ปีที่ 3 ฉบับที่ 973 ประจำวันอังคารที่ 14 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543

วิวาทะ

เมื่อฝ่ายการเมืองรังแกพระพุทธศาสนา

วันนี้ผมมีโอกาสเดินทางไปกราบนมัสการครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านเป็นพระผู้เถระที่มีเมตตา หลายรูปด้วยกัน หลังจากที่ผมสึกหาลาเพศออกมาทำงานหนังสือพิมพ์ ก็รู้ตัวว่า กลาย เป็นคนห่างวัดห่างวาไปเสียแล้ว แต่ยังมีสติเพียงพอ ที่จะไม่เป็นผู้ทรยศต่อพระพุทธศาสนา เฉกเช่นเดียวกับนักเปรียญประโยคสูงสุด ที่หลบพ้นจากกำแพงวัด ตั้งตัวเองเป็น "ศาสดา" ชี้นำพระสั่งซ้ายหัน ขวาหัน มือขวาถือแก้วเมรัย มือซ้ายชี้หน้าด่าพระ หนักกว่านั้นก็เว้าถึงเรื่องพระนิพพานต้องเป็นอนัตตา

ใครกันล่ะครับที่สร้างความแตกแยกให้กับหมู่สงฆ์ ใครกันล่ะครับที่คอยยุแหย่ให้สงฆ์ท่านมีอคติต่อกัน ก็หน้าเดิมๆ ทั้งสื่อทีวีก็มีอยู่ไม่กี่รายการ หนังสือพิมพ์ ก็นับหัวได้ คนที่ออกมา ชี้นำสงฆ์ ก็ล้วนแล้วแต่ทรยศต่อพระศาสนามาด้วยกันทั้งสิ้น พูดจาเป็นต่อยหอย เก่งข้ออรรถข้อธรรม (ในตำรา) เพียงแต่มีพรสวรรค์แค่นักท่องจำ ยิ่งพูดถึงเรื่องพระนิพพานแล้ว คนเหล่านี้ "ทุมมังกุ" ยิ่งกว่าใคร

นิพพานวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ สูญเปล่า ไม่มีตัวไม่ตน

ผมก็ต้องทำใจเชื่อท่านมหาบัณฑิตว่า ท่านเห็นนิพพานเป็นของสูญเปล่า ไม่มีตัวไม่มีตัว มิน่าเล่าถึงได้สละจีวร หันมาใส่กางเกงมีลูกมีเมียเป็นอัตตาล้วน ๆ จับต้องได้กันทั่วหน้า

ผู้สันทัดกรณีอย่าง "เสฐียรพงษ์ วรรณปก" สำเหนียกเรื่องนี้กว่าใคร ทั้งอัตตา-อนัตตา แต่ไม่รู้ว่าพี่มหาแก "อัด" อีท่าไหน จึงออกอาการเป๋ไปก็เป๋มา

ก็อาการอาการเป๋ไปเป๋มาของทีมที่ปรึกษาของ "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอย่างนี้ไงเล่า การดำเนินการเกี่ยวกับงาน ด้านพระพุทธศาสนา ของท่านรมต.ตือ จึงปรากฏเป็นความล้มเหลวไม่เป็นท่าอย่างนี้ 

แค่เลือกบุคลากรมาร่วมงาน ก็คว้าน้ำเหลวตั้งแต่อยู่ในมุ่งเสียแล้ว อย่างนี้ยังจะอาจหาญคิดการใหญ่อีกหรือ แต่อย่างว่า หัวหน้าพรรค "บรรหาร ศิลปอาชา" ก็อย่างนั้น แล้วจะให้เด็กวานซืนอย่างสมศักดิ์เป็นอย่างไร 

คนดีๆ อย่าง "ปราโมทย์ ไม้กลัด" พรรคชาติไทยยังบอกว่าไม่ได้เรื่อง เตะโด่งพ้นจากวงโคจร เพราะท่านรับประทานเขื่อนและงบมิยาซาว่าไม่เป็น นี่แหละผลงานโด่ดเด่นของ พรรคชาติไทย

ถึงวินาทีนี้ กำลังขยับทำงานด้านพระศาสนาอะไรจะเกิดขึ้นอีกล่ะนับแต่นี้ ?

