ปีที่ 2 ฉบับที่ 746 ประจำวันศุกร์ที่ 30 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542

หน้า 1

ธรรมกายยัน ไม่เชื่อ "ทวี" ไถ

เสี่ย "มาณพ" โชว์ใบหย่า ลบข่าวเมียน้อยไถพระ

แฉหญิง "จ" งาบเงินบุญ

"ทวี สอดส่อง" ฟ้องหมิ่นพระทัตตะชีโว กล่าวหาพนักงานสอบสวนรีดสินบนวัด 10 ล้าน ด้านศิษย์ธรรมกาย แจงเหตุ เปิดประเด็นสินบน ฉาว ระบุเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติยศ ตำรวจลั่นไม่เชื่อ "ทวี" ยกหูรีดเงินวัดจริง พร้อมส่งเทป ให้ตรวจสอบ ส่วนเสี่ย "มาณพ" ดิ้นแก้ข่าวเมียน้อย โชว์ใบหย่าหรา ยันเป็นโสดทั้งแท่ง พร้อมแสดงบัญชีแบงก์ ยืนยันความบริสุทธิ์ เตรียมเปิดตัวน้อง "จ" จัดทัวร์นรก เดินสายรีดเงินวัด

พลันที่กระแสข่าวเจ้าพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่ กรมการศาสนา เรียกเงินจากวัดพระธรรมกาย 10 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท ตาม ลำดับ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องล้มคดี ปรากฏว่า ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับเรื่องสินบนกัน อย่างกว้างขวาง กระแสข่าว ดังกล่าว ได้รับการตอกย้ำ น้ำหนัก เมื่อพระทัตตะชีโว รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ออกมาพูดภายในเทศกาลเข้าพรรษา ณ วัดพระธรรมกาย มีเนื้อหาว่า มีเสียงชายลึกลับ อ้างตัวเองว่า เป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผกก.1ป. โทรศัพท์มาพูดคุย เรียกร้องเงินจากวัดจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อให้ล้มคดี การตรวจสอบวัด อย่างไร ก็ตาม รองเจ้าอาวาสกล่าว ในทำนองไม่เชื่อว่า เสียงชายลึกลับผู้นั้น จะเป็น พ.ต.อ.ทวี จริง เพราะที่ผ่านมา เจ้าพนักงานสอบสวนทุกคน ไม่มี พฤติกรรมดังกล่าว

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ให้สัมภาษณ์ในเรื่องเดียวกันนี้ว่า การพูดของพระทัตตะชีโว เป็นการพูดที่ล่อแหลม อาจสร้างความ เข้าใจผิดให้กับประชาชนทั่วไปได้ และไม่ทราบว่า มีเจตนาใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ จึงมีการอ้างชื่อของตน ต่อที่สาธารณะ ขณะนี้ ตนกำลังดูว่า เข้าข่ายที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และอยู่ระหว่างปรึกษากับ ทางหัวหน้าคณะ พนักงานสอบสวนว่า จะฟ้องร้องดำเนินคดี กับพระทัตตชีโว ในข้อหา ดูหมิ่นประมาท และดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

"ผมคิดว่า ผมได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนนั้น ความซื่อสัตย์สุจริตเป็น คุณสมบัติที่สำคัญที่สุด และในเรื่องของ วัดพระธรรมกาย นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ที่จะต้องดำเนินการ อย่างตรงไปตรงมา ที่ผ่านมา ผมไม่เคยสัมผัส กับคนของวัด คนใดคนหนึ่ง เป็นกรณีพิเศษ การออกมา ให้ข่าวในทำนองนี้ คิดว่า เป็นศิลปะการให้ข่าวอย่างหนึ่ง ที่มีเจตนาแอบแฝง ทำให้ทางสังคม เคลือบแคลงสงสัยในตัวของผม ทั้งที่ ความจริง พนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นเช่นนั้น" พ.ต.อ.ทวีกล่าว

