โละข้าราชการ
500,000 คน !!!!
หลัง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
พ.ศ. 2545 และ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มีผลบังคับใช้ไปเมื่อ
1 ต.ค. 2545 ที่ผ่านมา ผลที่เป็นรูปธรรมแล้วก็คือโครงสร้างราชการไทยมีการเพิ่มกระทรวงจาก
14 เป็น 20 ในจำนวนนี้แบ่งเป็นกว่า
100 กรม และมีหน่วยงานอิสระอีกส่วนหนึ่ง
มาถึงศักราชใหม่ปี
2546 นี้...จะมี "ยก 2"ยกนี้จะมี
"ข้าราชการ" เป็นเป้าสำคัญ
!!
วันก่อนเพิ่งมีข่าวเป็น "ยาหอม"
ว่ารัฐบาลอาจจะมีการ "ขึ้น เงินเดือน"
ให้ข้าราชการ แต่จากการเปิดเผยเมื่อช่วงเปลี่ยนผ่านปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ของ
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
อาจทำให้ความหอมของยาหอมขนานนี้...ลดน้อยถอยลง
รองนายกฯ
วิษณุบอกไว้ว่า...ปี 2546 นี้รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มสูบเพื่อสานต่อการปฏิรูประบบราชการ
โดยขั้นตอนต่อไปคือ 1.จัดระเบียบโครงสร้างส่วนราชการตามโครงสร้างใหม่ในส่วนภูมิภาค
และ 2.ปรับปรุงประสิทธิภาพของข้าราชการ
เช่น ฝึกอบรมความถนัดของข้าราชการ
ที่สำคัญจะเริ่ม "ลดจำนวนข้าราชการ"
จริงจัง
จากที่มีอยู่ราว
1.5 ล้าน...เหลือ 1 ล้านคน !!
สำหรับข้าราชการที่ดี-มีประสิทธิภาพก็อย่าเพิ่งตกใจไป
เพราะนี่เป็นเป้าหมายระยะยาว "ภายใน
10 ปี" แต่ส่วนพวกที่อยู่ไปวัน
ๆ "เช้าชาม-เย็นชาม" โดยเฉพาะพวกที่ทำตัว
"ขี้ฉ้อ" เตรียมหนาวได้
!!
ทั้งนี้และทั้งนั้น การปรับลดกำลังคนลงเหตุผลก็เพื่อความ
"คล่องตัว" อีกประการจำนวนข้าราชการมาก
ๆ ก็ทำให้รัฐต้องแบกรับ "ค่าใช้จ่าย"
ทั้งเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ
สูง ซึ่งที่จริงก็เริ่มมาเป็นระยะ
รัฐบาลได้มีการกำหนดไว้ว่าจะปรับลดกำลังคนของรัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ
10 ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 (2540-2544) และจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ
20 ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (2545-2549)
นอกจากนี้ ยังมีมติที่เป็นไปตามเงื่อนไขเกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
หรือ "ไอเอ็มเอฟ" เมื่อ
19 ส.ค. 2540 เรื่องการลดกำลังคนภาครัฐลง
และตั้งแต่ปีนี้นี่แหละ...จะเริ่มเห็นกันจะจะ
ใครจะอยู่-ใครจะไป...จะเห็นแววชัดขึ้น
!!
สีมา
สีมานันท์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
(ก.พ.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการร่วม
คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ
บอกว่า...การลดจำนวนข้าราชการให้สำเร็จนั้น
จะต้อง "ลดจำนวนงาน" ลง
ซึ่งมีการวางไว้ 5 แนวทางคือ...
1.งานที่พ้นสมัยไปแล้ว
เช่น เร่งรัดพัฒนาชนบท ก็เปลี่ยนเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
2.งานที่ซ้ำซ้อนกัน ก็นำมารวมกัน
3.งานของรัฐแต่เอกชนทำได้ดีกว่า
ก็จ้างเอกชนทำ
4.การออกนอกระบบ เช่น สำนักงานปฏิรูปการศึกษา
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
5.การถ้ายโอนงานให้ ท้องถิ่น
ส่วนวิธีก็มี
2 วิธีหลัก ๆ คือ...เกษียณฯแล้วไม่บรรจุ
เมื่อครบปีก็มาดูว่าเกษียณไปกี่อัตรา
จากนั้นจะจัดสรรคืนแค่ 20% ของอัตราที่เกษียณ
และ เออรี่ รีไทร์เม้นท์ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาลดไปได้
68,000 อัตรา
"แต่วิธีเออรี่
รีไทร์ฯ นี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะมีต่อหรือไม่
เพราะ มีปัญหาคือ บางตำแหน่ง เช่น
ครูสอนภาษาอังกฤษ ครูสอนวิทยาศาสตร์
ออกกันไป แล้วทำให้เกิดการขาดแคลน"
นโยบายลดกำลังพลของภาครัฐที่ผ่านมาทำให้ข้าราชการบ่นเหมือนกัน
เพราะว่าต้อง "ทำงานมากขึ้น"
แต่ก็ขอร้องให้ช่วย ๆ กันไปก่อนในขณะนี้
ซึ่งเป้าหมายการลดจำนวนข้าราชการลงยังคงต้องดำเนินต่อไป
รองเลขาฯ
ก.พ. บอกอีกว่า...ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีนโยบาย
"ไล่ ข้าราชการออก" โดยไม่มีความผิด
ส่วนการที่จะเอาผิดถึงขั้นเอาออกก่อนนั้น
บุคคลนั้นต้องมีความผิดร้ายแรงชัดเจน
หรือมีความประพฤติแย์จริง ๆ
"เช่นมาสายเป็นประจำ
เมาแอเข้ามาทำงาน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
ฯลฯ"
เมื่อลดจำนวนข้าราชการได้แล้ว
สิ่งที่จะดำเนินการต่อไปก็คือการ
"ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือน"
เนื่องจากบัญชีเงินเดือนที่ใช้อยู่
เป็นของปี 2537 ซึ่งเรารู้ว่าปัจจุบันอำนาจซื้อมันเปลี่ยนไปมาก
นอกจากนี้
ในการประชุมคณะกรรมการ ก.พ.ร. ในช่วงกลางเดือน
ม.ค.นี้ จะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ
6 เรื่อง โดย 1 ใน 6 คือการรื้อระบบข้าราชการพลเรือนใหม่
จากเดิมที่ใช้ระบบซี 1-11 จะเปลี่ยนเหลือ
"4 ขั้น" คือ... ขั้นต้น,
ขั้นกลาง, ซีเนียร์, บริหาร ซึ่งจะสัมพันธ์กับการพิจารณาโครงสร้างเงินเดือน
"การปรับปรุงระบบราชการให้ได้ประสิทธิภาพนั้น
จำเป็นต้องทำให้ระบบราชการ แบน
ลง ลดลำดับขั้นบังคับบัญชาให้น้อยลง
เพื่อสะดวกในการสั่งงาน" ...รองเลขาฯ
ก.พ. กล่าวย้ำ
จะอย่างไร-แบบไหน...ระฆัง
"ยก 2" ก็ลั่นขึ้นแล้ว
พวกเฉื่อยแฉะ-ฉ้อฉลน่าจะโดน
"ไล่ลง" แต่ต้นยก
ไม่ต้องรอกรรมการ
"นับคะแนน" ให้เสียเวลา
!?!.
ที่มา
: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
|