ปีที่ 2 ฉบับที่ 623 ประจำวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2542
ปุจฉา - วิสัชนา
เรื่อง กรณีวัดพระธรรมกาย
กราบเรียน ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
สิ่งที่แนบมาด้วย
1. สำเนาจดหมายเปิดผนึก ถึงท่านประธานรัฐสภา ลว.24 กุมภาพันธ์ 2542
2. สำเนาจดหมายเปิดผนึกถึง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลว.12 มีนาคม 2542
ผมอยากจะใคร่ขอแสดงความชื่นชม ในการทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรีของท่าน ต่อความยึดมั่นในหลักพิจารณา กรณีวัดพระธรรมกาย ที่คณะกรรมการ มหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรสูงสุด ฝ่ายสงฆ์ กำลังเร่งดำเนินการ ตัดสินชี้ขาดอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้จะมีการกล่าวร้าย กล่าวจ้วงจาบ ลบหลู่ดูหมิ่น ต่อคณะพระเถระอย่างต่อเนื่อง ถึงกับมีการส่งกลุ่มคนไปขึ้นป้าย และด่าถ่อพระเถระหน้ามหาสมาคม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลรักษาความสงบ ตามสมควร น่าจะเป็นการประมาทเลินล่อ ต่อสถานการณ์ ที่อาจจะลุกลามเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ ดังนั้น การสอดส่องดูแล ห้ามปราม ไม่ให้บุคคลละเมิดต่อ กฎหมายบ้านเมือง น่าจะสมควรได้กระทำกันก่อนสายเกินแก้
อนึ่งการกล่าวร้าย ให้ร้ายป้ายสี รวมถึงการกระทำที่ชี้นำ ตลอดจนการโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดๆ และตัดสินโดยพลการของสื่อต่าง ๆ ต่อวัดพระธรรมกาย ตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนมานี้ ล้วนเป็นการกระทำ ที่ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองทั้งสิ้น แต่กลับไม่มีผู้ใดเอาใจใส่ดูแล ให้ความเป็นธรรม บังเกิดขึ้นในสังคม กระทั่งถึงกับ หน่วยงานของรัฐสภาเอง ได้แก่กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกันลงมือ ตัดสิน โทษต่อวัดพระธรรมกาย ด้วยการกล่าวหา ถึงขั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงฯ ซึ่งมิใช่หน้าที่ของตน ยิ่งมีการประกาศต่อสื่อต่างๆ ให้แพร่หลายออกไป ก่อนการเสนอต่อ มหาเถรสมาคม เท่ากับเป็นการประจาน ความไร้ศีลธรรมและคุณธรรมของตนเอง
จึงเป็นการกระทำ ที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง สมควรที่จะได้รับการประณาม และควรมีการพิจารณาโทษ ในรัฐสภา เพื่อทุกๆ ท่านจะได้ตระหนัก และสำเหนียก ในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ต่อกฎหมายบ้านเมือง ต่อความถูกต้องเที่ยงธรรม ต่อความสงบสุขของประชาชนทั้งประเทศ มิใช่ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้ไหลไปตามกระแสข่าวชั่วๆ ในสังคม อันสื่อต่างๆ ได้กุข่าวขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะไม่ส่งเสริม คุณธรรมความดีงามแล้ว ยังจ้องทำลายล้างคนดี ซึ่งมีน้อยลงทุกวัน ให้หมดไปอีกด้วย
ดังนั้น ในฐานะที่ท่านนายกฯ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในการบริหารบ้านเมือง พึงทราบว่าควรดำเนินการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ในการ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม ให้บังเกิดขึ้นในสังคมของเรา ให้จงได้ ก่อนที่ผู้มีอิทธิพลต่างๆ เช่น นักการเมืองเลวๆ สื่อชั่วต่างๆ อาชญา กรรม สารพัดชนิด ฯลฯ จะเข้าครอบงำสังคม อย่างสิ้นเชิง
กรณีศึกษาเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายนี้ น่าจะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นสังคม ทั้งในแง่ดีและแง่เลวร้ายของสังคม อย่างชัดเจน จึงเป็นโอกาสที่ ท่านนายกฯ น่าจะส่งเสริมคนดี มีศีลธรรม และถือโอกาสเดียวกันนี้ กำหราบคนชั่วมิให้แสดงบทบาทของตน หรือกำจัดออกไปให้พ้นจาก สังคมไทย โดยถาวร ก็จะยิ่งเป็นคุณมากขึ้นเท่านั้น
กระผมใคร่ขอกราบขอบคุณท่านนายกฯ เป็นอย่างยิ่ง ที่ยังดำรงตนเป็นหลักให้แก่สังคมของเราอย่างแท้จริง และหากจะมีการพิจารณา กรณี วัดพระธรรมกาย ให้รอบคอบยิ่งขึ้น หลังการตัดสินของมหาเถรสมาคมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกย่องฐานะของพระพุทธศาสนา ให้เจริญงอกงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา ของมหาชนยิ่งขึ้น ตลอดจนการพิจารณาให้พุทธศาสนา ได้รับการตราไว้เป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นคุณ ยิ่งแก่ชาวไทยทั้งประเทศ
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นายบูลย์สุข โฉมปรางค์
ในนามลูกศิษย์วัดพระธรรมกายและคณะ
เรื่อง ขอให้พิจารณาโทษคณะกรรมาธิการศาสนาฯ
กราบเรียน ฯพณฯประธานรัฐสภา
อ้างถึง การแถลงข่าวของโฆษกกรรมาธิการศาสนาต่อสื่อมวลชน ทั้งวิทยุโทรทัศน์และสิ่งพิมพ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542
ตามข่าวที่อ้างถึง เป็นการกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่น ทั้งส่วนที่เป็นสถาบันทางพุทธศาสนาคือ วัดพระธรรมกาย และส่วนที่เป็นปัจเจกบุคคลผ ผู้เป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย ข้าพเจ้า นายบูลย์ สุขโฉมปรางค์ ในฐานะเป็นศิษย์ธรรมกาย และในนามตัวแทนลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ผู้ได้รับ ความเสียหาย ในการกระทำของคณะกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนราษฎร ที่สรุปและการประกาศผลอันเป็นข้อกล่าวหา และให้ร้ายแก่ วัดพระธรรมกาย และศิษยานุศิษย์ทั้งมวล โดยไม่สนใจสืบสวน ค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีกรรมาธิการศาสนาฯ ท่านใด ไปสอบถามหรือค้นหาข้อมูล ที่วัดพระธรรมกายเลย และแม้แต่กระทั่งเอกสารต่างๆ ที่ส่งมอบให้ นายอำนวย สุวรรณคีรี ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ตามกำหนดของ กมธ.ก็ไม่ได้รับการใส่ใจใดๆ
ในฐานะที่รัฐสภาฯ เป็นสถาบันสูงสุดสถาบันหนึ่ง ทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยทั้งมวล ควรต้องส่งเสริมให้ประชาชนมุ่งมั่น มีกำลังใจ ในการสร้างสรรค์ ความดี ละเว้นความชั่ว โดยสมาชิกรัฐสภา ควรทำตัวให้เป็น ตัวอย่างที่ดีด้วย นอกจากหน้าที่ออกกฏหมาย เพื่อรักษาความเป็น ธรรมและความสงบสุข ของประเทศชาติ
พฤติกรรมที่ คณะกรรมาธิการศาสนาฯ ได้กระทำและตัดสิน ต่อวัดพระธรรมกายนั้น เป็นการตัดสิน ที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเป็น การกระทำที่ก้าวก่าย ต่องานของมหาเถรสมาคมอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในหน้าที่ของตน และไม่เคารพสิทธิแลหน้าที่ของผู้อื่น สถาบันอื่นๆ เป็นการแสดงออกซึ่ง ความไร้สมรรถภาพในการทำงาน ไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่พวกเราเขียนกันขึ้นมาด้วยมือ และคณะ กรรมาธิการศาสนาฯ ลบด้วยเท้า เพราะการตัดสินเช่นนั้น เป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ละเมิดต่อการใช้สิทธิของประชาชน ในการชุมนุม เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยสงบ และแสดงออกซึ่งความตั้งใจทำความดี สร้างสันติสุขให้แก่สังคม
