หากเผชิญหน้ากับอิสราเอลตัวต่อตัวจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่ต้องต่อสู้กับผู้สนับสนุนอิสราเอล ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง จึงเป็นเรื่องที่ยาก สหรัฐอเมริกาถือเป็นเมืองท่าของศัตรู อเมริกาจึงเป็นศัตรูของเรา
เหตุการณ์เดิมนั้น ฝ่ายปฏิปักษ์อิสราเอลได้จี้เครื่องบินสายการบินอิสราเอล รวมทั้งจี้เครื่องบิน ที ดับเบิ้ลยู เอ ของสหรัฐ รวมทั้งได้วางระเบิดในหลายแห่ง อาทิ เผาร้านค้าในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ดร.ฮาบาส ให้เหตุผลว่า การจี้เครื่องบินสหรัฐ และให้เปลี่ยนเส้นทางไปลงเมืองดามัสกัส(ซีเรีย) เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐอเมริกา ได้ขายเครื่องบินแฟนธอมให้กับอิสราเอล และจี้เครื่องบินอิสราเอลเพราะถือว่า เครื่องบินและเรืออิสราเอล เป็นยุทธปัจจัย เนื่องจากประเทศดังกล่าวติดต่อกับโลกภายนอก โดยไม่ผ่านดินแดนอาหรับได้สองทางเท่านั้น คือ ทางอากาศกับทางเรือ ส่วนการวางระเบิดห้างหรือร้านค้าในลอนดอน ทำไปเพื่อให้โลก หันมาสนใจดูว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้รับรู้ว่า ปัญหาปาเลสไตน์ยังไม่ได้รับการแก้ไข
"ผู้โดยสารสู่อิสราเอลเราไม่รับรองความปลอดภัย เพราะถือว่า เดินทางสู่ดินแดนของเราโดยมิได้รับอนุญาตจากเราก่อน "
ดร.ฮาบาส หนึ่งในปรมาจารย์ด้านแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง มิใช่เป็นมุสลิม แต่เป็นชาวคริสต์(นิกายออธอดอกซ์)ปาเลสไตน์ บุคคลผู้นี้ คือ หนึ่งในสามแสนคนชาวปาเลสไตน์ที่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมไปอยู่ในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นผลพวงจากองค์การสหประชาชาติ มีมติให้อิสราเอลมีเขตแดนของตนเองเมื่อ ค.ศ. 1947 (29 พฤศจิกายน 2490 / มติสหประชาชาติ แบ่งแยกปาเลสไตน์เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นของยิว ส่วนหนึ่งเป็นของปาเลสไตน์และให้แต่ละส่วนตั้งรัฐปกครองตนเอง โดยอังกฤษมีอำนาจปกครองชั่วคราว) ดร.ฮาบาสได้อพยพออกจากเมืองเมื่อชาวยิวได้เข้ามาถึงเมืองลิดดา ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็มเมื่อ ปี ค.ศ. 1967 ขณะนั้นอายุได้ 22 ปีมีอาชีพเป็นนายแพทย์รักษาโรคเด็ก เขาร่วมขบวนการ"ฟีดายีน" และกลุ่มนี้ในอดีตได้ปฏิบัติทางทหารในอิสราเอลราว 85 % และ 50 % ปฏิบัติการโจมตีดินแดนต่างๆ ที่อิสราเอลครอบครอง อย่างไรก็ดีกลุ่มนี้มีสมาชิกและมีบทบาทเป็นอันดับที่สอง รองจากขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ (The Palestine Liberation Organization : PLO)
