ปีที่ 3 ฉบับที่ 938 ประจำวันจันทร์ที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

วิวาทะ

มีตัวตนโทนโท่ตำรวจไม่จับมุ่งจับแต่เงา

การได้ไปเที่ยวปรักปรำใครต่อใครเขา โดยไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด คนหนักแน่นในธรรม มีสติสัมปชัญญะพอตัว เขาไม่ทำกัน

ถ้าจะถามว่าทำไม คำตอบที่ถูกจริงๆ เขาคงกลัวบาปมั้ง

คำว่า กลัวบาป ใช่จะพูดหรือเขียนเล่นๆ เพราะตัวบาปตัวบุญมันมีจริงๆ

แต่ถ้าเดินให้พ้นกำแพงวัดออกมา คำตอบอาจไม่มีกลิ่นไอธรรมะเจือปนเลยก็ได้

อาจเป็นหมาเห่าใบตองแห้ง

ไม่รู้ พฤติกรรมมันฟ้อง ออกข่าวไว้ก่อน

หรือไม่ก็ นั่งเทียนเขียนข่าวอีกตามเคย

ผมหมายถึงกรณีเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวจากสื่อ 2 ฉบับ ที่อ้างตัวว่า ห่วงใยพระพุทธศาสนา เหลือล้ำเหลือเกิน ทำตัวเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งมาตลอด เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ตำรวจ แต่เขาก็ใส่รายละเอียดทำปั้นน้ำเป็นตัว อย่างกรณีของวัดสวนแก้ว ที่สมภารเก่า สมภารใหม่เขาทะเลาะกัน

ทึกทักอย่างไร้ยางอายว่า เป็นเพราะฝีมือชาวธรรมกาย

ดีที่สมภารคือ ท่านเจ้าคุณพิศาลธรรมพาที ท่านมีหัวใจเป็นศิษย์ตถาคต ท่านออกมาปรามไว้ก่อนว่า เรื่องนี้ธรรมกายไม่เกี่ยว

หลับตานึกดู ถ้าท่านเจ้าคุณพยอม ท่านลืมความเป็นพระของท่าน เล่นกับเขา (สื่อ 2 ฉบับนั่นแหละ) หรือ เพียงแค่ท่านเฉยไปเสีย ความยุ่งยากวุ่นวาย จะตามมาสู่ชาวธรรมกาย อีกมากมายเพียงไร

งานนี้ ท่านเจ้าคุณพยอม สมควรได้รับการยกย่องเป็นกรณีพิเศษ คือ เร่งระงับวิวาทาธิกรณ์ ในอารามของท่านเอง และนอกอารามของท่าน อย่างรวดเร็วทันท่วงที

แกบศรี กับ เจนศรี และ จิ๊กปูด นักศึกษาฝึกงานสายศาสนา ศิลปวัฒนธรรม จากสถาบันราชภัฎราชบุรี ติดตามการนำเสนอข่าวด้านนี้ จากสื่อทุกฉบับ ทำหน้าทะเล้นแล้วหันมาถาม แบบไม่ต้องการคำตอบว่า นักข่าวที่เสนอข่าวเท็จอย่างนี้ จะถูกทำโทษไหมพี่

ใครก็ไม่รู้ที่เป็นรุ่นพี่ ตะโกนข้ามหัวตอบไปว่า ก็พ่อมันสั่งให้เขียนอย่างนั้น อาม้าที่ไหนจะไปขัดมัน เคลื่อนไหวไว้ก่อนให้สังคมรู้ว่า รักและปกป้องศาสนาเหลือเกิน คนรู้เท่า ไม่ถึงการณ์จะได้ลงคะแนนให้ไง คนไร้ยางอายทำอะไรก็ได้ คนที่เขาไม่ทำกัน

สังคมไทยวันนี้ มีทั้งคนมือบอนที่ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น มีทั้งคนใจบอนที่คิดร้ายใส่ความคนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่กระทำต่อพระสงฆ์ เช่น สมเด็จพระสังฆราช นั้น จัดเป็นบาปอกุศล

ใครก็ตามที่ถลำเล่นกับบาปอกุศลนี้ ขอให้เลิกเล่นได้แล้ว ไม่เป็นผลดีแก่ตัวผู้ประพฤติเอง และไม่เป็นผลดีต่อพระศาสนาอันเป็นส่วนรวม

ยิ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายนนั้น พระองค์ทรงอยู่ในฐานะพระประมุข ทรงเป็นสังฆบิดร ควรที่จะเทิดทูนไว้เหนือเศียรเกล้า สถานเดียว

ในความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ในการเผยแพร่และเทิดทูนพระศาสนา มายาวนานตั้งแต่ครั้งดำรงสมณศักดิ์ระดับล่าง และทรงเป็น สุปฏิปันโน  ผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในและนอกประเทศ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการพระศาสนาที่อินโดนีเซียนั้น ที่พระองค์ทรง กำหนดนโยบายให้พระสงฆ์ในปกครองไปตั้งสำนัก ปรากฏว่า ณ วันนี้ มีชาวอินโดนีเซีย หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาหลายล้านคน

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์ประมุขสงฆ์ ดำรงสมณศักดิ์ ที่ สมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นสังฆปริณายก เคยถูกมารผจญทางหน้าสื่อสิ่งพิมพ์มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2534 แต่คราวนั้น กฎหมายเปิดช่องให้มือมาร บาปกรรมจึงไม่มีบทลงโทษแก่มารตามกระบิลเมือง 

กระทั่งวันนี้ จึงเกิดมี พรบ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ตราออกมา เพื่อคุ้มครองพระบารมี คือ มาตรา 44 ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกหรือปรับ

ทั้งที่มีกฎหมายคอยเป็นภูมิคุ้มกันไว้ชัดเจนเช่นนี้ การกลับปรากฏว่า มีผู้ฝ่าฝืนซึ่งถือว่า มารเข้าสิงสู่อยู่ในหัวใจอยู่เสนอมา ทั้งปกปิดซ่อนเร้นตัวเอง และเปิดเผยโจ่งแจ้ง

ทางการบ้านเมืองไม่ให้ความสำคัญที่จะปกป้องพระบารมี มิให้มัวหมอง ปล่อยให้มารย่ำยีพระบารมีอย่างน่าระอาใจเป็นที่สุด

เจ้าหน้ากรมการศาสนา โดยอธิบดีมีมาแล้วถึง 2 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ท้องที่ยันผู้บัญชาการรัฐมนตรีทั้งว่าการและช่วยว่าการยันหัวหน้ารัฐบาลคือ นายชวน หลีกภัย ไม่ถวาย ความสำคัญแก่พระองค์ในฐานะ ประมุขสงฆ์ที่มีกฎหมายคุ้มครอง

เราเคยกล่าวโทษผู้จ้วงจาบพระบารมีมาแล้วหลายครั้ง มีวัตถุพยานปรากฏชัดเจน แต่ทางราชการทั้งเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้ความสำคัญ กลับไปสนใจแต่ สิ่งเร้นลับ เช่น ใบปลิวเถื่อน ดร.เบญจ์ บาระกุล

จะเป็นเพราะผู้กระทำผิดที่เราเคยเอ่ยถึงมุ่งที่จะเผด็จศึกวัดพระธรรมกาย หรืออย่างไร คำกล่าวโทษของเรา จึงไม่เป็นผล ไม่มีน้ำหนัก

พฤติกรรมทั้งนี้บ่งบอกถึงความด้อยศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะ พล.ต.ท.สมบัติ อมรวิวัฒน์ มุ่งแต่จะจับ ดร.เบญจ์ บาระกุล อยู่คนเดียว ขอให้ใจเย็นนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ผู้ช่วย ตัวนั้นแหละ อย่าได้ลุกไปไหน เราพบ ดร.เบญจ์ เมื่อไร ที่ไหน จะหิ้วมาส่งให้

ทีคนที่กระทำผิดชัดเจนต่อองค์สมเด็จพระสังฆราช มีต้นสังกัด มีตัวตน มีวัตถุพยาน วันเวลาที่กระทำผิด กลับมองไม่เห็น ไม่ให้ความสนใจ ปล่อยให้มารเผยอหน้า เป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีอยู่ได้ เป็นเดือนเป็นปี

ขอกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้ นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย รับทราบอย่างเปิดเผยว่า 

นายเสฐียรพงษ์ วรรณปก ตำแหน่งราชบัณฑิต และเป็นที่ปรึกษา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดพรรคชาติไทย พรรคร่วมรัฐบาล กับ นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวจ้วงจาบสมเด็จพระสังฆราช ต่อหน้าสื่อมวลชนว่า จะกราบทูลให้ทรงลาออกนั้น พฤติกรรมส่อว่า ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ สมควรได้รับการพิจารณาโทษ อย่างใดอย่างหนึ่ง เท่าที่นายกฯ จะเห็นสมควร

อุตส่าห์ชี้ตัวผู้กระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองให้ พล.ต.ท. สมบัติ อมรวิวัฒน์ จัดการ แต่ไม่ยอมลงมือกระทำ มุ่งจะจับแต่ ดร.เบญจ์ บาระกุล และคนมือบอนจัญไร กล่าวจ้วงจาบ พระสงฆ์อยู่อย่างนี้ต่อไป ก็ขอเยาะเย้ยแบบไม่เกรงใจว่า ลาออกไปซะไป ให้คนอื่นเขามาทำหน้าที่แทน

ปู่โอม


[หน้าหลัก][วิวาทะ]

1