การกระทำของคณะกรรมาธิการศาสนาฯ เป็นการขัดต่อกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ซึ่งการประกาศความดีงาม ของวัดพระธรรมกาย ให้กลับกลายเป็นความผิดชั่ว เช่นนั้น เท่ากับเป็นผู้ก่อเหตุความไม่สงบ อันอาจเกิดขึ้นในบ้านเมืองด้วยตนเอง นอกจากจะนำความเสื่อมเสีย มาสู่รัฐสภาแล้ว ยังไม่ส่งเสริมประชาชน ให้ทำความดีอีกด้วย เป็นที่น่าขายหน้าไปทั่วโลก ทำให้ข้าพเจ้าฯ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคน และคนไทยส่วนใหญ่ ต้องเสื่อมเสียเกียรติ ในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และขาดสติ ในการพิจารณาใคร่ครวญต่อกรณีวัดพระธรรมกาย ของคณะ กรรมาธิการศาสนาฯ อันไม่อาจให้อภัยได้
จึงกราบเรียนมายัง ฯพณฯประธานรัฐสภา ได้ตั้งกรรมาการสอบสวนคณะกรรมาธิการศาสนาฯ ทั้งคณะ เพื่อพิจารณาถอดถอน และคัดเลือก บุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทรงคุณธรรม มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา อันเป็นที่เคารพนับถือของคนไทยส่วนใหญ่ ในประเทศ ขึ้นรักษาการ แทน และให้ดำเนินการตามกฎหมาย ต่อคณะกรรมาธิการฯ ผู้ล่วงละเมิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา 38 อันเป็นกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ทั้งนี้ ให้รัฐสภาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไป
ขอแสดงความนับถือย่างสูง
นายบูลย์สุข โฉมปรางค์
ในนามลูกศิษย์วัดพระธรรมกายและคณะ
เรื่อง การปฏิบัติตนต่อการพิจารณาวัดพระธรรมกาย
กราบเรียน นายอาคม เอ่งฉ้วน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กระผมในฐานะสาชนผู้รับการปฏิบัติธรรม สายหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี) มีความชื่นชมท่านรัฐมนตรี ที่มีความ กล้าหาญและกระตือรือร้น ในความพยายามไขปัญหา กรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งตกเป็นเป้าการทำลายล้าง ของสื่อต่างๆ นับตั้งแต่ 3-4 เดือนที่ผ่านมา สื่อเหล่านั้นตั้งต้นเป็นโจทย์ กล่าวหาให้ร้ายกระทั่งป้ายสื่อต่างๆ นานา ตลอดจนตัดสินชี้ขาดต่อ วัดพระธรรมกาย และเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส กระทั่งลามปามไปถึง พระเถระ มหาเถระในมหาเถรสมาคม สร้างความเสื่อมเสียศีลธรรม คุณธรรมของคนในชาติเป็นอันมาก
ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นหลักในบ้านเมือง ที่ดูแลรับผิดชอบกรมการศาสนา โดยตรงร่วมกับคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและ วัฒนธรรม ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า หน่วยงานหลังนั้น ทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ ไร้ศักดิ์ศรี และไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง เพราะการตัดสินวัด โดยระบุตรงๆ ว่า ยังขาดข้อมูลจากทางวัด ถึงแม้เจ้าหน้าที่ ได้นำไปมอบให้ นายอำนวย สุวรรณศรี แล้วก็ตาม ที่สำคัญไม่มีใครใน กมธ.เคยเข้าไป ตรวจสอบวัดเลย แม้สักครั้ง แต่ได้สรุปเป็นคำตัดสินออกมาว่า วัดพระธรรมกายมีความผิดรุนแรง ถึงขั้นอาจเป็นภัยความมั่นคง ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฯลฯ อันเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงยิ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ และล่วงละเมิดต่อมหาเถรสมาคม ที่ประกาศออกมา อย่างไร้มารยาทเช่นนี้ และยังละเมิดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา 3 มาตรา 38 ฯลฯ เป็นผู้มุ่งทำลายสถาบันรัฐสภา และสถาบันศาสนาเสียเอง ทำไมท่านจึงไม่ดูแลพฤติกรรมของคนเหล่านี้บ้าง
