ปีที่ 3 ฉบับที่ 970 ประจำวันเสาร์ที่ 11 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
เหตุที่พระบรมศาสดา ประทานการบวชให้พระเทวทัต
ครูที่สอนนักเรียนมาตลอดชีวิต มีลูกศิษย์เรือนหมื่น แต่จำได้ไม่กี่คน ลูกศิษย์ที่จำได้มักจะมี 2 ประเภท คือประเภทเกียรตินิยม กับพวกหัวโจก
ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน หากได้ศึกษาพระไตรปิฎกจะพบว่า พระสาวกที่พุทธบริษัทคุ้นเคยคือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะเป็นพระอัครมหาสาวก เป็นเสมือน ทหารเอกคู่ใจของพระบรมศาสดา
ส่วนอีกด้านหนึ่งคือพระเทวทัต สุดยอดของภิกษุในทางทำลายพระศาสดา ถึงขนาดลงมือประทุษร้ายพระองค์ด้วยตนเอง และยุยงคณะสงฆ์ให้แตกแยกกัน
ความผูกเวรของพระเทวทัตที่มีต่อพระศาสดาเป็นเรื่องที่มีบันทึกไว้ใพระไตรปิฎก (อรรถกถา) ว่าในอดีตกาล ในกัปที่ 5
ย้อนไปจากภัทรกัปนี้ (กัปหมายถึงช่วงระยะเวลาที่โลก
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วประลัยไปเป็นหมอกเพลิงอีกครั้งหนึ่ง
ช่วงระยะเวลาอันยาวนานนี้อุปมาเหมือนมีภูเขาหินแท่งทึบกว้าง ยาว สูง ด้านละ 1 โยชน์ ทุก 100 ปี
มีผ้าเนื้อละเอียด อย่างดี
มาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวกว่านั้นอีก
ส่วนภัทรกัปเป็นชื่อเรียกกัปที่มีพระสัมมาสัทพุทธเจ้ามาตรัสรู้ธรรมถึง 5
พระองค์ ในบางกัปอาจจะ
ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาตรัสรู้เลย เรียกว่าสูญกัป
ส่วนในบางกัปมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 1 พระองค์บ้าง 2 พระองค์บ้าง
แต่ไม่เกิน 5 พระองค์
ในกัปที่เราอยู่นี้เป็นกัป
ที่เจริญ ที่สุด มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์คือ
พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสมณโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า)
ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าเร่ชื่อเสรีวะ ในแคว้นเสรีวรัฏ
มีพ่อค้าเจ้าเล่ห์อีกคนหนึ่งร่วมเดินทางข้ามแม่น้ำไปเมืองอิฏฐปุระเพื่อไปขายสินค้า เมื่อถึงเมืองแล้ว
พ่อค้าทั้งสอง
ก็แยกกันเดินไปเร่ขายสินค้า
พ่อค้าเจ้าเล่ห์ถือเครื่องประดับร้องขายไปถึงประตูเรือนของเศรษฐีตกยากตระกูลหนึ่ง
หลานสาวในเรือนนั้นเห็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์แล้วจึงบอกกับยายให้ซื้อเครื่องประดับให้ตน
ยายตอบว่าเดี๋ยวนี้เราเป็นคนจนจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ หลานจึงบอกว่าเรามีถาดอยู่ใบหนึ่ง
ถาดนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้ว
ยายจึงเรียกพ่อค้าเจ้าเล่ห์นั้นมา
นำถาดให้พ่อค้าดูเพื่อขอแลกกับเครื่องประดับ
