ปีที่ 3 ฉบับที่ 963 ประจำวันเสาร์ที่ 4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 |
วันเลือกตั้งวุฒิสมาชิก จะนั่งเป็นเบื้ออยู่ที่บ้านทำไม
วันนี้คือวันเปิดศักราชใหม่ แห่งระบอบประชาธิปไตย วันเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแห่งชาติ อันทรงเกียรติ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เป็นโฉมหน้าใหม่แห่ง
การปกครองแผ่นดิน หลังจากที่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ.2475
ถ้าใครจะถามว่า วันนี้สำคัญอย่างไร ก็เห็นจะต้องย้อนกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์ระทึกใจในตอนเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน ปีพ.ศ.2475 จากบันทึกของ พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้า จุลจักรพงษ์
"ในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน เมื่อรถถัง 2-3 คันแล่นเข้าไปในวังบางขุนพรหม และนายทหารหมู่หนึ่งได้เชิญเสด็จ ทูลกระหม่อมบริพัตร
เมื่อยังทรงเครื่องบรรทมอยู่
ไปยัง พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชวังดุสิต อันเคยมีธงมหาราชชักปลิวอยู่จนวันที่ลดธงลง เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับพักผ่อนในฤดูร้อนที่ตำบลหัวหิน
เมื่อเชิญเสด็จ ทูลกระหม่อมบริพัตร ไปประทับที่นั่นแล้ว ก็มีการไปเชิญเสด็จพระบรมวงศ์ชั้นสูงมาอีกหลายพระองค์ กับทั้งเสนาบดีและนายพลคนสำคัญ ๆ
ของกองทัพบก ที่อยู่ใน
กรุงเทพฯ ยึดพระองค์และยึดตัวไว้เป็นประกัน เผื่อว่า ทางฝ่ายพระเจ้าอยู่หัว จะคิดทำการต่อสู้ ขณะเดียวกันเอง ทางฝ่ายคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ได้จัดการส่งสาร ไป
กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ประทับอยู่ที่พระราชวังใหม่ ณ ตำบลหัวหิน ซึ่งพระราชทานนามว่า "ไกลกังวล"
และสารกราบบังคมทูล หรือ คำขาดที่มีมาถึงพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีข้อความดังนี้
"ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญสมเด็จพระบรมวงศ์เอก มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ
เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ วรพินิจ เป็นต้น ไว้เป็นประกัน
ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้ เป็นการตอบแทน
คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่ง ก็เพื่อจะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น
ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกานับแต่ได้รับหนังสือนี่ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
โดยเลือกเจ้านาย
พระองค์อื่นที่เห็นสมควร ขึ้นเป็นกษัตริย์"
จากนั้น ก็มีการลงชื่อนายทหารผู้ใหญ่ 3 คน คือ พันเอกพระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์
เช้าวันรุ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตอบดังนี้
"ถึง ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ด้วยได้ทราบตามความปรารถนาจะเชิญให้ข้าพเจ้ากลับพระนคร เป็นกษัตริย์อยู่ใต้พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ กับทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อมละมัย ไม่ใช่ขึ้นชื่อได้ว่า จลาจลเสียหายบ้านเมือง
และความจริง ข้าพเจ้าได้คิดอยู่แล้ว ที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คือ มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิด เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาล ให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลง ตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก
ความจริงข้าพเจ้าเองในเวลานี้ ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า มีอาการทุพพลภาพและไม่มีลูกสืบวงศ์สกุล และจะไม่ทนงานไปนานเท่าใดนัก ทั้งไม่มีความปรารถนามักใหญ่ใฝ่สูง ให้เกิดศักดิ์ และความสามารถ ที่จะช่วยพยุงชาติของเรา ให้เจริญเทียมหน้าเขาบ้าง
พูดมานี้เป็นความจริงใจเสมอ (พระบรมนามาภิไธย) ประธาธิปก ป.ร."
ในหนังสือ "เจ้าชีวิต" สยามก่อนยุคประชาธิปไตย ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกเหตุการณ์สำคัญช่วงนี้ว่า
"รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระบรมนามาภิไธยนั้น มีชื่อว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
บัญญัติให้มี รัฐสภาเดียว เรียกว่า สภาผู้แทนราษฎร ส่วนรัฐบาลนั้น เรียกว่า คณะกรรมการราษฎร ส่วนหัวหน้าของรัฐบาลเรียกว่า ประธานคณะกรรมการราษฎร..
.. ต่อมา คณะราษฎรก็ประกาศรายนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่า ส่วนมากเป็นคณะผู้ก่อการเอง หรือข้าราชการที่ออกไปแล้ว ในต้นรัชกาลที่ 7 รัฐบาลสัญญาว่า จะมีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็วที่สุด ... แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มีบทเฉพาะกาลกำหนดไว้ว่า เมื่อราษฎรผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ยังมีการศึกษาไม่จบ
ประถมศึกษามากกว่ากึ่งหนึ่งจำนวนทั้งหมด
และอย่างช้า ต้องไม่เกินสิบปี ราษฎรเลือกผู้แทนมากี่คน กษัตริย์ (ดังเรียกพระเจ้าอยู่หัว) ดังนั้น ก็จะทรงเลือกสมาชิกประเภท 2 อีกเป็นจำนวนเท่ากัน
ซึ่งก็แปลว่า รัฐบาลเลือกนั่นเอง"
วันนี้ นับเป็นเวลากว่า 67 ปีของการเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ประชาชนชาวไทย มีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะเลือกสมาชิกวุฒิสภาด้วยตนเอง ครั้งแรก เพื่อสร้างสภาพี่เลี้ยงคอยควบคุม สอดส่องสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ปล่อยให้รัฐบาลใช้อำนาจเลือกพรรคพวกของตัวเองมาตลอด
หนึ่งเสียงของทุกท่านวันนี้ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เลือกคนดี มีความสามารถ ชาติก็ปลอดภัย ถ้าเลือกได้คนบาปคนชั่ว เลือกโจรเข้าไป ก็จะปล้นหมดชาติหมดแผ่นดิน .. เหมือนเดิม
สิงห์ขาว