ส.ว.สุพรรณบรี กลายเป็นเรื่องเหม็นประณามนักการเมืองเจ้าถิ่น เมื่อ พ.ต.อ.ปรีดี เจริญศิลป์ ประกาศเป็นไม้เบื่อไม้เมาล้างวัฒนธรรมทางการเมือง ชนิดผูกขาดของ "บรรหาร" จนถูกมองสุพรรณบุรี กลายเป็นบรรหารบุรีไปฉิบ

โลกนี้ไม่เที่ยงหนอ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไงล่ะ ฯพณฯบรรหารเข้าใจไหม ยิ่งแก้ยิ่งพัน ยิ่งพูดยิ่งพลาด พี่น้องยังอยู่ร่วมกันไม่ได้ แล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปบริหารบ้านเมือง

ข่าวแว่วมาว่า ผู้ใหญ่บ้านที่สุพรรณฯ ออกมายืนยันว่า "บรรหาร" แอบหนุนหลังเด็กลงส.ว.3 คน แต่หลุดเป้าเข้ามาแค่อันดับบ๊วย ซ้ำฯพณฯ ผู้กลัวปากแห้ง ยังพูดจาข่มขู่ หมิ่นหยามน้ำใจชาวสุพรรณด้วยว่า หากไม่เลือกเด็กอั๊ว จะขุดรื้อพังถนนในหมู่บ้านเสียให้หมด

อ้าวอย่างนี้มันไม่แฟร์นี่หว่า สร้างกับมือจะลบด้วยเท้ากันเชียวหรือ ??? 

อวิชชา คือความไม่รู้ ผมเชื่อว่า...ฯพณฯบรรหาร คนดีเมืองสุพรรณฯ คงไม่ทำเรื่องอัปรีย์อย่างนี้แน่ เพราะผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น คือบุคคลที่ไร้สมอง ไม่มีความคิดอ่าน หากขึ้นเป็น ใหญ่เป็นโตวันใด ก็อีรังแต่จะทำให้บ้านเมืองฉิบ....เท่านั้น

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องหนักแน่น อย่าเห็นแก่คำว่า "อุปถัมภ์" เพราะมันจะทำให้ระบบของประชาธิปไตยเสียหาย ที่ผมเป็นห่วงอยู่ก็ตรงบทบาทของท่านผู้ว่าฯ
ที่ออกมา เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ ฟ้องร้องกกต. ดูแล้วทะแม่งๆ อย่างไรชอบกลต่อบทบาทของข้าราชการประจำ จะขยันซื่อสัตย์ คงไม่มีใครไปว่าอะไรได้ แต่หากเป็นการตวัดลิ้น เลียไม่เลือก ที่ระวังความหายนะจะมาเยือนโดยเร็ววัน

พูดเรื่องการเมืองชั่วโมงนี้ กำลังส่อแสดงให้เห็นว่า นักการเมืองทั้งหลายตกอยู่ในอาการ "ขี้ขึ้นสมอง" เพราะกลัวส.ว.เลือดใหม่ ที่ปฏิเสธเงินบาปของนักการเมืองชั่ว หลุดรอดเข้ามาใน สภาฯ นั้นหมายถึง 6 ปี นักเลือกตั้งทั้งหลายจะอยู่อย่างเป็นสุขมิได้แน่

ขอวกกลับมาพูดถึงอุณหภูมิทางพระศาสนาบ้าง โดยเฉพาะการรื้อคดีเพื่อนิคหกรรมพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ก็ได้คุยกับพระเถระท่านมาหลายรูป ต่างมีทิศทาง ไปในแนว เดียวกัน

วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ กรมการศาสนา ต่างเฝ้ารอคำตอบว่าวันที่ 20 มีนาคมนี้ พระทั้งสองรูปจะไปรับฟังข้อกล่าวหาหรือไม่ ?

ไป หรือไม่ไป ไม่ใช่สาระสำคัญ ที่จะต้อง มาโยนหัวโยนก้อยให้เสียเวลา

ถ้าไม่ไป เพราะอะไร ก็ต้องมีเหตุผล และมองอนาคตไว้ด้วยว่าอะไรจะเกิดขึ้น !

หากไป ก็ต้องไปอย่างคนมีของ ไม่ใช่ไปเพราะคำสั่งของฝ่ายการเมือง หรือกระแส คนมีของจะไปที่ไหนย่อมสามารถหลุดพ้นจากพงหนามได้เสมอ

โซตัส


[หน้าหลัก][หน้า1][โซตัส][พิเศษ1]

1