ปีที่ 2 ฉบับที่ 713 ประจำวันอาทิตย์ที่ 27 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542
สหัสวรรษที่ 3
ไปสอนฝรั่งนั่งสมาธิกลางกรุงเฮก นำความภูมิใจของคนไทยไปสู่โลก
แสงแดดตอนเช้าของกรุงเฮก ปลุกให้เราตื่นทุกวัน แดดจ้าสดใสของฤดูใบไม้ผลิ แม้จะแฝงความหนาวเย็นเล็กน้อย แต่ทำให้กระฉับกระเฉงดีทีเดียว โรงแรมที่เราอยู่ เป็นโรงแรม เล็กๆ ขนาด 3 ดาว เป็นบ้านคลาสสิดำ แบบโบราณ สไตดัทซ์น่ารักดี เสียอย่างเดียว มีบันไดสูงมาก ใครขึ้นชั้นบน ต้องลากกระเป๋ากันแทบแย่ เพราะไม่มีลิฟท์ เจ้าของเป็นหนุ่มใหญ่ หน้าตา ไม่ค่อยยิ้มแย้ม อยู่กับลูกสาวตัวเล็กๆ ซึ่งง่วนกับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เพราะฉะนั้น ถ้าจะหวังบริการอะไร ต้องทำใจไว้หน่อย พวกเราซึ่งช่างบ่นเลย ช่วยกันตั้งชื่อโรงแรมแกใหม่ เพราะชื่อโ รงแรม เป็นภาษาดัทซ์ เรียกยาก t'sonnehui เราพยายามอ่านว่า ซอนเนอุย แต่ตอนหลัง มีเพื่อนคนไทยที่อยู่เมืองดัทซ์มานาน บอกว่า ต้องอ่านว่า ซอนเนไฮว พวกเราปากตะไกร ก็เลยเรียก เป็นไทยว่า "สุดจะห่วย" เพราะบริการแกห่วยจริงๆ สมชื่อ
ครับถึงยังไงก็ดีกว่าไปนอนกลางถนน เพราะตอนที่เรามาเช็คอิน ปรากฏว่า เต็มหมดทุกโรงแรมในเฮก เพราะนี่เป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุด ในรอบปลายปีของเฮก ผู้คนมาจากทั่วโลก ไม่น้อยกว่า 5,000 คน
ปรากฏว่า พวกเรามาพักกันรวมในโรงแรมนี้เป็นส่วนใหญ่ จงเหมือนเจ้าของบ้าน ไปโดยปริยาย ทุกเช้าในห้องอาหาร จึงถูกพวกเรายึดเป็นที่ประชุม วางแผนการทำงาน หลังจาก กาแฟหอมฉุย กับขนมปังอุ่น พวกเราก็คุยกันเป็นภาษาไทย อีตาเจ้าของแก ก็ได้แต่นั่งฟังตาปริบๆ แต่ไม่รู้ว่าเราคุยอะไรกัน
อาจารย์ตี้เลยเป็นอาจารย์ใหญ่ ในการสั่งงานทุกเช้าว่า วันนี้ให้ใครไปเข้าประชุมอะไร หัวข้ออะไร เสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นให้มารายงานว่า ไปเข้ามาแล้วได้อะไรมาบ้าง แล้วก็มาแลก เปลี่ยนกัน เหมือนนักเรียนทำการบ้าน สาวๆ ก็ถูกมอบหมายให้ไปเข้า กลุ่มหัวข้อเรื่องสตรี ใครอายุน้อยสุด เช่นคุณแจ็ค และคุณวัน เลยต้องกลายเป็นเด็ก เพราะหน้าตาอ่อนที่สุด ในพวกเรา ต้องไปเข้า กลุ่มหัวข้อเยาวชน ไปดูว่า เยาวชนของโลก เขากำลังทำอะไรกัน