พ่อค้าจับถาดพิจารณาดูแล้วรู้ว่าเป็นถาดทองคำ (โดยพลิกถาดแล้วเอาเข็มขีดที่หลังถาดดู จึงรู้ว่าเป็นถาดทองคำ)
ก็คิดว่าจะเอาถาดทองคำไปแต่จะไม่ให้เครื่องประดับ
จึงพูด
ลวงว่าถาดนี้มีราคาไม่ถึงครึ่งมาสก แล้วโยนถาดไปที่พื้นเดินจากไป
พ่อค้าเสรีวะเที่ยวเดินขายสินค้าจนมาถึงบ้านหลังนี้ หลานสาวก็ร้องขอกับยายเช่นเดิม
ยายจึงเรียกพ่อค้าเสรีวะเข้าไปที่ในบ้าน นำถาดมาให้ดูเพื่อขอแลกกับเครื่องประดับ
พระโพธิสัตว์รับถาดมาดูก็รู้ว่าเป็นถาดทองคำ จึงบอกกับยายว่า ถาดนี้มีค่าเรือนแสน
สินค้าที่ติดตัวมาทั้งหมดรวมกันแล้วยังไม่เท่ากับราคาถาดทองคำนี้เลย
ยายจึงเล่าว่า พ่อค้าคนก่อนมาเจอถาดนี้ บอกว่าราคาถาดไม่ถึงครึ่งมาสกเลย
โยนถาดทิ้งต่อหน้าด้วย ถ้าถาดใบนี้เป็นถาดทองคำ ก็เป็นบุญของท่าน
เราให้ถาดใบนี้แก่ท่าน ท่านจะให้อะไรแก่เรา
พระโพธิสัตว์นำเงิน 500 กหาปนะ และสินค้าทั้งหมดมูลค่า 500 กหาปนะให้กับยายและหลาน ตนขอตาชั่งติดตัวไว้หากินกับเงิน 8
กหาปนะ เป็นค่าใช้จ่าย ใน
การเดินทางกลับบ้านเท่านั้น แล้วถือเอาถาดทองคำนั้นจากไป
ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์หวนกลับมาในภายหลัง มาหายายแล้วขอถาดทองคำ บอกว่าจะให้เครื่องประดับบางอย่าง ยายได้ฟังจึงตอบกลับว่า ท่านตีราคาถาดทองคำ มีค่านับแสน เหลือไม่ถึงครึ่งมาสก แต่พ่อค้าเสรีวะให้ทรัพย์ 1,000 กหาปนะตอบแทน เอาถาดทองคำไปแล้ว
พ่อค้าเจ้าเล่ห์ได้ฟังก็เกิดความโศกอย่างหนัก จนสลบ
พอฟื้นขึ้นก็ทิ้งเงิน สินค้า ทิ้งผ้านุ่งผ้าห่ม
ถือคันชั่งเสมือนอาวุธติดตามพระโพธิสัตว์ไปตามรอยเท้า
เมื่อไปถึงฝั่งแม่น้ำเห็นพระโพธิสัตว์อยู่บนเรือที่เพิ่งออกจากฝั่ง จึงตะโกนเรียกให้นายเรือหันหัวเรือกลับมา
พระโพธิสัตว์ก็ห้ามนายเรือ ให้พายต่อไปไม่ต้องกลับไปรับ
พ่อค้าเจ้าเล่ห์โกรธจัดร้อนรนจนเลือดพุ่งออกจากปาก ผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์ หัวใจแตกตายในที่นั้นเอง
พระศาสดาตรัสสรุปชาดกว่า
พ่อค้าเจ้าเล่ห์ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัตในครั้งนี้ พ่อค้าเสรีวะในครั้งนั้นได้มาเป็นพระตถาคตในครั้งนี้
โบราณจารย์กล่าวไว้ว่านี้เป็นชาติแรกที่พระเทวทัตผูกอาฆาตจองเวรพระบรมศาสดา
ต่อมาเมื่อทั้งสองเกิดมาพบกันในชาติใด
พระเทวทัตเป็นต้องตามจองเวร ประทุษร้ายพระโพธิสัตว์แต่เพียงฝ่ายเดียวทุกครั้งไป สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง
แม้พระโพธิสัตว์จะถูกประทุษร้ายจนสิ้นชีวิต ก็มิได้ผูกพยาบาทต่อพระเทวทัตเพราะถือว่าเป็นการเพิ่มพูนขันติบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี และบารมีทั้ง 30 ทัศ อย่างยิ่งยวด (มิเช่นนั้นจะเป็นการผูกเวรมากยิ่งขึ้น ทั้งจะเป็นการขัดขวางการบรรลุสัพพัญญุตญาณของพระองค์ด้วย)
