ปีที่ 3 ฉบับที่ 959 ประจำวันอังคารที่ 29 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 |
4 มีนาคม วันตัดสินชะตากรรม เมืองไทยน่าอยู่หรืออยู่ในอันตราย
เมืองไทยในยุคอะไรต่ออะไรเพี้ยนสุดขีด วันก่อนผมเข้าวัด ได้ฟังเรื่องราวที่น่าสลดหดหู่ เล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อ ที่วัดทั้งวัด
ต้องกล้ำกลืนต่อการถูกกลั่นแกล้งจาก
ผู้มีอำนาจ
หน้าที่การพยายามจับผิดแม้แต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
เหตุเพราะว่า เป็นวัดพระธรรมกายที่ใครต่อใครรุมเกลียด เพราะโดนอำนาจมืดจากศาสนาอื่นที่ต้องกระทืบวัดนี้ให้พังให้ได้ และซ่อนรูปมาในรูปต่างๆ ด้วยอำนาจเงินตรา ที่หว่านโปรยซื้อได้ทั้งประเทศไทย
และวัดพระธรรมกาย คือก้างขวางคอชิ้นใหญ่ วัดพุทธที่มีผลงานเทียบเคียงได้กับโบสถ์ใหญ่ทั่วโลกของทุกศาสนา วัดพุทธไทยยุคใหม่ที่คนไทยถูกปิดหูปิดตา
เพราะเป็นรายการ
ปิดประตูตีแมว ปิดหูปิดตาคนไทย จนหูหนวกตาบอดด้วยอำนาจสื่ออันรุนแรง
สื่อที่ยอมผิดกฎหมายหมิ่นประมาท กล่าวร้ายป้ายสีอย่างรุนแรง ใส่ความโดยไม่มีความจิง สร้างเรื่องเท็จนับตั้งแต่ เรื่องสีกา เรื่องกรีนการ์ด เรื่องพระเสพยาบ้า
โดยไม่ละอาย ต่อบาป หวังเพียงเพื่อขายหนังสือพิมพ์ฉบับละ 8 บาทยังชีพ
และข้อหาล่าสุด จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่น่าสลดใจที่สุด ถ้าใครได้ยินก็คงไม่เชื่อ
"ข้อหาเรี่ยไรโลหิตโดยไม่ได้รับอนุญาต"
สงสัยวัดพระธรรมกายจะเป็นแดร็กคูล่ายุคใหม่ ที่ขูดรีดแม้กระทั่งโลหิต ที่ตำรวจกองปราบสนใจเป็นกรณีพิเศษ จึงตั้งเป็นข้อหามายัง สน.คลองหลวงให้สอบสวน
เอาความผิด อาญา
เพราะว่า ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา จนถึงปี 2541 มูลนิธิธรรมกาย ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้เชิญชวนชาววัดให้บริจาคโลหิต
เป็นประจำทุกอาทิตย์
ต้นเดือน ปรากฏว่า ได้รับความร่วมมือจากสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมอย่างดียิ่ง
ได้รับปริมาณโลหิตส่งสภากาชาดไทย รวมประมาณ 4 ล้าน 6 แสนซีซี (4,606,800 ซีซี)
กิจกรรมที่ควรจะได้รับการสรรเสริญอย่างยิ่ง เพราะมิได้มีการขูดเลือดเอาไปขาย หรือเอามาใช้ในวัดแต่ประการใด ถ้าเป็นองค์กรอื่น ก็จะได้รับคำยกย่อง เกียรติคุณ
เพราะเป็นไป ตามคำเชิญชวน
เรียกร้องของสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเกียรติ และอยู่ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
แต่สิ่งที่วัดพระธรรมกายได้รับ คือ หมายเรียกให้สอบสวน จากตำรวจว่า เป็นการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่คือ หนึ่งในตัวอย่างข้อหาที่วัดพระธรรมกาย ได้รับล่าสุดวันนี้
ครับ เมืองไทยในยุคที่เพี้ยนสุด ๆ การจ้องจับผิดชนิดเอาเป็นเอาตาย ที่เมื่อวานก่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่ง ที่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ได้ฟังเรื่องถึงกับถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู
อะไรกันนี่ ประเทศไทย เดี๋ยวนี้เพี้ยนกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
ผมก็เลยต้องบอกว่า นี่เป็นแค่แซมเปิ้ลนะครับพี่ ยังมีร้ายกาจกว่านี้อีกเยอะ ที่วัดนี้ได้รับ นึกแล้วแทบไม่อยากเป็นคนไทยยุคนี้เลย ใครจะไม่เจอเข้ากับตัวเองไม่รู้สึกหรอกพี่
