ปีที่ 3 ฉบับที่ 951 ประจำวันอาทิตย์ที่ 20  เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

แฮปปี้เบิร์ธเดย์ สามสิบปีวัดพระธรรมกาย

วันนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว 20 กุมภาพันธ์ 2514 วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในบวรพระพุทธศาสนา ไม่มีใครคาดคิดว่า อีก 30 ปีนี้ จะกลายเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุด เป็นระเบียบที่สุด สะอาดที่สุด มีพระมากที่สุด มีคนเข้าวัดมากที่สุด และดังที่สุดในประเทศไทย และวันนี้ ใหญ่ที่สุด ดังที่สุด ระดับโลก ใช่ครับ วัดพระธรรมกาย 

ใครจะคิดว่า จากทุ่งนาโล่ง พื้นดินที่ว่างเปล่าแบบบ้านนอก การเดินทางมาลำบากเพราะไกลแสนไกลจากกรุงเทพ วันนี้จะกลายเป็นวัดที่มีโบสถ์ที่ออกแบบงดงามที่สุด จนได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามว่า สวยงาม มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร

ช่อฟ้าเป็นคอนกรีตสีขาวพุ่งเสียดฟ้า อาคารทั้งหมด สีขาวสะอาด หัวเสาเป็นดอกบัวงดงาม ทุกอย่างสะอาดสงบ สมกับเป็นวัดที่มีจุดยืนเด่นที่สุดในประเทศไทย วัดสมาธิ

ไม่มีผิดประดับสีทองมะลังมะเลืองแบบวัดทั้งประเทศไทย ลวดลายสีทองวิจิตรพิสดารตามแบบฉบับของวัดไทย จนได้รับการนินทาเล็ก ๆ ว่า สวยแบบโบสถ์ฝรั่งมากกว่า

เมื่อวานซืนนี้ ผมพาคณะผู้มีเกียรติจากต่างประเทศไปชมวัด ทุกคนไปยืนชมความงานของพระอุโบสถสีขาว ยืนตระหง่านบนพื้นหญ้าสีเขียว ท่ามกลางแมกไม้ที่วัดนี้ โตเต็มที่ น้ำที่ใสสะอาด

อาคารประชาสัมพันธ์ และอาคารจาตุมฯ ที่ประดับคู่บารมีโบสถ์มาตั้งแต่ต้น ถ้ามองจากแมกไม้ไปไกล จะเห็นสายน้ำสงบเงียบ หอระฆังสีขาวสะอาด 

และเมื่อก้าวเข้าไปในโบสถ์ พระประธานองค์ใหญ่ สีทอง ที่สมเด็จย่า พระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นประธานสร้างไว้อย่างงดงาม สองข้างผนังเป็นผ้าไหมกันเสียงสะท้อน เป็นโบสถ์สำหรับการปฏิบัติสมาธิ และทำพิธีของสงฆ์ที่สวยเรียบ สง่า สามารถข่มความรู้สึกภายนอก ความร้อนภายนอก ให้เย็นลงได้ นี่คือความรู้สึกของอาคันตุกะจาก ต่างประเทศ ที่ไปสู่วัดไทยมาแล้วหลายวัด

โบสถ์ แห่งความภาคภูมิใจ ที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาเป็นประธาน เพื่อเริ่มต้นการก่อสร้างเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว และบัดนี้กลายเป็นโบสถ์สัญลักษณ์แห่งความเงียบสงบงดงาม ของวัดไทยที่ดังไประดับโลก

ผมคิดว่า ยังมีชาววัดพระธรรมกายอีกจำนวนมากที่มาวัด แต่ไม่เคยไปชมความงามของโบสถ์ และบริเวณสีเขียวอันร่มรื่น ที่ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างงดงาม จนทุกวันนี้ กลายเป็นวนอุทยานแห่งธรรม จุดกำเนิดของวัดพระธรรมกายยุคที่หนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความงดงามยิ่งนัก

ใครที่เข้าวัดในระยะหลังนี้ ที่ยังไม่เคยไปกราบพระในโบสถ์ วันนี้ไปดูเสียนะครับ

15 ปีแล้วที่ผมเข้าวัด ครั้งแรกก็คือมาถ่ายรูปโบสถ์อันงดงามแห่งนี้ และผมก็ตะลึงกับผู้คนมาวัดในชุดสีขาวที่มานั่งสมาธิเต็มไปหมด ใต้ร่มไม้เต็มไปด้วยคนนั่งสมาธิ ผู้คนทุกวัย ที่น่าทึ่ง  เพราะผมเคยคิดว่า คนเข้าวัดต้องเป็นคนแก่ ๆ เท่านั้น