ในสมัยพุทธกาลเมื่อ 2,500 กว่าปีที่ผ่านมา พระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ส่วนพระเทวทัตมาเกิดในตระกูลกษัตริย์ เป็นพระราชโอรส ของพระเจ้าสุปปพุทธะ
เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชเมื่อพระชนมายุ 29 ปี บำเพ็ญเพียรอยู่ 6 ปีจึงตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมแล้ว พระราชโอรสในแคว้นต่างๆ ตามเสด็จออกบวชกันมากมาย พระราชโอรสในศากยตระกูลทั้ง 6 พระองค์คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และเทวทัตจึงเสด็จออกบวชตาม
พระราชโอรสทั้ง 6
ออกบวชไม่นานพระภัททิยะ
พระอนุรุทธะ พระภคุ และพระกิมพิละ
ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอานนท์ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ส่วนพระเทวทัตได้บรรลุฤทธิ์
ของปุถุชน (โลกิยฌาน)
ต่อมาพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ลาภและสักการะเกิดขึ้นเป็นอันมาก มหาชนทั้งหลายถือปัจจัย 4
เข้าไปในวัด ถามหาพระศาสดา ถามหาพระสารีบุตร
ถามหา พระมหาโมคคัลลานะ ถามหาพระอานนท์ว่าอยู่ที่ไหน
แต่ไม่มีแม้สักคนเดียวที่ถามหาพระเทวทัต
ด้วยอำนาจความริษยา พระเทวทัตจึงมาพิจารณาว่าเราก็ออกบวชพร้อมกับพระราชโอรสองค์อื่นๆ ทั้งเป็นบรรพชิตและออกบวชจากตระกูลกษัตริย์เหมือนกัน
ทำไมมหาชน ไม่มาหาเรา ทำไมไม่มีใครเอ่ยถึงเราเลย
จึงคิดว่าจะคบหากับใครที่จะทำให้เกิดลาภ สักการะ
พิจารณาเห็นอชาตศัตรูกุมาร
พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
ยังเป็นวัยรุ่น ไม่รู้คุณ
และโทษของคน ยังอ่อนต่อโลก
พระเทวทัตจึงเข้าไปเนรมิตตนเป็นกุมาร พันอสรพิษ 4 ตัวที่มือและเท้า
ลอยอยู่ในอากาศแล้วลงมานั่งอยู่บนพระเพลา (ตัก)
ของอชาตศัตรูกุมาร อชาตศัตรูกุมารทรงกลัว
พระเทวทัตจึงเนรมิตกายดังเดิมยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของอชาตศัตรูกุมาร ยังความเลื่อมใส
ศรัทธาและลาภ สักการะให้เกิดขึ้น
เมื่อพระเทวทัตมีผู้สนับสนุนแล้ว
จึงเกิดความคิดลามกปรารถนาจะปกครองคณะสงฆ์
เมื่อจิตขุ่นมัวด้วยอกุศลจึงเสื่อมจากฤทธิ์
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา
ท่ามกลางพุทธบริษัท
ขณะพระองค์กำลังแสดงธรรม กราบทูลพระองค์ว่า ขณะนี้พระศาสดาชราภาพมากแล้ว
ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด หม่อมฉันจะปกครองคณะสงฆ์แทน
พระองค์โปรด
มอบคณะสงฆ์แก่หม่อมฉันเถิด
พระศาสดาทรงตักเตือนห้ามพระเทวทัต
พระเทวทัตไม่พอใจ จึงผูกอาฆาตในพระศาสดาแล้วหลีกไป
ต่อมาพระเทวทัตได้ยุยงอชาตศัตรูจนกระทั่งทำปิตุฆาต
คือฆ่าพระราชบิดาแล้วเสด็จขึ้นครองราชย์
จากนั้นพระองค์ก็สั่งราชบุรุษให้ไปลอบฆ่าพระศาสดา
ราชบุรุษนั้น กลับได้ ฟังธรรม
และบรรลุโสดาปัตติผลกลับไป
พระเทวทัตจึงขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ กลิ้งก้อนหินหวังปลงพระชนม์พระศาสดา
แต่ทำได้แค่ยังห้อพระโลหิตให้เกิดขึ้นที่พระบาท (เป็นห้อเลือด
เพราะถูกเศษหิน กระเด็นมาถูก
พระบาท)
ต่อมาพระเทวทัตก็เข้าไปหานายควาญช้าง ปล่อยช้างนาฬาคิรีมาประทุษร้ายพระศาสดาแต่ก็ไม่สำเร็จ
เมื่อความชั่วของพระเทวทัต
และพระเจ้าอชาตศัตรูเลื่องลือในหมู่ชน มหาชนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น
พระเจ้าอชาตศัตรูทรงระแวง
จะเกิดจลาจล
จึงงดการอุปัฏฐาก พระเทวทัต
พระเทวทัตมาเข้าเฝ้าพระศาสดาทูลขอข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุ 5 ประการคือ
1.ให้ภิกษุอยู่ป่าตลอดชีวิต
2.ให้ภิกษุอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต
3.ให้ภิกษุใช้แต่ผ้าบังสุกุลจีวรตลอดชีวิต
(ผ้าที่ได้มาจากที่เขาทิ้งแล้ว)
4.ให้ภิกษุฉันแต่อาหารที่บิณฑบาตได้ตลอดชีวิต
5.ให้ภิกษุงดฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต
พระศาสดาไม่ทรงอนุญาต
มีพระบวชใหม่ 500 รูปไม่ทันเล่ห์ของพระเทวทัต เข้าใจผิดคิดว่าพระเทวทัตเคร่งครัดกว่าพระศาสดา จึงแยกตัวจากพระศาสดาไปอยู่กับพระเทวทัต พระเทวทัตได้แยกลง อุโบสถ ทำสังฆเภท (ทำสงฆ์ให้แตกกัน) ในครั้งนั้น
ต่อมาพระศาสดาส่งพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะไปแสดงธรรมโปรดภิกษุทั้ง 500 รูปที่ตามพระเทวทัตไป จนภิกษุทั้ง 500 รูป บรรลุธรรม เหาะกลับมายังวิหารของ พระศาสดา
พระโกกาลิกะผู้อุปัฏฐากพระเทวทัตเกิดขัดใจ จึงเอาเข่ากระแทกที่อกพระเทวทัต จนกระอักโลหิต พระเทวทัตอาพาธเป็นไข้ถึง 9 เดือน
ในช่วงสุดท้ายสำนึกผิดคิดจะเข้าเฝ้าขอขมาพระศาสดา จึงให้พวกสาวกแบกเตียงที่ตัวเองนอนมาเข้าเฝ้า
พอมาถึงสระน้ำหน้าพระเชตวันมหาวิหาร
พวกสาวกจึงวางเตียงลง
เพื่อจะลงไปอาบน้ำ
พระเทวทัตลุกขึ้นพอเท้าแตะพื้นดิน
แผ่นดินแยกออกแล้วสูบพระเทวทัตจมลงตามลำดับ
ตั้งแต่ข้อเท้า หัวเข่า เอว หน้าอก จนถึงคอ ในขณะที่กระดูกคางจรดพื้นดิน
พระเทวทัต
เกิดสำนึกผิดจึงได้ตั้งจิตอธิษฐาน
ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ
เป็นสารถีฝึกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ มีพระลักษณะ (แต่ละอย่าง) เกิดด้วยบุญตั้งร้อย ว่าเป็นที่พึ่ง
ด้วยกระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ
สิ้นคำบูชาแผ่นดินก็สูบพระเทวทัตไปสู่อเวจีมหานรก มีร่างกายสูง 100 โยชน์ (1 โยชน์เท่ากับ 16 กิโลเมตร)
ศีรษะสอดเข้าไปอยู่ในแผ่นเหล็กจนถึงหู เท้าทั้งสองจมอยู่ในแผ่นดินเหล็กลงไปถึงข้อเท้า
หลาวเหล็กขนาดเท่าลำตาลใหญ่ออกจากฝาด้านหลัง
แทงกลางหลัง ทะลุหน้าอก ปักฝา
ด้านหน้า อีกหลาวหนึ่งออกจากฝาด้านขวา
แทงสีข้างขวาทะลุออกสีข้างด้านซ้ายปักฝาด้านซ้าย
อีกหลาวหนึ่ง ออกจากแผ่นข้างบน