ผมเห็นอดีตบิ๊กของจังหวัด ได้แต่ส่ายหน้า ด้วยความหมดหวังที่จะแก้ไข บอกว่า รู้อย่างนี้ ไปพักผ่อนอยู่สบาย ๆ ดีกว่า ไม่รับรู้รับเห็นอะไร เป็นดีที่สุดในยุคนี้
และแสดง ความ
รู้สึกเห็นใจชาววัดอย่างสุดซึ้ง
เพราะตัวอดีตข้าราชการผู้ใหญ่เองท่านนี้ กำลังบ่นด้วยความเหน็ดเหนื่อย และท้อใจกับภาพแห่งความจริงที่ท่านคาดไม่ถึงว่า การเลือกตั้งของไทยจะเลวร้ายถึงขนาดนี้
เมื่อเจอเข้า
กับตัวเองในวันที่ไม่มีตำแหน่งในราชการ
การมองภาพว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้ น่าจะดีกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. น่าจะสูงกว่า มีมรรยาทจริยธรรมมากว่า เพราะบุคคลที่ลงสมัครมีคุณสมบัติสูงกว่า
แต่ตลอดเวลาที่หาเสียงมาเป็นเดือน ใช้คุณความดีที่ประกอบมาตลอดระยะเวลาที่รับราชการ การทำความดีให้คนรักทั้งจังหวัด แต่เมื่อลงเลือกตั้งจริง ๆ คนรักเท่าผืนหนัง คนรับสตางค์เท่าผืนเสื่อ เพิ่งจะรู้ว่า วัฒนธรรมการแจกสตางค์เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องอับอาย
ถ้าไม่ให้นี่สิน่าอาย และจะถูกทวงด้วย จนต้องไปยืนทำใจอยู่พักใหญ่ นึกไม่ถึงว่า ชีวิตจริงจะเลวร้ายถึงขนาดนี้
หนักไปยิ่งกว่านั้น การใส่ร้ายป้ายสี ถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียง โดยคนที่ซื้อเสียงเป็นขบวนการ ก็พยายามออกข่าวใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ให้ตัวดำปึ้ดปื้อ เหมือนกับตัวเอง
เหมือนหมา หางด้วน
ที่พยายามเอากรรไกรไปตัดหางคนอื่นให้ด้วนเหมือนตัวเอง
ต้องคอยแก้ข่าวจนน่าเหนื่อยหน่าย จิตใจหดหู่ แต่เมื่อสู้แล้วก็ถอยไม่ได้ ทำงานเหนื่อยที่สุดในชีวิต ก็ต้องเดินทางหาเสียงเลือกตั้งนี่แหละเพิ่งจะรู้
ครับ การใส่ร้ายป้ายสีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพิ่งจะโดนเข้ากับตัววันนี้ คือ สิ่งที่วัดพระธรรมกายได้รับมาตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เป็นการกล่าวหาผ่านสื่อมวลชนทั้งประเทศ
ชนิด ขึ้น
หน้าหนึ่งทุกวันเป็นเวลาปีกว่า แบบจงเกลียดจงชัง สร้างภาพที่น่าเกลียด น่าสลดหดหู่ เพื่อทำลายพุทธศาสนาให้ย่อยยับ
ตั้งข้อหารายวัน พอหาหลักฐานประกอบไม่ได้ ก็หลบไปเล่นเรื่องอื่น เช่น ตั้งข้อหาเรื่องกรีนการ์ด โดยข้าราชการการเมืองระดับเลขานุการกระทรวง ออกมากล่าวหาเรื่องกรีนการ์ด ทั้งที่เป็นความเท็จทั้งสิ้น การโกหกใส่ความต่อสื่อมวลชนแบบขึ้นหน้าหนึ่ง แต่พอมารู้ทีหลังว่า เป็นความเท็จก็แก้ข่าวตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครอ่าน แล้วก็ยังหน้าด้านอยู่ในสังคม
วันนี้ ข้อหาใหม่ ในจำนวนมากมายที่มีความพยายามที่จะขุดเจาะหาเรื่อง แม้การบริจาคโลหิต เพื่อการกุศลแก่สภากาชาดไทย ก็ยังกลายเป็นเข้าข้อหาเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ครับ เมืองไทยวันนี้ ที่เพี้ยนกันสุดขีด เพราะอำนาจเงินของคนต่างศาสนาที่คิดร้ายต่อประเทศไทยมานาน ที่เหวี่ยงโปรยไปทั่ว แม้ในกรุงเทพ บรรดาคนดังที่ถูกซื้อไปเป็นทาสน้ำเงิน แม้ดังแค่ไหน ตอนนี้ก็เริ่มซื้อเสียงแล้ว เพื่อเอาให้ได้ และขณะนี้แผนใหญ่กำหนดไว้แล้วทั่วประเทศไทย
หลังวันที่ 4 มีนาคมนี้ จะตัดสินได้ว่า เมืองไทยวันนี้จะน่าอยู่ หรือ อัปลักษณ์ อันตรายแค่ไหน
กาขาว