ปีที่ 3 ฉบับที่ 937 ประจำวันอาทิตย์ที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

สหัสวรรษที่ 3

คนด่าไม่เคยมา คนมาไม่เคยด่า ยกเว้นแต่คนหาเรื่องจับผิดมนุษย์

อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ รู้สึกเป็นสัปดาห์ที่ว่างข่าว เพราะแม้กระทั่งกระบวนการพิจารณาในศาล หลวงพ่อธัมมชโยก็ไปศาลเก้อ ชาววัดก็เสียเวลาไปนั่งรอ พอถึงเวลาจริงๆ ทนายโจทก์ มาขอเลื่อนดื้อๆ อ้างว่า พยานโจทก์คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เจ้าของคดี ไม่ว่าง ติดธุระมาไม่ได้

เล่าเอาผู้พิพากษาท่านหัวเสีย เพราะทำให้เสียเวลาการพิจารณาคดี ซึ่งเร่งกันมากเหลือเกินว่า ให้เสร็จเร็วๆ กลายเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ศาลนัดทุกสัปดาห์ เรียกว่า ไม่ต้อง ทำมาหากิน จำเลยก็ต้องมานั่งแกร่วในศาลทั้งปี ไม่ต้องไปทำมาหากินอะไร ท่านผู้พิพากษาท่านจึงต้องเรียกมาเตือน ถ้าไม่เกรงใจกันอย่างนี้ เดี๋ยวศาลจะตัดสินใจเอง ทำอะไร ไปอย่าหาว่าไม่เตือนนะ

ถ้าเป็นคนธรรมดา ก็ถูกบังคับให้หมดสภาพอย่านี้ ลองนึกว่า ถ้านายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ถ้าโดนอย่างนี้บ้าง ใจเขาใจเรา จะเป็นอย่างไร ทั้งที่คดีก็เป็นเพียงคดีธรรมดา มิใช่คดีอุกฉกรรจ์ หลวงพ่อท่านถูกปรักปรำว่า ใช้เงินวัดผิดประเภท เกินอำนาจทุนทรัพย์ ไม่กี่ล้านบาท

แต่คดีนี้ เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ท่านเรียกสืบพยานทุกอาทิตย์ เพื่อให้เรื่องจบเร็วๆ จะได้ไม่รกศาล ท่านเองก็มีงานเต็มมือล้นศาลอยู่แล้ว แต่เจอ "โรคเลื่อน" เฉยเลย

และคดีนี้ ยังแปลกอีก เพราะเป็นคดีแรกของโลก ที่ไม่มีผู้เสียหายมาร้องเรียน ไม่มีเจ้าทุกข์ เพราะจากการสืบพยานปากแรก ก็ชัดเจนว่า อันที่จริง กรมการศาสนา ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่พยายามแอบอ้างว่า เป็นผู้เสียหาย กฎหมายก็ไม่มีเขียนให้อำนาจไว้อย่างใด ฎีกาสนับสนุนก็ไม่มี

และในการนำสืบพยานโจทก์ ซึ่งทำหน้าที่แทนกรมศาสนา ก็ชัดเจน ถ้าเป็นนักมวยก็ถูกชกโอนเอนไปมา เล่นสำนวน ทำเป็นว่า ฟังไม่ได้ยิน ไม่เข้าใจ คนฟังในห้องพิจารณา เต็มไปด้วยความหรรษา เรพาะฟังเท่าไร ก็ไม่รู้ว่า กรมศาสนาเสียหายอย่างไร และเป็นผู้เสียหายได้อย่างไร

กรมตำรวจก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย เป็นเพียงผู้ทำคดีรวบรวมคำกล่าวหาของผู้อ้างว่าเสียหาย เพื่อนำส่งอัยการ เพื่อเป็นพยาน และให้กรมอัยการฟ้องแทนรัฐ ในฐานะตัวแทนผู้อ้างว่าเสียหาย ซึ่งในกรณีนี้ อัยการก็มิได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง เพราะอัยการก็มิได้มีหน้าที่ดูแลวัด