บรรดาอาสาสมัครทุกคนมาที่นี่ มีงานทำกันหมดทุกคน บางคนอยู่เมืองไทย เป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นอาจารย์ระดับศาสตราจารย์ เป็นวิศวกร เป็นกัปตันสายการบิน เป็นนักบริหาร ระดับสูงในองค์กร เป็นคุณหมอ เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่พอมาที่นี่ทุกคน มีหน้าที่เท่ากัน เป็นกรรมการยกของแบกของ เป็นคนเฝ้าซุ้มนิทรรศการ เป็นเซลล์วูเมนคอยอธิบาย เป็นช่างไฟฟ้า เป็นคนคอยเปิดวีดีโอ เป็นคนคอยยืนแจกเอกสาร เป็นคนไปแจกใบปลิวหน้าประตู เป็นพนักงานปิดโปสเตอร์ เป็นคนคอยส่งสะเบียง อาหารกลางวัน
ผมคิดว่างานอะไรก็ตาม ถ้าเราได้คนมีคุณภาพสูงมารวมกัน ทุกคนต่างมีความสามารถเป็นทุนเดิม เมื่อสามารถมารวมใจกันได้ มีเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอน งานที่ว่ายากทั้งหลาย ก็ดูเป็นงานที่ง่าย สปิริตของการทำงานเป็นทีม มีระเบียบวินัย มีความสามารถเฉพาะตัว ไหวพริบในการแก้ปัญหา ต้องคอยปรับ ยุทธศาสตร์กันทุกวัน เพื่อให้ได้ผลงานสูงสุดที่สุด และผม ก็เห็นทุกคนทำงานได้อย่างวิเศษ
ในการประชุมเพื่อฉลอง 100 ปีสันติภาพที่กรุงเฮกครั้งนี้ ได้จัดให้ห้องแสดงนิทรรศการ และออกร้านขนาดใหญ่ มีองค์กรที่มาร่วมแสดงเกือบพันแห่ง ต่างคนต่างก็ขนกันมาจาก ประเทศของตัว เพื่อประกวดประขันกันอย่างเต็มที่ ขายไอเดียกันอย่างเต็มที่
ซุ้มจากไทยเราไปในนามของมูลนิธิธรรมกาย ซึ่งเป็น NGO ภายใต้ DPI ของสหประชาชาติ ใช้ชื่อว่า "World Peace Thru Inner Peace" ซึ่งสร้างความแปลกหูแปลกตา ให้กับ ผู้ผ่านไปมาเป็นอันมาก เพราะเป็นภาพใหญ่สี่สีสวยงาม ของมหาธรรมกายเจดีย์ ในวันมาฆะประทีป ชนิดเห็นได้แต่ไกล เขียนไว้ว่า "The New Landmard of World Peace in the New Millennium" เรียกร้องความสนใจ มีผู้แวะเข้ามาถาม และพูดคุยกันด้วยความสนใจ
พวกเราหลายคนได้แอบไปดูซุ้มทั้งหมดทั้งงาน แล้วกลับมาชมตัวเองว่า ซุ้มของเราสวยที่สุดในงาน เพราะมีทั้งภาพและเสียงเพลง มีวิดีโอสวยงามเรื่องราวของสมาธิ และมหา ธรรมกายเจดีย์ฉายตลอด ยิ่งมีอยู่วันหนึ่ง คุณน้อย คนที่สวยเสมอของพวกเรา ลงทุนทุ่มสุดตัว แต่งชุดไทยงามวิจิตร ยืนอธิบายที่ซุ้ม เล่นเอาหนุ่มฝรั่งมะรุมมะตุ้ม มาขอถ่ายรูปเป็นที่สนุกสนาน ร้อนถึง บรรดาบอดี้การ์ดตัวน้อยๆ ต้องทำหน้าที่อย่างเข็มแข็ง คือลูกชายหนุ่มน้อย 2 คนที่เฝ้าคุณแม่แจ ด้วยความห่วงและหวง
ติดกับซุ้มของเรา เป็นของกลุ่มจากตะวันออกกลาง มาขายไอเดียเรื่องของปาเลสไตน์ ตรงกันข้ามกับเรา เป็นกลุ่ม Human Right Watch มีเอกสารน่าสนใจของ การรณรงค์ของ องค์กรใหญ่ ที่คอยจับตาการกลั่นแกล้ง และทำลายสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทั่วโลก ส่วนด้านหลังของเรา น่ารักมาก เพราะเป็นตรานกพิราบ กับไม้กางเขนสวยงาม หลังพิงหลังกับเรา เป็นขบวนการเรียกร้อง ประชาธิปไตยและสันติภาพ ในขณะที่เราเป็นพุทธเต็มตัว แต่เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันอย่างดี คุยกันแลกเปลี่ยนความคิดกัน ทุกวัน ต่างคนต่างทำงานตามอุดมการณ์