ทางด้าน พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ ผบช.สน.ก.ตร. ในฐานะหัวหน้า พนักงานสอบสวน กรณีวัดพระธรรมกาย กล่าวภายหลัง ใช้เวลาในการ ประชุม 1 ช.ม. กล่าวว่า ได้เรียกคณะพนักงานสอบสวน มาประชุม เพื่อกำชับมาเป็นพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องสินบน ซึ่งทาง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผบ.ตร. ได้กำชับมาเป็นพิศษว่า อย่าให้มีเรื่องสินบน อย่างเด็ดขาด หากพนักงานสอบสวนนายใด เข้าไปเกี่ยวข้อง จะถูกดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยส่วนตัวแล้ว ตนยืนยันว่า พนักงานสอบสวน ชุดนี้ ไม่มีใครเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับสินบน รวมทั้งเรื่อง ร.ต.อ.นิธิ ซึ่งทางวัดอ้างว่า เป็นตำรวจ กองปราบฯ ตรวจสอบแล้ว ก็ไม่พบ

"ทาง พ.ต.อ.ทวี ได้ทำหนังสือขออนุญาตผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการฟ้องร้องพระทัตตชีโว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง การนำเสนอผู้บังคับ บัญชา ตามลำดับชั้น ส่วนเทปบันทึกเสียงโทรศัพท์ ถ้าไม่ไว้วางใจ พนักงานสอบสวนชุดนี้ ก็ให้ส่งมอบกับ ผบ.ตร.ได้" พล.ต.ท.วาสนากล่าว

สำหรับความคืบหน้า ในคดีวัดพระธรรมกายนั้น พล.ต.ท.วาสนากล่าวว่า ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ จากพยานที่เกี่ยวข้อง แม้จะออกหมาย เรียกตัวไปบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งการเรียกพยานจะดำเนินการเพียง 3 ครั้งเท่านั้น หากมีเหตุผลไม่พอ ก็จะถูกดำเนินคดีทันที ขณะนี้เหลือเพียงพยาน หลักฐานทั้งบุคคล และเอกสารจำนวนหนึ่ง เมื่อครบแล้ว ก็จะสามารถสรุปสำนวนฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหา

ทางด้าน น.ส.ชุลีพร ช่วงรังษี เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิธรรมกาย ชี้แจงว่า การที่รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ออกมาเปิดเผย เรื่องโทรศัพท์ชายลึกลับ ที่อ้างตนเป็น พ.ต.อ.ทวีนั้น ก็เพื่อทำให้ทุกฝ่าย ได้เห็นว่า ขณะนี้ มีความพยายามจาก กลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี ต่อวัด สร้าง สถานการณ์ ให้เกิดความบาดหมาง ระหว่าง พนักงานสอบสวน กับวัด ซึ่งการชี้แจงดังกล่าว ชาววัดพระธรรมกายทุกคน เชื่อมั่น ในจรรยาบรรณ ของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะตัวของ พ.ต.อ.ทวี ว่า ไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม การออกมาเปิดโปงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลดังกล่าว ทางวัดมีเจตนาที่จะปกป้องเกียรตยศ และศักดิ์ของพนักงาน สอบสวน โดยเฉพาะ พ.ต.อ. ทวี ที่ถูกกล่าวอ้าง เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ทางวัดได้ส่งมอบหลักฐาน เทปบันทึกเสียง การสนทนาทางโทรศัพท์ ให้เจ้าหน้าที่ไป พิจารณาแล้ว ส่วน พ.ต.อ. ทวี จะฟ้องร้องหมิ่นประมาท รองเจ้าอาวาสฯ หรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิ์ ตามกฎหมาย แต่อยากเรียนให้เข้าใจว่า ทางวัดไม่มี เจตนาทำให้ พ.ต.อ.ทวี และพนักงานสอบสวนเสื่อมเสียชื่อเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ พ.ญ.ศิวาลัย ธนภัทร อดีตผู้ก่อตั้งมูลนิธิธรรมประสิทธิ์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น มูลนิธิธรรมกาย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภพล อรุณสิทธิ์ รองผู้กำกับการ 3 กองปราบปราม ตามหมายเรียกตัวของ พนักงานสอบสวน ในคดีดังกล่าว เพื่อให้ปากคำนานกว่า 5 ช.ม. ทั้งนี้ พ.ญ.ศิวาลัย ได้ร่วมงานในมูลนิธิดังกล่าว มาตั้งแต่ปี 2513 จนถึงปี 2529 ได้ลาออกจากมูลนิธิ ซึ่ง พ.ญ.ศิวาลัยผู้นี้ มีความเลื่อมใสในตัว เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา ถวายที่ดินในจังหวัดเพชรบูรณ์ให้ถึง 34 แปลง เพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม โดยมี น.ส.อรุณี (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นเหรัญญิกของมูลนิธิ ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว หลังการให้ปากคำเจ้าหน้าที่ พ.ญ.ศิวาลัย ปฏิเสธที่จะให้ สัมภาษณ์ เพียงแต่กล่าวว่า เจ้าอาวาสเป็นคนดี