แทงกลางกระหม่อม
ทะลุออกเบื้องล่าง
ปักลงสู่แผ่นดินเหล็ก พระเทวทัตถูกตรึงไม่ไหวติงไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก
พระศาสดาตรัสพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาลอีกแสนกัปจากกัปนี้ พระเทวทัตจะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าอัฏฐิสสระ ด้วยบุญที่ได้บำเพ็ญมา และอานิสงส์ที่บูชา พระองค์ ด้วยกระดูกคาง
ต่อมาหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วประมาณ 500 ปี มีพระราชาพระนามว่ามิลินทร์ไปทูลถามพระนาคเสน (พระอรหันต์) ว่า พระศาสดาบวชให้พระเทวทัต พระองค์ทรงเป็น สัพพัญญู คือรู้ทุกอย่าง ทำไมรู้ว่าพระเทวทัตบวชแล้วจะต้องทำสังฆเภท (ทำสงฆ์ให้แตกกัน) เป็นเหตุให้ตกนรก จึงยังบวชให้อีก
พระนาคเสนตอบว่า พระตถาคตเจ้าทรงเล็งเห็นคติของพระเทวทัตด้วยสัพพัญญุตญาณว่า ถ้าพระเทวทัตเป็นคฤหัสถ์ ก็จะทำบาปกรรมแล้วไปตกนรกเกิดเป็นเปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน หลายกัป วิบากกรรมชั่วของพระเทวทัตไม่มีที่สุด แต่เมื่อพระเทวทัตได้บวชในพระพุทธศาสนา จะตกนรกเพียง 1 กัป วิบากกรรมของพระเทวทัตจะถึงที่สุด
พระเจ้ามิลิทนทร์จึงถามต่อว่า พระตถาคตทุบตีพระเทวทัตแล้วทายาให้ ผลักให้ล้มแล้วดึงแขนให้ลุกขึ้น ให้ทุกข์ก่อนแล้วให้สุขภายหลังหรือ
พระนาคเสนตอบว่า ควรอุปมาเหมือนมารดาบิดาเฆี่ยนตีบุตรแล้วทำประโยชน์ให้ภายหลัง
อุปมาหมอผ่าตัดรักษาโรคที่หนักให้ทุเลาลง
อุปมามหาโจร ถูกพระราชา
สั่งตัดศีรษะ
แต่มีผู้ไปทูลให้ตัดแค่มือและเท้าเท่านั้น
เพราะพระมหากรุณาอันไม่มีประมาณของพระศาสดา
ทรงยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระองค์แลกกับการถึงที่สุดแห่งทุกข์ของพระเทวทัต
จึงเป็นเหตุให้พระศาสดา
ประทานการบวชให้พระเทวทัต
พระมหากรุณาของพระบรมศาสดานั้นเหนือความคาดหมายของปุถุชน เหมือนกระแตพยายามเอาหางจุ่มวัดความลึกของมหาสมุทร
ความเนรคุณของพระเทวทัตเพราะอาศัยความริษยานั้นก็เหนือความคาดหมายของบัณฑิตผู้ใจสะอาดบริสุทธิ์ทั้งหลายเช่นกัน
เพราะเหตุใดพระตัวเล็ก ผู้ร่วมบุกเบิกสร้างวัดใหญ่ เมืองปทุมฯ
จึงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาถึงขนาดสละชีวิตออกบวช ใครเป็นผู้ชักนำให้บวช
และใครสนับสนุนจัดการบวชให้
เพราะเหตุใดพระตัวเล็ก ผู้ร่วมบุกเบิกสร้างวัดใหญ่
เมืองปทุมฯ จึงกลับกลายมาเป็นพยานฝ่ายโจทก์ทำลายสมภารวัดใหญ่ เมืองปทุมฯ
ซึ่งเป็นผู้ชักชวนท่านเข้ามาสู่เส้นทางธรรม
ท่านทั้งหลายต้องวินิจฉัยกันเองละครับ
ภาษิตยิวโบราณกล่าวเอาไว้ว่า ศัตรูยิ่งเยอะ แสดงว่าผู้ยอมรับยิ่งมาก แต่ศัตรูของวัดใหญ่ เมืองปทุมฯ นี้กลับเป็นศัตรูที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จของตัวเองแท้ ๆ
โดย โสรัจจะ