวาสทั่วประเทศกว่า 200 รูป มีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธาน บรรยากาศในการสัมมนา นอกจากจะเป็นการ เพาะบ่ม ความรู้ให้กับเจ้าอาวาสแล้ว ยังมีการหยิบยกความรู้ว่าด้วย กรณีนิคหกรรมขึ้นมาศึกษา โดยพระเทพสุธีระบุว่า นิคหกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน พระภิกษุจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ แม้ว่า จะมีกฎระเบียบตราอยู่ในกฎมส. ก็ตาม แต่ถือว่านิคหกรรมเป็นของใหม่ ที่พระจะต้องศึกษา เพราะไม่เคยมีการเรียกร้องนิคหกรรม เหมือนเช่นกรณีธรรมกายมาก่อน
มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับพระพรหมโมลีที่ถูกปลด ในฐานะเป็นประธานผู้พิจารณาชั้นต้น ในกระบวนการนิคหกรรม แต่ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ แม้แต่ สมเด็จ พระมหาธีราจารย์ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญ ในการสั่งปลดพระพรหมโมลี ก็ยังไม่สามารถชี้แจงเหตุผลใดๆ กับหมู่สงฆ์ได้ จะไม่ให้หมู่สงฆ์ท่านสงสัยได้อย่างไร ในเมื่อคณะผู้พิจารณา ชั้นต้น ประกอบไปด้วยพระพรหมโมลี เป็นประธาน พระเทพสุธี เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะภาค และมีพระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ร่วมพิจารณาอยู่ด้วย
พระเถระทั้งสามรูปลงนามเป็นหลักฐาน ต่อคำวินิจฉัยว่า คฤหัสถ์ไม่สามารถเป็นโจทก์ฟ้องพระได้ตามกฎมหาเถรสมาคม มีความเห็น "ยกฟ้อง" และให้คดีถึงที่สุดทั้งสามรูป แต่ไปๆ มาๆ พระผู้ใหญ่กลับเพ่งเล็งเอาผิด สั่งปลดกลางอากาศ ท่านเจ้าคุณพระพรหมโมลี แต่เพียงรูปเดียว ส่วนอีกสองรูป ซึ่งนั่งอยู่ในคณะผู้พิจารณาชั้นต้นด้วยนั้น กลับไม่ต้อง ความผิดใดทั้งสิ้น
ก็ไม่ทราบว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์ มีบรรทัดฐานในการวินิจฉัย กรณีดังกล่าวอย่างไร ครั่นหมู่สงฆ์คับข้องใจสอบถาม ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ก็ไม่สามารถ ชี้แจงแถลงไขได้ เมื่อกระบวนการบิดเบี้ยวกันอย่างนี้ จะไม่ให้ตาชั่งมันเอียงกระเท่เร่ได้อย่างไรกัน?
ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่า เมื่อถึงวัดนัดหมายให้พระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ไปรับฟังข้อกล่าวหาของคฤหัสถ์ทั้งสอง ต่อพระสุเมธาภรณ์ เรื่องราวจะสับสนวุ่นวายกันอย่างไร ควรค่าที่จะไปชี้แจงต่อกระบวนการบิดเบี้ยวนั้นหรือไม่ ? ที่สำคัญ หากไม่ไปท่านก็ดำเนินการปลดกลางอากาศ ลุยธรรมลุยถั่วกัน อย่างกรณีพระพรหมโมลี คงไม่ใช่เรื่องที่ ง่ายดาย เหมือนอย่างที่ฝ่ายการเมืองวิเคราะห์ไว้แน่ โดยเฉพาะคำกล่าวหา ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องบ้องตื้น ฟังไม่เข้าท่าเอาเสียแล้ว
อ้าวไม่เชื่อลองพิจารณาดูกันเถอะครับชาวพุทธ "พระธัมมชโยสอนผิดเพี้ยนว่า พระนิพพานเป็นอัตตา"
ผมมีคำถามว่า แล้วจะให้พระนิพพานเป็นอะไร อนัตตาหรือครับ ไร้แก่นสารไม่มีตัวตน กระนั้นหรือ ผมคนหนึ่งทำใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้ พระนิพพานจะไปเป็นอนัตตาได้อย่างไร ในเมื่อเป็นของเที่ยง จะกลับไปอยู่ในไตรลักษณ์ได้อย่างไร ที่เนี้ยต้องกลับไปถามรมต.เต้าหู้ยี้กันดูว่า มีภูมิรู้ภูมิธรรมเกี่ยวกับพระนิพพานเพียงใด
แม้แต่พระผู้พิจารณาที่ทำหน้าที่ชักเข้าชักออก เต้นตามกระแสดนตรีการเมือง ท่านเจริญไตรสิกขาถึงพระนิพพานหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่งนัก ต่อภาพการที่ว่า หัวโล้นอยากรำ หัวดำอยากไหว้
โซตัส