....
....ติดต่อสอบถามข้อมูลหรือส่งข่าว
ได้ที่
....ฝ่ายประชาสัมพันธ์
....ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
....จังหวัดกาญจนบุรี
ี71000
....โทร 0-3451-4429
....โทรสาร 0-3451-2600
uumm@itkan.go.th
kannfe@kannfel.com
...........จริงอยู่โดยอัตภาพของพวกเขา เขาก็อยู่กันมาหลายชั่วคนแล้วและเขาก็มีความรื่นเริงไปตามความจำกัดของ
สภาพชีวิตที่ธรรมชาติอำนวยให้ในระดับหนึ่ง แต่ชีวิตของพวกเขาส่วนใหญ่แขวนไว้ด้วย "สายใยแห่งความไม่รู้"
ทั้งผุกร่อน บอบบาง พร้อมจะสูญเสียได้ในทุกนาที จากการดำรงชีพที่ไร้ความรู้ทางสุขศึกษาการต่อสู้ฝ่าฟันกับกับ
ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยไร้หลักวิชาการที่จะนำมาซึ่งความได้เปรียบ และผ่อนแรง ยามเจ็บป่วยก็ไม่มีหมอ ไม่มียา
ที่ทรง ประสิทธิภาพเป็นเครื่องต่อรองในการยื้อแย่งความมีชีวิต จึงต้องต่อสู้ อดทน และเจ็บปวดมากกว่าพวกเราที่
อยู่ในแดนศิวิไลซ์ข้างนอกนี้
...... ....ในการพัฒนาชนหลายเผ่าตามที่ว่านี้ ประการแรกการให้การศึกษา เป็นสิ่งที่ยกมากเพราะว่าพวกเขาอยู่กัน
อย่างกระจัดกระจาย กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ตามห้วยเขาลำเนาไพร ถ้าจะไปตั้งโรงเรียนก็ไม่รู้จะไปตั้งตรงไหน ตั้งตรงนี้
กลุ่มนี้ได้เรียนเพราะอยู่ใกล้ แต่อีกหลาย ๆ กลุ่ม ต้องข้ามเขามาตั้งสอง-สามลูกจึงได้เข้าโรงเรียน หรือต้องผ่านป่า
ฝ่าดงสัตว์มา ประกอบกับชนเหล่านั้นยังไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาแต่อย่างใด ก็ไม่ยอมให้ลูกมาเข้าโรงเรียน
การลงทุนก็ไม่คุ้ม ไม่บรรลุผลโดยรวม

ู่ของชนหลายเผ่าหลายกลุ่ม ที่อยู่อาศัย
อยู่ตามริมแคว ป่าดง บนภูเขา ซึ่งทั้งหลายเหล่านั้น เขาก็คือ "คนไทย" ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันและเขาย่อมมี
สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองดุจเดียวกับคนไทยอย่างเราอย่างท่านทั้งหลายเสมอเหมือนกัน

............"แคว้นโบราณ...ด่านเจดีย์ ..มณีเมืองกาญจน์ .สะพานข้ามแม่น้ำแคว
แหล่งแร น้ำตก" ...คำขวัญจังหวัดกาญจนบุรี เมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทย เพราะมีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน สาธารณรัฐสังคมนิยมเมียนม่าร์
หรือชื่อที่เรารู้จักว่า "พม่า"
........... จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาและที่ราบสูงสลับกับภูเขา ซึ่งปัจจุบันสภาพโดยทั่วไปยังคง
ความเป็นป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ..สมกับคำขวัญของ
จังหวัดได้อยู่และเมื่อไม่นานมานี้ จังหวัดกาญจนบุรีก็กระฉ่อนไปทั่วโลกอีกครั้ง
เมื่อมีการขุดหาทองคำสมัยสงคราม ณ ถ้ำลิเจีย แต่จนแล้วจนรอดไม่พบเจอแม้
แต่เงาของทองคำกู้ชาติ พบแน่ ๆ คือเราต้องสูญเสีย ส.ว.ที่ขยันที่สุดไปคนหนึ่ง
คือ เสียเครดิต จนแทบจะเสียคน เดชะบุญที่นายกฯ เบรกทัน

............ที่ขึ้นต้นอย่างนี้ก็เพื่อว่าจะพรรณนาถึงสภาพภูมิประเทศที่ทุรกันดาร
ไม่ว่าจะที่อยู่อาศัย การคมนาคม การสุขอนามัย การศึกษา ความปลอดภัย ของ
ชีวิตและทรัพย์สิน ความสำราญ ที่ควรจะได้รับ การพัฒนาความเป็นอยู่ของชน
หลายเผ่าหลายกลุ่ม ที่อยู่อาศัยอยู่ตามริมแคว ป่าดง บนภูเขา ทั้งหลายเหล่านั้น
เขาก็คือ "คนไทย" ...ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันและเขาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับ
ความคุ้มครองดุจเดียวกับคนไทยอย่างเราอย่างท่านทั้งหลายเสมอเหมือนกัน