อันที่จริงแล้วผู้เสียหายตัวจริง คือ วัดพระธรรมกาย เพราะถ้าที่ดินดังกล่าว ชาวบ้านตั้งใจจะให้วัดจริง แต่เจ้าอาวาสยักยอกไว้ตามที่ถูกปรักปรำ ถูกกล่าวหาทางสื่อมวลชน เกือบทั้ง ประเทศ ทำให้คนเข้าใจผิดทั้งประเทศ ซึ่ง ณ วันนี้ บรรดาสื่อก็ถูกฟ้องแล้วนับร้อยคดี ทั้งข้อหาละเมิดและหมิ่นประมาท จริงไม่จริง ไปพิสูจน์กันที่ศาลวันนี้ เพราะฉะนั้น บางฉบับ ที่คุยว่า ยกฟ้องคดีนั้น คดีนี้ ยังครับ ยังเหลืออีกเป็นร้อยคดี ให้เจ้าของไปขอพระเจ้าที่โบสถ์ให้ดีเถอะ

แต่วัดก็มิได้แจ้งความ เพราะวัดไม่ได้มีอะไรเสียหาย แม้แต่น้อยนิดในคดีนี้ ทุกคนในวัดรู้ความจริง ว่า หลวงพ่อท่านไม่เพียงแต่สร้างวัดนี้จากทุ่งนาฟ้าโล่ง จากที่ยังไม่เป็นวัด เป็นแค่สถานที่ปฏิบัติธรรม แต่ทุกคนในประเทศไทยก็หลั่งไหลมาทำบุญกับท่าน มาถวายท่านเริ่มตั้งแต่ที่ดินแปลงแรก ที่เป็นวัดทุกวันนี้ และยังอีกนับไม่ถ้วน ครับ ถวายท่าน ทั้งที่ยังไม่มีวัด ตรงนี้สำคัญ

ทุกคนก็ตั้งใจถวายท่าน ให้ท่านไปทำประโยชน์แล้วแต่จะเห็นสมควร ตั้งแต่ผมเห็นคนถวายที่ดินให้ท่าน ก็ไม่เห็นมีใครกะเกณฑ์ว่า จะให้ท่านต้องทำอะไร ท่านจะให้วัดก็ได้ ถ้าจะสร้างวัด ท่านจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมก็ได้ หรือจะไปสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมทั่วประเทศก็ได้

เพราะฉะนั้น ตลอดเวลา 30 ปี ที่สร้างวัดนี้มา วัดมีแต่ได้รับจากหลวงพ่อธัมมชโยทุกบาททุกสตางค์ ดินทุกก้อน เสาทุกต้น จนกลายเป็นวัดใหญ่ของโลกทุกวันนี้ ถ้าไม่มีหลวงพ่อ ธัมมชโยก็ไม่มีวัดนี้ ไม่มีพระอันงดงามเกือบพันรูปนี้ ไม่มีคนเข้าวัดเป็นแสนเป็นล้านอย่างนี้

วัดจึงไม่มีความเสียหาย เพราะวัดเป็นผู้ได้รับจากท่าน ไม่ใช่ท่านได้รับจากวัด ใครอยากเห็น ก็เชิญทุกวันอาทิตย์ที่สภาธรรมกาย แล้วจะเห็นสาธุชนหลั่งไหล ยืนเข้าคิว เพื่อจะถวาย ให้กับตัวท่านโดยตรง ถ้าวันไหนท่านไม่ลง คิวก็จะสั้น ถ้าวันไหนท่านลง คิวก็จะยาว