สำหรับกรณีสินบนที่ทางวัดออกมาเปิดเผยว่า คนในกรมการศาสนา เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เรียกร้องเงินเป็นจำนวน 3 ล้านบาทนั้น และผู้ที่ แจ้งความกล่าวโทษ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีภรรยาน้อย มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ที่จะมากล่าวโทษ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว. ศึกษา ธิการ กล่าวว่า การที่พระปลัดสุธรรมโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ออกมาเปิดประเด็น ดังกล่าวนั้น ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่เรื่อง คุณสมบัติของ นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้ชำนาญการพิเศษ กรมการศาสนา มีคุณสมบัติถูกต้อง ที่จะกล่าวหา เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ตามกฎ นิคหกรรม

ทางด้าน นายมาณพ พลไพรินทร์ ยืนยันว่า ไม่เคยโทรศัพท์ไปที่วัดพระธรรมกาย แม้แต่หมายเลขโทรศัพท์ ยังจำไม่ได้ และตัวเจ้าอาวาสเอง ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตน ด้วยซ้ำไป และเรื่องภรรยาน้อย ตนก็ไม่มี

"ผมยังเป็นโสดอยู่ ภรรยาหลวงก็ยังไม่มี จะให้มีภรรยาน้อยได้อย่างไร" นายมาณพกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการแถลงข่าวของนายมาณพ ตลอดเวลา นายมาณพพยายามแสดงท่าทียิ้มแย้มตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกัน ก็พยายามเก็บความเครียด อีกทั้งยังได้นำเอกสาร ใบสำคัญการหย่า มาแสดงให้สื่อมวลชนดู ซึ่งใบสำคัญการหย่ายืนยันว่า นายมาณพได้หย่ามาแล้ว ประมาณ 1 ปี พร้อมกันนี้ ยังแสดงหลักฐานสมุดบัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงเทพ สาขา วิสุทธิ์กษัตริย์ ปรากฏว่า มีเงินฝากอยู่แค่ 2,074 บาท วันที่ 15 ก.ค.42 และบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 64,526 บาท ณ วันที่ 31 พ.ค.42

นายมาณพกล่าวหลังจากแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเท่าที่ทำได้ว่า ตนสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการโทรศัพท์ หรือบัญชีเงินฝาก ตนเป็นข้าราชการ รับเงินเดือนๆ ละ 40,000 บาท เท่านั้น

"ผมจะดำเนินการฟ้องวัดให้ถึงที่สุด แล้วผมจะไปรับเงินวัดได้อย่างไร ตอนนี้ ผมกำลังสอบข้าราชการระดับ 6 อยู่หนึ่งคน เข้าใจว่า ข้าราชการผู้นี้เป็นผู้ที่เอาเรื่องใน กรมการศาสนา ไปบอกวัดพระธรรมกาย แต่เรื่องที่สอบ ไม่ใช่เรื่องวัดพระธรรมกาย แต่เป็นความเกี่ยวโยงถึง วัดพระธรรมกาย" นายมาณพกล่าวอย่างมีอารมณ์

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การแสดงความบริสุทธิ์ของนายมาณพ ด้วยการแสดงหลักฐานใบสำคัญหย่า และบัญชีธนาคาร ตลอดจนการโยง เรื่อง การสอบข้าราชการ ที่จะมาโยงใยกับ ปัญหาธรรมกายนั้น ถือเป็นจุดอ่อนของนายมาณพ ยืนยันว่า คนกรมการศาสนา มีความพยายาม ที่จะรีดเงิน วัดพระธรรมกาย เพื่อล้มคดีจริง โดยมีผู้หญิงชื่อนำหน้าว่า "จ" เป็นตัวประสาน

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][เจาะคน][สหัสวรรษ]

1