ผมเห็นเด็กนักเรียนตัวน้อย ๆ นั่งสมาธิอย่างเงียบสงบเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ น่ารัก น่าเอ็นดู เด็กวัยรุ่นที่ยืนยกมือไหว้รับกัลยาณมิตร พร้อมกับส่งเสียงแจ๋ว ๆ หน้าตายิ้มแย้ม

นี่คือความยิ่งใหญ่งดงามของวัดพระธรรมกายในอดีต ในยุคที่หนึ่ง ยุคแห่งการก่อร่างสร้างตัวจากวัดเด็ก ๆ บ้านนอก กลายมาเป็นอุทยานธรรมะที่โด่งดังแบบเงียบ ๆ

และอาคารจาตุมฯ ที่เป็นอาคารปฏิบัติธรรมยุคแรกที่จุได้เพียง 400 คน ก็ไม่พอเพียงกับศรัทธากัลยาณมิตร ผู้คนที่ต้องนั่งสมาธิหลบแดดอยู่ต้นไม้ เวลาฝนตกก็ต้องเก็บเสื่อ และวิ่งหาที่หลบฝน

และนั่นเอง คือที่มาของยุคที่สอง สภาธรรมกายที่จุคนได้กว่า 10,000 คน ที่เรียกกันว่า สภามุงจาก เพราะไม่เพียงแต่เป็นอาคารปฏิบัติธรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นศาลาการเปรียญที่ออกแบบพิเศษ โดยวิศวกรในวัด ที่ร่มเย็นที่สุดเพราะมุงด้วยจาก มีระบบถ่ายเทอากาศ และแสงสว่าง สะอาดทันสมัย เพื่อรองรับคนได้เป็นหมื่น

เท่านั้น ก็ยังไม่พอ ผู้คนก็หลั่งไหลมานั่งฟังธรรมวัดอาทิตย์จนล้นสภา แม้จะสร้างเต๊นท์พิเศษที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นปฏิมากรรมพิเศษรอบ ๆ สภา ก็แน่นทุกเต๊นท์ ผู้คนกว่าสี่ห้าหมื่นในวันบุญใหญ่ที่ล้นหลาม ศาลาการเปรียญที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ของวัดพระธรรมกายยุคที่สอง

และนี่เองคือ ที่มีของสภาธรรมกายแห่งโลกในยุคที่สาม และพระมหาธรรมกายเจดีย์สีทองอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยองค์พระธรรมกาย อันงดงามหนึ่งล้านองค์ ในวันนี้

เมื่อผมไปที่ไหนก็จะเจอคำถามยอดนิยมว่า วัดพระธรรมกาย สร้างอะไรก็ใหญ่โต สร้างไปทำไม ติดยึดหรือเปล่า คำถามที่สะท้อนว่า วัดไทยต้องจนทุกวัด พระจนทุกรูป และคนเข้าวัดต้องมีแต่คนจนที่หนีโลก ตัดกิเลสแล้ว และวัดทุกวัดต้องอวดความจน ขายความน่าสงสาร อย่างนั้นหรือ

เพราะคนถามไม่เคยมาวัด ไม่เคยสัมผัสคนที่มานั่งสมาธิเป็นแสน ความรู้สึกเงียบสงบที่ยิ่งใหญ่ของพลังจิตแห่งความดีงามร่วมกัน ไม่เคยรู้ความเดือดร้อนของคนวัด เมื่อตอนฝนตกแดดออก การธุดงค์ในโคลนเมื่อฝนเทลงมา และคนปักกลดนับหมื่นไม่ถอยหนี

การยืนปักหลักในโคลนส่งถังน้ำ วิดน้ำ การยืนช่วยกันจับเสาเต๊นท์มิให้ปลิวไปตามพายุที่ซัดกระหน่ำ ไม่มีใครถอย ไม่มีใครหนี ทุกคนเนื้อตัวเปียกปอน แต่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส กินนอนกลางพื้นดินพื้นทราย ช่วยกันสร้างวัด ช่วยกันเทปูน ตอกเสาเข็ม คนนับแสนที่ยืนหยัดสู้ธรรมชาติฟ้าดิน เพื่อพิสูจน์ความศรัทธาชาวพุทธยุคใหม่

ในขณะที่คนทั้งโลกอยู่กันอย่างสุขสบายนอกวัด นี่คือภาพประทับใจที่ผมได้ร่วมใช้ชะตากรรมมาร่วมกับคนนับแสนใน 15 ปีที่ผ่านมานี้ ยังไม่อาจสู้ยุคแรกยุคบุกเบิกที่เล่ากันว่าลำบากยิ่ง

สิงห์ขาว


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ]

1