อัลเคดาคือสัญลักษณ์ของความสะพึงกลัวเช่นเดียวกับที่มาเฟียเป็นสัญลักษณ์ของอาชญากรรม แต่เป้าหมายของอัลเคดาไม่ใช่เงิน แต่เป็นการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ และปลูกฝังความเชื่อ ที่รุนแรงให้ประชาชนทุกหนทุกแห่ง
พวกผู้ก่อการร้ายถือธรรมเนียมปฏิบัติแบบอิสลามที่สุดกู่ซึ่งถูกปฏิเสธจากนักปราชญ์ และนักบวชชาวมุสลิม ขบวนการของคนเหล่านี้ บิดเบือนคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งสอนให้ประชาชนรักสันติสุข ผู้ก่อการร้ายออกคำสั่งให้สังหารชาวคริสเตียนและยิว ชาวอเมริกันทุกคน โดยไม่ต้องแยกแยะระหว่างทหารและพลเรือน รวมทั้งสตรีและเด็ก
คนกลุ่มนี้และผู้นำของกลุ่มที่ชื่อว่าโอซามา บิน ลาดิน มีความสัมพันธ์กับองค์กรอีกมากมายในประเทศต่างๆ รวมทั้งกลุ่มอิสลามจีฮัดในอียิปต์ และขบวนการอิสลามใน อุซเบกิสถาน"
นั่นเป็นคำกล่าวของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ที่กล่าวต่อที่ประชุม สภาคองเกรสและประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมกับการถ่ายทอดสด ออกอากาศไปทั่วโลก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2544
สหรัฐคือเมืองท่าในสายตาปฏิปักษ์
เราไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า การก่อวินาศกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มใด เพราะฝ่ายนิยมความรุนแรงมิได้ประกาศความรับผิดชอบออกมา แม้แต่กลุ่มอัล-เคดาของโอซามา บิน ลาดิน ได้ฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้นำสหรัฐ แต่หากจะมองสภาพแวดล้อมอื่นมาพิจารณา ก็น่าจะพอได้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันบ้าง คือ ราว 20 ปีมาแล้ว นางโอเรียนาฟาลลาชิ จากหนังสือพิมพ์ ไลพ์ ได้สัมภาษณ์ ดร.ฮาบาส หัวหน้าขบวนการฟีดายีน(แปลว่า นักสู้เพื่ออิสรภาพ/ฟีดายีนถูกใช้เป็นชื่อเรียก"หน่วยกล้าตาย"ของกลุ่มหัวรุนแรง)อีกกลุ่มหนึ่ง คือ แนวร่วมประชาธิปไตยประชาชน เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ (The Popula Democratic Front for the Liberation of Palestine:PDLFP) ซึ่งเป็นขบวนการแรกที่จัดตั้งและมีแนวความคิดหัวรุนแรง และได้ตอบคำถามว่า ทำไมจึงต้องโจมตีฝ่ายปฏิปักษ์ในประเทศอื่น และจำแนกมิตรกับศัตรูอย่างไร
ดร.ฮาบาสกล่าวว่า การทำสงครามนั้นมีหลักว่า เราต้องรู้ว่าใครคือข้าศึกศัตรูของเรา ในสงครามครั้งนี้ อิสราเอลไม่ใช่ศัตรูของเราเท่านั้น ศัตรูของเราคืออิสราเอล รวมทั้งขบวนการไซออนนิสต์ ซึ่งคอยควบคุมให้ประเทศต่างๆ สนับสนุนอิสราเอล และรวมทั้งประเทศจักรวรรดิ์นิยมอีกด้วย จึงเจาะจงถึงจักรวรรดินิยมอังกฤษตั้งแต่ ค.ศ. 1918 เป็นต้นมา และจักรวรรดินิยมอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ. 1948 เป็นต้นมา
( NEXT )