ปีที่ 3 ฉบับที่ 914 ประจำวันศุกร์ที่ 14 เดือนมกราคม พ.ศ. 2543 |
เมื่อกรรมาธิการมีกลิ่น (ปาก) จะเข้าวัดพระธรรมกาย
ก่อนหน้านี้ กรรมาธิการศาสนาฯ ออกรูปแปลกๆ จะเป็นเพราะประธานกรรมาธิการ เป็นมุสลิม ที่ปรึกษาได้รับอิทธพลจากคุณซาไก หรืออย่างไรไม่ทราบได้
บทบาทของ กรรมาธิการ
ผ่านสื่อมวลชน จึงเป็นไปในทางคับแคบ
คับแคบชนิดที่ลืมบทบาทของตนเอง คือการเป็นบุคคลในคณะกรรมาธิการนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับเกียรติสูง มีความรู้ความชำนาญและสนใจในสาขาในคณะที่ตัวเองสังกัด เช่น กรรมาธิการการศาสนา ฯ บุคคลนั้น จะต้องทุ่มเทความสนใจและเวลาเป็นพิเศษ ในด้านนี้
ภาพสังคมที่เรามองตามบทบาทของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายนั้นจะเห็นว่า มันบิดเบี้ยว หรือชวนให้จ้องมองมุมเดียวด้านเดียว จนกลายเป็นว่า
กรรมาธิการ ศาสนา เป็นกระบอกเสียงของสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับวัดพระธรรมกาย ทำตัวเหมือนอย่างกะว่า ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน ไม่สมกับตำแหน่งหน้าที่การเป็น ส.ส.
ซึ่งจะต้อง
เป็นปากเสียงและรักษาผลประโยชน์ของปวงชนชาวไทย ทุกพื้นที่ ไม่เฉพาะเจาะจงเขตหรือจังหวัดที่ตนเองเป็น ส.ส.เท่านั้น
กุเทพลั่นปาก จะเข้าไป (ตรวจสอบ) วัดพระธรรมกาย ในฐานะกรรมาธิการศาสน หลังจากที่เชิญรัฐมนตรีเข้ามาพบแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ เพียงแค่สั่งอธิบดีกรมกรศาสนา เข้าชี้แจงแทน แสดงความผิดหวังเป็นอย่างมาก ต่อมา ก็มีการออกข่าวเชิงขู่พระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งรับผิดชอบกรณีวัดพระธรรมกาย แถมด้วยการตำหนิแรงๆ ว่า พระเถระผู้ทรงศีลนั้น ปกป้องอุ้มชูวัดพระธรรมกาย จนทำให้พระศาสนาเสียหาย เป็นการพูดภาษาเดียวกับสื่อบางฉบับ
ตอนสุดท้ายจึงได้รู้ว่า ก็เข้าอีหรอบเดิม คือ คณะกรรมาธิการยังคงเบ่งกล้ามอวดศักดาว่า ข้าแน่ บังอาจตำหนิพระเถระผู้ทรงศีล 227 ขณะที่ตัวเองศีลห้ายังขาดๆ วิ่นๆ
ภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ในวันนี้ ควรจะทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ถูกผิดว่ากันไปตามเนื้อผ้า แต่นี่กลับฟันธงเปรี้ยงลงไปเสียก่อน
แล้วศักดิ์ศรีหรือบทบาทของ
คณะกรรมาธิการหดหายไปไหนกันหมดแล้ว หากเป็นเช่นนี้ สังคมจะหวังอะไรกับคณะกรรมาธิการชุดนี้
สืบเสาะภูมิหลังของโฆษกคณะกรรมาธิการศาสนาฯ จึงรู้ว่า ครั้งที่เขาบวชเรียนได้พยายามที่จะถล่มวัดพระธรรมกายมาแล้ว ในที่สุดก็แหยง และรามือไป
เพราะค้นหาความผิด ไม่พบ
วันนี้เอาใหม่ เป็นส.ส. เป็นกรรมาธิการศาสนา เท่ากับมีอาญาสิทธิ์อยู่ในมือ จึงแสดงออกมาในทางเกรี้ยวกราด ฟาดดะสำหรับวัดพระธรรมกาย และผู้เกี่ยวข้อง
ไม่เว้นแม้แต่
พระเถระผู้พิจารณาชั้นต้น เช่น พระพรหมโมลี หาว่าอุ้มชูวัดพระธรรมกาย มากกว่าที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา เท่ากับว่า ดูหมิ่นดูแคลนศาลสงฆ์อยู่ในที
กุเทพ ใสกระจ่าง คงจะไม่ลืมวันที่ผ้าเหลืองห่อหุ้มตัว คลานเข่าเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธ เพื่อขอความเป็นธรรม ให้กับพระพิมลธรรมวัดมหาธาตุ ขณะที่สังคมมองว่า พระพิมลธรรม ยังมีราคี ไม่ควรเลื่อนสมณศักดิ์
กุเทพ พูดเองว่า เหรียญมี 2 ด้านเสมอ อย่ามองบุคคลเพียงด้านเดียวว่า เขาเลวหรือเคยถูกกล่าวหามาแล้ว วันนี้ อย่าลืมคำพูดนั้น นำคำพูดและความคิดเก่าๆ
มาใช้กับกรณี วัดพระธรรมกาย สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี
ไปเถอะ เข้าวัดเถอะ แม้กลิ่นปากจะหึ่งด้วยกลิ่นเมรัย สถานภาพครอบครัว มีภรรยาไม่ใช่หนึ่ง ทางวัดเขาไม่ถือสา เพียงแต่พกเอาความเป็น ส.ส.ของปวงชนชาวไทย ทั้งประเทศ เข้าไปสืบเสาะหาความจริงจากวัดพระธรรมกาย ทางวัดจะต้อนรับเต็มที่ เครื่องดื่มอาจขาดเหล้าเบียร์ไปบ้าง คงไม่ว่ากัน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า คณะกรรมาธิการจะพกพาโมหาคติ และโทสาคติ ไปเต็มหัวใจก็ตาม
โซตัส