ปีที่ 3 ฉบับที่ 934 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

สำนักข่าวต่างดาว

จบได้แล้ว

ไม่มีใครชอบการบังคับ
เล่นล้อมจับมันเรื่องโหด
เจรจาอ่อนหวานจะไปโลด
ใช้ความโกรธเรื่องจะลามบานปลาย

สำนักข่าวต่างดาวเปิดแถลงแจงสี่เบี้ย ว่าด้วยเรื่อง กระบวนการปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 1 เพื่อหาทางจับพระธัมมชโยสึก 

เมื่อวันก่อนมีรองอธิบดีกรมการศาสนาท่านหนึ่ง ย่องไปปรึกษาหารือกับ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เพื่อหาทางดำเนินการตามกฎนิคหกรรม กับพระธัมมชโย ต่อไป

แน่นอนขั้นตอนที่จะทำก็คือ การนำมติมส.เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ส่งไม้ให้ พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จัดการตามกฎนิคหกรรม

ในเรื่องนี้ พระปริยัติวโรปการ รักษาการเจ้าคณะตำบล ก็โดดออกมารับลูก พูดอย่างเป็นทางการไปแล้ว

และถ้ามีการพิจารณาเกิดขึ้นใหม่จริงแล้ว พระพรหมโมลี ขวาง เมื่อนั้น ระดับบิ๊กเขาก็จะมีข้ออ้างปลด พระพรหมโมลี ทันที

มองดูเผินๆ เกมนี้เล่นไม่ยาก แต่การปฏิบัติจริงมันน่าจะยาก เพราะถ้าหาก พระพรหมโมลี ท่านยืนสู้ เรียกร้องความเป็นธรรมว่า ที่ได้ปฏิบัติผ่านมา ก็ทำถูกต้องตามอำนาจ หน้าที่ของ เจ้าคณะภาค 1 ทุกอย่าง รับรองว่า เรื่องราวจะยือเยื้อยาวนานต่อไป

ฉะนั้น ฝ่ายที่คิดจะคว่ำวัดพระธรรมกาย ต้องคิดให้จงหนัก ก่อนจะทำอะไรลงไป เพราะไปๆ มาๆ พระเถระก็จะลุกขึ้นมาทะเลาะกันเอง กลายเป็นการแตกแยกในวงการสงฆ์ จะส่งผลกระทบกระเทือนไปทั้งสังฆมณฑล เรื่องใหญ่ครับ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

มันน่าแปลกใจมั้ยว่า ทำไมกรณีที่เกิดขึ้นกับ พระพยอม กลับยุติลงง่ายดาย หลังจากเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี เรียกพระผู้เกี่ยวข้องเข้าไปปรึกษาหารือ แล้วก็ตัดสินฉับออกมา

พระซิก ผู้ก่อเหตุยั่วยุ ได้ถูกขับไล่ออกจากวัด ส่วน พระประเสริฐ ก็ไปลาพักร้อน 1 เดือน กับ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี

ส่วนพระพยอม ถึงแม้ยังไม่ได้กลับเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส แต่ในมุมมองของสาธารณชนตอนนี้ พระพยอม คือ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วตัวจริง

กรณีพระธัมมชโย ก็เหมือนกัน ท่านสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นมากับมือ การจะไล่ท่านออกจากวัด หรือการจับสึก มันก็ต้องดูอดีตที่ผ่านมาด้วยว่า สิ่งที่ท่านทำมันเป็นโทษ หรือเป็นประโยชน์

คนมีสติปัญญาเขามองกันที่ผลครับ เขาไม่ได้มองกันตามกระแสสื่อ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่วัดสวนแก้วนั่นแหละ มีเรื่องไม่ชอบมาพากล เกิดขึ้นมากมาย มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาใช้งาน มีการกั๊กสินค้าที่ประชาชนบริจาค เอาไว้ขาย ราคาแพง หรือ ขายให้พ่อค้าที่ผูกขาดรับซื้อ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สาธารณชนไม่รับรู้ แต่เมื่อประชาชนมองประโยชน์ของวัดสวนแก้ว เขาก็คิดเห็นว่า เป็นเรื่องน่าอภัย เพราะมองประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นกับมหาชน ในอนาคตมากกว่า