และเมื่อท่านได้รับ ท่านก็ถวายวัดอีกต่อหนึ่ง เพราะงานของวัด ค่าใช้จ่ายของวัดทุกวันทุกเดือน รออยู่แล้ว ค่าก่อสร้างรออยู่แล้ว ได้สตางค์มาเท่าไร ท่านก็ใช้ในการก่อสร้าง ความ สะดวกสบายให้คนมาวัดทั้งหมด สภาก็ยิ่งขยาย เจดีย์ก็ยิ่งเร่ง ห้องน้ำก็รอก่อสร้าง วิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็รอก่อสร้างทุกอย่าง ไม่มีเงินเหลือ

แต่ทุกอาทิตย์คนมาวัด ก็จะเห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วตลอด นี่คือภาพที่ชาววัดนับแสนซึ่งควรจะเป็นผู้เสียหายตัวจริง แต่ไม่เคยร้องเรียน เพราะรู้ความจริง และยิ่งทำบุญกัน หนักขึ้น เพราะอยากเห็นภาพงดงามที่สุด ในวันที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยทั้งวัด

แต่ภาพเหล่านี้ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เคยเห็น ไม่กล้ามาดู ทั้งที่เป็นคดีระดับโลก ทั้งที่ตัวเองเกี่ยวข้องให้สัมภาษณ์ตลอด แต่บรรดาผู้นำที่ขี้ขลาด และเกรงว่า จะมาเห็นความจริง และถูกหาว่าถูกล้างสมอง แม้นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ยอมมา คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอมมา ไม่กล้ามา ไม่อยากมา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็ไม่เคยมา ไม่กล้ามา ไม่อยากมา กลัวคนจะเห็น กลัวจะถูกล้างสมอง รัฐมนตรีช่วยหรือแม้แต่อธิบดีกรมศาสนาคนใหม่นี้ก็เถอะ เคยไหมครับ หรือชอบแต่แอบมา

หลายครั้งเมื่อมีตำรวจจะมาตรวจ มีผู้ใหญ่จะมาดูวัด เราก็พยายามเชิญ บอกว่า อย่ามาดูแต่วัตถุเพื่อจับผิดเลย ควรจะมาวันที่มีคนเยอะๆ พระเยอะๆ มาดูซิว่า วัดนี้เขาทำอะไรกัน เขาหลอกลวงอย่างไรกัน มาดูกันตาเลย มาดูคนเป็นแสนในวันมีงานบุญใหญ่ๆ จะได้รู้ ให้หายโง่ว่า เดี๋ยวนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว คนยุคใหม่ เขาเป็นอย่างไร ก็เลยมีแต่ผู้ใหญ่ มาดูวัด ตอนไม่มีคน แล้วก็ถามตัวเองว่า ไม่รู้จะสร้างใหญ่โตไปทำไม เออ ให้มันได้อย่างนี้ซิ

กล้าไหมครับ 19 กุมภาพันธ์นี้ มาให้หมดคณะรัฐมนตรี หมดกรมศาสนา หมดมหาเถรสมาคม ทั้งเจ้าของสื่อมวลชน บรรดาผู้โจมตีทั้งหลาย แห่มากันให้หมดเลย มาดูด้วยตาเสียก่อน และใครที่ด่าวัดทั้งหมด เกลียดวัดทั้งที่ไม่เคยเห็นวัด แต่ขอให้มาอย่างสงบอย่างชาวพุทธ

คืนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ มาฆะนี้ มาดูเองด้วยตา มาจับผิดพร้อมกันทั้งประเทศเลยครับ ถ้าอยากรู้จริง หรืออยากเห็นความเป็นธรรมจริงๆ

อ้อ ... เมื่อวาน ผมอ่านต้นฉบับของสิงห์ขาว เรื่อง ปีนี้น่าจะเป็น ปีสตรีที่ยิ่งใหญ่ของโลก ผมว่า สิงห์ขาวลืมไปคนหนึ่งครับ เบื้องหลังวัดพระธรรมกายที่ยิ่งใหญ่ตัวจริง คือ คุณยาย อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คุณยายร่างเล็กๆ ความรู้น้อยๆ เพิ่งฉลองอายุ 93 ปีนี้นะครับ

กาขาว


[หน้าหลัก][สหัสวรรษ]

1