ย้อนหลังไปเมื่อปี ค.ศ. 1920 ช่วงที่อังกฤษมีอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้ อังกฤษได้ยินยอมให้ ชาวยิวอพยพลี้ภัยมาจากยุโรป มาตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์ รวมกับชาวยิวดั้งเดิมที่อยู่ในดินแดนปาเลสไตน์มาตั้งแต่โบราณ เหตุการณ์อพยพครั้งนั้นทำให้ชาวปาเลสไตน์เริ่มตระหนักถึงจุดมุ่งหมายของชาวยิวว่า จะต้องสถาปนารัฐใหม่ขึ้นมาแน่นอน และชาวยิวมีความเชื่อตามคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเก่า (Old Testament)ว่า ปาเลสไตน์ คือ "ดินแดนแห่งพระสัญญา"(Promised Land) และต่อมาเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวตั้งประเทศได้สำเร็จ(ปาเลสไตน์เพิ่งจะจัดตั้งรัฐได้สำเร็จเมื่อ ค.ศ. 1995 หรือไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง)
การประกาศเป็นรัฐหรือประเทศอิสราเอลมีแง่มุมน่าสนใจไม่น้อย คือ เมื่ออังกฤษจะหมดวาระปกครองปาเลสไตน์ชั่วคราว์เพียงหนึ่งวัน เพื่อมอบเอกราชให้แก่ปาเลสไตน์ (14 พฤษภาคม พ.ศ. 2491) ยิวได้ประกาศสถาปนาประเทศอิสราเอลขึ้นเป็นรัฐอิสระ โดยจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว มีกองทัพใต้ดินเป็นกองหนุน(องค์กรใต้ดินกึ่งทหาร ได้แก่ องค์การฮากานาห์ องค์การเออร์กุน ซไว เลมี และองค์การสเติร์นแกงก์) ภายหลังคำประกาศ สหรัฐได้ให้การรับรองอิสราเอลทันที ต่อมาอีก 2-3 วัน สหภาพโซเวียตได้ให้การรับรองด้วย ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ยังไม่มีความพร้อมแต่อย่างใด นัยว่าคงถือตนเป็นใหญ่เป็นเจ้าของประเทศ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ใครจะแยกรัฐไปปกครองเองไม่ได้ แต่ทุกอย่างก็สายไปแล้ว จึงมีแต่สงครามกลางเมืองเท่านั้นที่จะดึงทุกอย่างกลับมาได้
ตั้งแต่นั้นมา ชาวปาเลสไตน์ซึ่งไม่ยอมรับประเทศอิสราเอล ได้ทำการต่อต้านอิสราเอลภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มประเทศอาหรับ ได้แก่ อียิปต์ ซีเรีย และจอร์แดน ซึ่งหนึ่งวันหลังจากอิสราเอลประกาศเป็นประเทศหรือรัฐอิสระ สันนิบาตอาหรับได้ส่งสาส์นถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติว่า อังกฤษถอนตัวออกไปทำให้ปาเลสไตน์ประสพวิกฤติอย่างหนัก เพราะปาเลสไตน์ไม่มีองค์การหรือสถาบันใด จะรับผิดชอบเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน ไม่มีสถาบันใดที่จะรับผิดชอบทางกฎหมาย และการออกไปของอังกฤษมิได้ออกไปแบบรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง แต่ไปเนื่องจากไม่สามารถจัดการใดๆได้แล้ว
สันนิบาตอาหรับ(อิรัก อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย ซาอุดีอาระเบีย แทรนส์จอร์แดน และเยเมน)มิได้รอฟังเสียงตอบจากองค์การสหประชาชาติ โดยในวันเดียวกันนี้ กองทัพอาหรับ ประกอบด้วย จอร์แดน เลบานอน และซีเรีย ได้เคลื่อนทัพสู่ปาเลสไตน์ สงครามอาหรับกับอิสราเอลจึงเกิดขึ้น แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์(Holy Land) ของยิว คริสเตียน และมุสลิมจึงนองไปด้วยเลือด แต่ผลของยุทธการครั้งนี้ยิวกลับเป็นฝ่ายชนะ ได้ดินแดนมาอยู่ในการปกครองเพิ่มจากเดิมได้ 57 % ของพื้นที่ปาเลสไตน์ทั้งหมด มาเป็น 80 % ของพื้นที่ทั้งหมด
|