แม้ตัวท่านเอง ดูเหมือนจะทำงานด้วยความบริสุทธิใจ เที่ยงธรรม น่าสรรเสริญยิ่ง ครั้นพอนานเข้าดูเหมือนท่านจะสับสน เป๋ไปเป๋มาชอบกล ยังกับถูก "ยาสั่ง" ของใครสักคน อย่างนั้นแหละ กระผมไม่อยากเชื่อเลยว่า คนใต้ผู้รักศักดิ์ศรี มีคุณธรรม รักความสัตย์จริงยิ่งชีวิตอย่างท่าน จะมีอัน เป็นไปเช่นนี้ ลำพังเพียงแค่สื่อต่างๆ ใส่สีตีไข่ ให้ร้ายวัดพระธรรมกาย
ทั้งๆ ที่ท่านก็ได้เข้าไปสัมผัสทุกซอกทุกมุม ทุกประเด็นที่สื่อกล่าวหาวัด ล้วนโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น ซึ่งท่านย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ยังปล่อยให้ สื่อโฆษณาชวนเชื่อย่างผิดๆ อันเป็นการละเมิดต่อ กฎหมายบ้านเมืองอีกด้วย กระผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ท่านจะยังคงกล้าหาญ เหมือนการแสดงออก ในครั้งแรกๆ ในความตั้งใจจะส่งเสริม กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ในทางที่ดี อย่างที่วัดพระธรรมกาย กำลังดำเนินการอยู่ ด้วยความทุ่มเทเสียสละ
เช่นเดียวกับศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย พวกเรายอมตายเพื่อพิทักษ์วัดของเรา คุณความดีของเรา เพราะเราสร้างวัดขึ้นมาด้วยชีวิตจิตใจทั้งหมด ที่มีท่านคิดหรือว่า คนที่ไม่เคยทำบุญกับวัดเลย ไม่มีส่วนในการสร้างความดีใดๆ ในวัด แม้ศีลสักข้อยังไม่ตั้งใจรักษา สมควรมีสิทธิ์ มาล้มล้าง ทำลายวัดทุกวิถีทาง อย่างที่พยายามทำกันอยู่ ในขณะนี้ ซึ่งยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกที ถึงกับให้หน้าม้า ไปขึ้นป้ายและด่าทอพระเถระ หน้า มหาเถรสมาคม กล่าวจาบจ้วงหมิ่นประมาทต่างๆ นานา ล้วนเป็นการละเมิดบทบัญญัติทางกฎหมาย เป็นการก่อเหตุยั่วยุ ให้เกิดความไม่สงบ ภายในบ้านเมืองทั้งสิ้น หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมา ท่านรับผิดชอบได้หรือไม่ ทำไมจึงไม่ควบคุมสถานการณ์ หรือป้องกัน ก่อนเกิดปัญหา ในภายหลัง
กระผมเป็นคนพื้นบ้านเดียวกับท่าน เคารพนับถือท่านเป็นการส่วนตัว ไม่อยากเห็ฯภาพพจน์ ส.ส.น้ำเน่า ที่เอาแต่ประจบสอพลอ วันนี้ พูดอย่าง รุ่งขึ้นอีกวันพูดอีกอย่าง ฯลฯ ปรากฏขึ้นในบุคคลของท่าน ไม่ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งสำคัญ ทางการเมืองใดๆ หรือไม่ก็ตาม เพราะ ภาพแห่งความดีงาม ที่ท่านสู้อุตสาห์ สร้างสมมายาวนาน ด้วยความยากลำบาก เป็นเพียงบารมี ที่หล่อหลอม สร้างความแข็งแกร่ง เกรียงไกรให้ ในฐานะผู้พิทักษ์ธรรม ธรรมนั้นเองจะพิทักษ์รักษาท่าน ให้มีความสุข สำเร็จ อย่างสมภาคภูมิ ไม่ว่าสื่อเน่าๆ หน้าไหน จะใส่ร้ายป้ายสีอย่างไร ก็ไม่อาจจะปิดบังความเป็นจริง ทำถูกต้องจริง ยืนอยู่บนความสัตย์จริงของท่านไปได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
กระผมใคร่ขอให้กำลังใจในการทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ธรรมในครั้งนี้ด้วยใจจริง และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นายบูลย์สุข โฉมปรางค์
27 ถนนวิชิตสงคราม ต.กะทู้ อ.กะทู้ ภูเก็ต
"ไอ้ทิด"