.......... กรมการศึกษานอกโรงเรียน ได้เข้าไปดำเนินการแก้ปัญหา
ดังกล่าวนี้มานานแล้ว ...ไม่ว่าจะอยู่บนภูดอย..ละหานห้วย กลางดง เครือข่ายการศึกษานอกโรงเรียนสยายอ้อมกอดแห่งเมตตาธรรม
โอบอุ้มไว้อย่างทนุถนอม…....การศึกษานอกโรงเรียน ไม่คิดถึงการ
ตั้งโรงเรียนที่ต้องมีงบประมาณจำนวนมหาศาล ..ความผูกพันธ์อัน
ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นภาระของรัฐบาล
...........ด้วยแนวคิดอย่างนี้เองกรมการศึกษานอกโรงเรียนได้จัดวิธี
การเรียนรู้อย่างหลากหลาย และเหมาะควรกับสถานภาพของผู้เรียน
ซึ่งจะเป็นไปในรูปของ ศูนย์การเรียนหรือแหล่งการเรียนรู้ หรือครู
อาสาสมัครรับอาสาทำหน้าที่เดินเข้าไปหาชาวบ้าน .เพื่อสอนเขาเพื่อ
ชวนเขาทำกิจกรรมที่ดีกว่าพวกเขาทำอยู่ ....และได้พัฒนาการดำรง
ชีวิตตลอดมา

............ผอ.วิมล จำนงบุตร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดกาญจนบุรีบอกว่า"การให้"ความรู้"
แกประชาชนผู้ที่ขาดโอกาส ด้อยโอกาส และพลาดโอกาสทางการศึกษาเป็นบทบาทและภารกิจที่สำคัญของ
ศนจ.กาญจนบุรี อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ประชาชนควรได้รับโอกาสเท่าเทียมกันในการเรียนรู้และฝึกอบรม
ได้ตลอดชีวิต โดยสิ่งที่คาดหวังและเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของ กศน. คือประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี
ทุกคน จะต้องได้รับโอกาสในการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันและต่อเนื่องตลอดชีวิต"
และเพื่อให้ได้เห็นจริง
พวกเราสื่อมวลชนสายกระทรวงศึกษาก็ต้อง…ตามไปดู!!
............โดยเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้โอกาสเหมาะ ก็เดินทางไปสัมผัสกับการจัดการศึกษานอกโรงเรียนบนพื้นที่สูงใน
จังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านบ้องตี้น้อย อันเป็นแห่งแรกที่พวกเรา
ตั้งใจจะไปท้าพิสูจน์กัน แล้วก็นำมาเผยแพร่ให้พี่น้องประชาชนทราบว่า กศน.เขาทำงานกันอย่างไร
ควรหรือไม่ที่จะไปยุบเขามารวมกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระบบ และควรที่
จะจัดการกับความเป็นเลิศทางวิชาการให้เด็กที่มีโอกาสมากกว่าไปด้านเดียว…

............คณะเดินทางไปถึง คุณครูสินสวัสดิ์ วงศ์ตาแสง ครูอาสาสมัครกรมการศึกษานอกโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า
นักเรียนที่มาเรียนที่ศูนย์การเรียนนี้มาจากหมู่บ้านใกล้เคียงกัน เด็กบางคนต้องเดินทางมาโรงเรียน 3-5 กิโลเมตร
เพราะเส้นทางคมนาคมลำบาก อีกทั้งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีฐานะยากกจน และประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นคนเชื้อสาย
พม่า กะเหรี่ยง และมอญ ที่เข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภารอยู่นานจนไม่อยากกลับไปมาตุภูมิเพราะคนรุ่นหลังเขา
ก็มีมาตุภูมิอยู่ในเขตแดนไทยเสียแล้ว แต่ฟังและพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีใครไปสอน เมื่อทางราชการ
จะเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ จึงเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาอีกประการหนึ่งคือ การสื่อกันไม่รู้เรื่อง

