ปีที่ 2 ฉบับที่ 730 ประจำวันพุธที่ 14 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542

วิวาทะ

วิวาทะแห่งพระนิพพาน ใครกันแน่ที่กล่าวตู่พระพุทธศาสนา (1)

พระนิพพานเป็นแก่นยอดสูงสุดพระพุทธศาสนา ไม่มีใครปฏิเสธ

พระนิพพานเป็นยอดบรมสุข มีสภาพเที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสภาพที่ผู้คงมั่นใน "ตถาคต" ไม่ต้องสงสัยคับข้องใจ

ดังมีปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถาจารย์มากมายว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระศาสดาเอกของโลก แต่เพียงหนึ่งเดียว ที่ไม่สอนให้สัตว์โลก ยึดติดอยู่กับตัว ของศาสดา ขณะที่ศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่น แสดงความเห็นแก่ตัว มักใหญ่ใฝ่สูง ตั้งตนเป็น ศูนย์รวมอำนาจ ชี้นำความ เป็นไปของสัตว์โลก ด้วยอำนาจแห่ง พระผู้เป็นเจ้า หรือศาสดาทั้งหลาย ให้สัตว์น้อยใหญ่ หมอบราบคาบแก้ว อยู่ ใต้พระบาท ของศาสดานั้นๆ อย่างโง่งม ไร้เหตุผล ไม่มีประมาณ

สมณโคดม ไม่เคยตรัสว่า พระองค์คือผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกใบนี้

เมื่อพระองค์ประสูติ มีเหตุอัศจรรย์ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายสิทธัตถะประสูติแล้วก็ดำเนินไป 7 ก้าว บน ดอกบัว และได้เปล่งวาจาว่า อัคโคหมัสสิ โลกัสสะ เชฏโฐหมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหมัสมิ โลกัสสะ แปลว่า เราเป็น ผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นพี่ใหญ่แห่งโบก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก

วาจาหาญกล้า อาสภิวาจา การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็คือการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ในเวลาต่อมา

เป็นการปลดปล่อยพันธนาการร้อยรัดของสัตว์โลก ได้แก่อวิชชาที่โง่งม โดยเฉพาะมนุษย์ผู้ได้ชื่อว่า สัตว์ ประเสริฐ ในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์ตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง ล้มล้างอวิชชาสมัยพุทธกาล เริ่มจากชมพูทวีปอินเดีย ที่เชื่อ ในเทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้า บนบานสานกล่าวภูมิผีปีศาจ

มีการแบ่งตีค่าราคาความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มลืมตามองโลก นับแต่หายใจแรกของเด็กน้อย วรรณะ 4 คือ จารีตประเพณี ความเชื่อที่คนในชมพูทวีป ยึดถือปฏิบัติกันมา หลายชั่วอายุคน

พระพุทธองค์ทรงทำลายความโง่งมดังกล่าวลง และทรงประกาศธรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อการหลุดพ้นจาก การ เวียนว่ายตายเกิด ประทานแก่สัตว์โลก

แม้พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะทรงประทานมหาสมบัติอันล้ำค่าให้กับมนุษย์ และมีพระอรหันต์มากมาย ผู้ที่มี จิตใจมั่นคงในพระธรรมคำสอนมากมาย สำเร็จวิชชาพระพุทธเจ้า บรรลุสู่แดนดินแห่งนิพพาน ตามพระตถาคต ไป หลายองค์แล้วก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พุทธบริษัทอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งนักบวชหรือพระภิกษุสงฆ์ ในพระศาสนา และผู้ ปฏิบัติ ยังคงนำเอาสภาวะ ของพระนิพพาน มาทุ่มเถียงกัน

สายปริยัติท่านออกมายืนยันว่า สัพเพธัมมา อนัตตา กล่าวโดยย่อๆ สั้นๆ ง่ายๆ สรุปว่า   ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีสภาพเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่มีดินแดนแห่งนิพพาน นั้นเอง

ขณะที่สายปฏิบัติมีความเห็นตรงกันข้ามกับสายปริยัติว่า จะเหมาเอาพระนิพพาน มีสภาพเป็นอนัตตา ได้ อย่างไร เพราะอนัตตาคือ สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ทนอยู่ไม่ได้ เป็นทุกข์ ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่ง ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พระนิพพานของฉันต้องเป็น "อัตตา" มีสภาพเที่ยงแท้ ร่มเย็น เป็นสุขอย่างยิ่ง

จึงมีคำถามว่า ผู้ที่ออกมาพูดถึงสภาพนิพพานเป็นอัตตากับอนัตตานั้น ท่านเหล่านั้น เอาอะไรมา แสดงธรรม บ่งบอก พุทธศาสนิกชน ถึงสภาพแห่งนิพพาน