สำนักข่าวต่างดาว ก็มองในทำนองนี้เช่นกัน แม้ว่า ข้อคิดข้อเขียนในระยะที่ผ่านมา ก็เคยว่าเหน็บ พระพยอม ไปหลายหนหลายครั้ง

แต่พระพยอมท่านก็ไม่เคยคิดเอาเรื่องเอาราวอะไรกับเราแสดงให้เห็นถึงความเป็นสมณะ ที่รู้จักให้อภัย ตรงนี้เป็นข้อดีของท่าน

ข้อดีของท่าน อีกหลายเรื่อง ที่เราเห็นมาหลาย 10 ปี ก็คือ การเอาใจใส่ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากไร้ ฝึกงานฝึกอาชีพให้คนยากจนเท่านั้น ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้

จุดนี้ต่างหาก ที่ทำให้ พระพยอม ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้

พระธัมมชโย ก็เช่นเดียวกัน อาจจะมีลูกศิษย์วัดบางท่าน ที่ต้องการทำบุญอย่างแรงกล้า มีการบอกบุญด้วยวิธีที่ไม่เคยมีมาในอดีต จนสื่อเอาไปล้อเลียนว่า "ขายตรง - ขายบุญ - ขายปาฏิหาริย์" 

ใช่ .. ถ้ามองดูแบบนี้ มันก็แปลกประหลาดพิกล แต่ถ้ามองผลก็คือ ทำให้คนเข้าวัดถือศีล ปฏิบัติธรรม ไม่ไปมั่วมัวเมาอบายมุข ถือเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ

ส่วนที่ใครหาว่า สอนผิดสอนเพี้ยนอย่างไร ก็ต้องมาตั้งโต๊ะประชุมกัน เพื่อหาข้อยุติ ไม่ใช่ใช้สื่อกระแทกกระทั้นแบบที่ผ่านมา เพราะแทนที่จะทำให้เรื่องจบโดยเร็ว กลับกลาย เป็นความขัดแย้งในวงการสงฆ์ มันจะได้ไม่คุ้มเสีย

เราเชื่อว่า วิธีการจับเข่าคุยกันเท่านั้น ที่จะหาข้อยุติในเรื่องนี้ได้ แบบเดียวกับที่เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ทำกับวัดสวนแก้ว น่าจะปรับมาใช้กับกรณีนี้ได้เช่นเดียวกัน

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องเจรจากันด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่ใช้ระบบใครเสียงดังกว่า ก็ตะคอกให้อีกฝ่ายหนึ่งจำใจยอม ทุกอย่างต้องแจงด้วยเหตุด้วยผล

คนเราไม่มีใครชอบการบังคับขู่เข็ญ ทุกคนมีศักดิ์ศรีด้วยทั้งสิ้น

ดู โคนันทวิศาล เป็นตัวอย่าง ขนาดเป็นโคนมแท้ ๆ คนใช้ลากเกวียนพูดไม่เพราะ โคนันทวิศาล ก็ไม่ยอมทำตาม พอเจอคำเพราะๆ เข้าหน่อย เหนื่อยหนักแค่ไหน ก็ไม่บ่น

วิธีที่สามารถหาข้อยุติได้มีหลายวิธี ทำไมเราไม่ใช้วิธีที่เรียบง่าย ไม่ขัดแย้งวุ่นวายใหญ่โต ให้เป็นประโยชน์ละครับ

เป็นนักปราชญ์ด้วยกันทุกท่านมิใช่หรือ?


[หน้าหลัก][ต่างดาว]

1