เลยไม่ไกลจากเราเป็นซุ้มของกลุ่มมุสลิมหนุ่มสาว มีโปสเตอร์สวยงาม เพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ของมุสลิม การตอบแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ ผมพยายามเจรจาขอเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่า เขาแจกให้แต่รูปเมกกะสวยงาม พิมพ์อย่างดี ผมเลยต้องใช้วิธีถ่ายรูป มาเป็นที่ระลึก ซึ่งเขาก็ยิ้มๆ ยืนเป็นแบบให้ไม่ว่ากัน
สิ่งที่เราประหลาดใจที่สุดก็คือ เรามีการแจกใบปลิว เชิญชวนให้เขาเข้าสัมมนา มาทดลองฝึกนั่งสมาธิ โดยเราไปจองห้องไว้ในวันศุกร์เย็น ปรากฏว่ามีคนมาลงชื่อเกือบ 100 แสดงว่า มีผู้สนใจไม่น้อย
พอถึงวันจริงก็มีบรรดาผู้สนใจจากทุกทวีป อเมริกา อัฟริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเซีย มาเตรียมตัวนั่ง จนต้องแบ่งเวลาออกเป็น 3 กลุ่ม เพราะห้องใหญ่ไม่พอ
และอาจารย์แมวก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำนั่งสมาธิเป็นภาษาอังกฤษอย่างไพเราะและนุ่มนวล หลังจากที่วิดิโอ สไลด์อันสวยงามของคุณใส อุ่นเครื่องวิธีการนั่งจบลง ทุกคนก็นั่งหลับตาพริ้ม อย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อลืมตาขึ้น ทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ที่น่าสนใจ และกับพวกเรา เพราะหลายคนเป็นครั้งแรกในชีวิต หลายคนพูดถึงความสงบ ความสบาย พูดถึงแสงสว่าง และหลายคนไปได้ไกล ทีเดียว ทั้งที่เวลาสั้นมาก หลายคนพูดอย่างน่าสนใจว่า รอบๆ ห้องเรา เต็มไปด้วยการเรียงร้อง สันติภาพอย่างเร่าร้อน เต็มไปด้วยเสียงดัง แต่ในห้องนี้ เป็นห้องเดียว ที่เต็มไปด้วยความเย็นสงบ และได้พบสันติภาพอย่างแท้จริง น่าที่ผู้จัดงานทุกงาน จะจัดให้มีที่สอนสมาธิอย่างนี้ จะดีมากทีเดียว มีแหม่มสาวคนหนึ่ง ติดอกติดใจมาก เข้าใจว่ามาจากรัสเซียเก่า แต่ตอนนี้ เป็นประเทศ เกิดใหม่ มาถามอาจารย์ผู้นำว่า เป็นไปได้ไหม ที่เราจะมีการเปิดศูนย์สมาธิ ในประเทศของเธอ นี่เป็นสิ่งที่ดีมากที่ทุกคน กำลังแสวงหา เชื่อว่าจะมีคนสนใจเยอะทีเดียว
พวกเราได้แต่หันมามองตากัน ยิ้มๆ ผมนึกถึงภาพประเทศรัสเซีย แล้วก็บอกตัวเองว่า ถึงยังไงๆ ผมก็ชอบอยู่ประเทศไทยมากกว่านะครับ แธงค์กิ้ว แอนด์ กู๊ดบาย ใครจะอาสาก็เชิญ นะครับ
กาขาว (แทน)