คำตอบมีอยู่ว่า ผู้ที่ยืนยันอย่างแข็งขันว่า นิพพานมีสภาพเป็นอนัตตานั้น ท่านกางตำรา กางพระไตรปิฎก อ่านๆๆ ตีความเข้าใจว่า พระนิพพานเป็นอนัตตา อย่างไรก็ตาม ไม่มีปรากฏใน พระไตรปิฎกเล่มใดเลยว่า พระนิพพาน จะมีสภาพเป็นอนัตตา

ส่วนสายปฏิบัติท่านว่า พระนิพพานเป็นอัตตานั้น ท่านยืนยันจากการปฏิบัติเจริญสมาธิ ทดสอบอารมณ์กัน หลายต่อหลายท่าน ด้วยกัน จึงน้อมนำความเห็น และประสบการณ์ที่ได้พบ และลงมือปฏิบัติ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยึดหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าเป็นวัตถุดิบ

ประกาศออกไปเป็นเสียงเดียวกันว่า พระนิพพานเป็นอัตตา

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยืนยันถึงสภาพนิพพานไว้ อย่างมีระบบ แบบแผน ที่สุด และยังนำสิ่งที่ท่านปฏิบัติ เจริญตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มาเผยแผ่ให้พระรูปอื่น เห็นมรรค เห็นผล ตาม ท่านได้ อย่างไม่คับข้องสงสัย

อันมีดอกผลปรากฏให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นกันจวบจนปัจจุบัน อย่างเช่น หลวงตามหาบัว ซึ่งถือเป็น ลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่นนั้นเอง

พระอาจารย์มั่นท่านว่า "ธรรมที่ไม่ได้จารึกไว้ในพระบาลีแห่งพระไตรปิฎกนั้น เทียบกับน้ำในมหาสมุทร ส่วนธรรมที่มา ในพระไตรปิฎกนั้น เทียบกับน้ำในตุ่มในไหเท่านั้นเอง

น่าเสียดายที่พระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ผู้เชี่ยวชาญนิพพานไปแล้วตั้งหลายร้อยปี จึงมีผู้คิดได้ และ จารึก ธรรมเหล่านั้น ขึ้นสู่คัมภีร์ตามความสามารถของตน ซึ่งโดยมาก การจารึกก็ขึ้นอยู่กับ ความรู้สึกนึกคิด ของผู้จัดทำ เช่นกัน จึงไม่แน่ใจว่า จะได้ธรรมที่ถูกต้องแม่นยำถึงใจเสมอไป"

วิวาทะเรื่องพระนิพพาน ระหว่างสายปริยัติกับสายปฏิบัติ แท้จริงแล้ว มีรากเหง้ามาช้านานแล้ว กรณี ธรรมกาย  จึงเป็นเสมือนชนวน ต่อเชื้อปะทุระเบิดเท่านั้น

ดังมีปรากฏวิวาทะ ข้อคิดเห็นอันเนื่องมาแต่ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น โดย ม.ล.จิตติ นพวงศ์ ซึ่งทุกคน รู้จักกันดีในนามของ "ศิษย์ห้องกระจก" แห่งวัดบวรนิเวศ ที่ตกเป็นข่าวฮือฮา เกี่ยวกับพระลิขิต ของสมเด็จ พระสังฆราช

ม.ล.จิตติ นพวงศ์ เคยวิวาทะในหนังสือพิมพ์ศรีสัปดาห์ ของเจ้าหล่อน ฉบับที่ 1075 วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม 2515 ความว่า… ปัญหาที่เป็นเหตุให้ต้องมาเขียนเรื่องนี้มีอยู่ว่า เป็นไปได้หรือ ที่พระอรหันต์ จะมาสนทนาธรรม กับ ท่านอาจารย์มั่น จนกระทั่ง ถึงแสดงท่านิพพาน ให้ท่านดูต่างๆ กัน ในเมื่อไม่ปรากฏ ในพระบาลีว่า พระอรหันต์ นิพพานไปแล้ว จะมาทำเช่นนั้น

เหตุผลเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์สูงกว่าสัตว์ ทำให้คนฉลาดแตกต่างจากคนโง่ แต่ก็ต้องเป็นเหตุผล ที่ถูกต้อง ตามความจริงแท้ มิใช่สักแต่ว่า เป็นเหตุที่คนทรามปัญญา คว้าถือมา และก็ไม่ถือไว้ตามลำพังตน ยังพยายาม จะให้ คนอื่นทั้งหลาย ถือไว้เหมือนตนด้วย ให้กลายเป็นผู้ทรามปัญญาเหมือนตนด้วย

นั้นคือความเห็นแย้ง และด่าทอของ ม.ล.จิตติ นพวงศ์ ที่มีต่อพระอาจารย์มั่น ซึ่งหลายคนเชื่อว่า พระอาจารย์ มั่น เป็นพระอรหันต์ และก้าวสู่ดินแดนแห่งนิพพานแล้ว

(อ่านต่อฉบับหน้า)

โซตัส

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1