........... ดังนั้นการมีศูนย์การเรียนชุมชนที่นี่ ทำให้เด็กๆ มี
โอกาสได้เรียนหนังสืออย่างน้อยก็พออ่านออกเขียนได้ และ
ได้รู้จักวิธีป้องกันโรคติดต่อโดยเฉพาะไข้มาลาเรียที่ระบาด
หนักตามแนวชายแดน
........... คณะได้เดินทางไปเยี่ยมศูนย์การเรียนชุมชนอีก
หลายแห่ง อาทิ ศูนย์การเรียนชุมชนตำบลหนองลู อำเภอ
สังขละบุรี ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง
บ้างยางขาว ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี และปิดท้ายที่
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านขนุนคลี่
อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งศูนย์การเรียนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่
ที่
เป็นป่าเขา เป็นพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมหรือเขื่อน
ศรีนครินทร์ในปัจจุบัน .....ซึ่งทุรกันดารมาก การเดินทาง
นับเป็นไปด้วยความยากลำบากในอดีตประชาชนส่วนใหญ่
จึงไม่ได้รับการศึกษา....และพัฒนาคุณภาพชีวิตเท่าที่ควร
แต่ ณ วันนี้ เมื่อศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ทองผาภูมิ ......ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา
แม่ฟ้าหลวงบ้านขนุนคลี่ .....เพื่อให้ประชาชนบ้านขนุนคลี่
หมู่ที่ 4 ตำบลท่าขนุน ...ได้รับการศึกษาตามสภาวะความ
ต้องการของบุคคลและเหมาะสมกับสถานะ ให้มีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีขึ้น

..........."ครูต๋อย" หรือ ชนากานต์ นาโสกเป็นครูอาสาสมัคร
การศึกษานอกโรงเรียนที่รับผิดชอบ
จัดการศึกษาที่ศูนย์การ
เรียน ชุมชนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวบอกว่า ......พื้นที่แห่งนี้มี
ประชากร 308 คน มาจาก 65 ครัวเรือน โดยส่วนหนึ่งเป็นคน
ไทย ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ..ชาวไทยภูเขาเชื้อสายมอญ.. ลาว
กะเหรี่ยง และทวาย แต่จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่า ....ตั้งแต่มีบ้าน
ขนุนคลี่ ไม่เคยมีหน่วยงานใดขึ้นมาถึงเลย นอกจาก กศน.
...........อาจเรียกหมู่บ้านนี้ว่า... เป็นหมู่บ้านที่ถูกลืมก็น่าจะได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางที่ยากลำบาก เนื่องจากต้อง
นั่งเรือจากฝั่ง ล่องมาตามอ่างเก็บน้ำ กว่า 40 นาที จากนั้นต้อง
เดินเท้าต่อผ่านป่าและลำธารเป็นชั่วโมงกว่าจะถึง ....ไม่เพียง
เท่านั้น ....เมื่อไปถึงก็เหมือนกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เพราะไม่สามารถติดต่อสื่อสาร ใด ๆ ได้เลยประชาชนต้องลง
มาจับจ่ายซื้อข้าวของขึ้นไปตุนไว้เป็นแรมเดือน ครูอาสาสมัคร
ต้องเป็นทุกอย่างของหมู่บ้าน ทั้งสอนหนังสือให้ความรู้ และ
ยังต้องเป็นหมอจำเป็นในบางครั้ง
.......... "ครูต๋อย" เป็นครูคนเดียวในหมู่บ้านที่ต้องสอนหนังสือ
ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เกือบ 100 คน โดยสอนทั้งสายสามัญ
สายอาชีพ... การศึกษาตามอัธยาศัย... และยังต้องรณรงค์ไข้
มาลาเรียให้กับชาวบ้านด้วย

.........นี่เป็นเพียงตัวอย่างของครูอาสาสมัคร ที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อคนส่วนใหญ่ เพราะ
ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีชีวิตและวิถีการทำงานที่ไม่แตกต่างจาก "ครูต๋อย"
เท่าใดนัก แต่ทุกวันนี้ ครูอาสาสมัครก็ยังไม่ได้รับการตอบแทนจากรัฐบาล คุ้มค่ากับที่ได้ทุ่มเทกายและ
ใจให้กับการศึกษาเพื่อคนด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใด เท่าที่ทราบถึงขณะนี้ เงินเดือนของครู
อาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ไม่ได้ปรับมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ
เพื่อคนส่วนใหญ่ต่อไป
. กศน.สยายปีกโอบอุ้มมวลชนผู้ด้อยโอกาสในทุรกันดารแดน
....
"
บุกป่าเยี่ยมคนที่เมืองกาญจน์ "

บทความจาก...... หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
..........................หน้า 20 ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2544

....
..Home I ข่าวประชาสัมพันธ์ I
บส
โดย ....วาริน พรหมคุณ
. เเยือน ศรช.เมืองกาญจน์ "การศึกษาในชุมชน "
1