ปีที่ 3 ฉบับที่ 916 ประจำวันอาทิตย์ที่ 16 เดือนมกราคม พ.ศ. 2543 |
ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา พอถึงเวลาแล้วถึงรู้ว่าสายไปแล้ว
มีคนชอบถามว่า เรื่องราวของวัดพระธรรมกายตอนนี้ ไปถึงไหน และจะจบอย่างไร ผมก็ตอบง่ายๆ ว่า ไปถึงศาลแล้ว ก็ต้องจบด้วยการตัดสินของศาลน่ะซิ
ตอนนี้ศาลกำลัง พิจารณา อยู่ ก็ดีแล้วนี่ครับ ถ้าเราทำแต่ความดีมีความบริสุทธิ์ใจ เราไม่ได้ทำผิดอะไร เราก็ไม่ต้องไปห่วงอะไร
เช่นเดียวกัน ผู้ที่กล่าวร้ายป้ายสี โจทตี สร้างข่าว ทำให้วัดถูกเกลียดชัง ชื่อเสียงเสียหาย ก็ถือเป็นการหมิ่นประมาท มีโทษทางอาญา ตอนนี้ ก็ถูกฟ้องแล้ว รวมทั้งหมด 900 กว่าคดี รวมทั้งคดีแพ่ง ฐานละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ทำให้ได้รับความเสียหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ก็ต้องไปพิสูจน์ที่ศาลเช่นเดียวกัน ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าไม่ผิดก็ไม่ว่ากัน
ครับ หลักของกฎหมาย ให้ความยุติธรรมอยู่แล้ว พวกเรานักกฎหมายชอบใช้คำสั้นๆ ว่า "อาญามาก็อาญาไป" ซึ่งก็ตรงกับหลักกฎแห่งกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของโลกยิ่งนัก
บางคนถามต่อ แล้วคดีพระเรื่องนิคหกรรม ผมก็ตอบว่า คนธรรมชอบยุ่งกับเรื่องของพระ ชอบคิดแทนพระ อันที่จริงแล้ว ถ้าไม่ใช่คดีผิดปกติอย่างนี้ ที่มีขบวนการอยู่เบื้องหลัง คอยยั่วยุ คอยต่อข่าว คอยติดตาม จ้ำจี้จ้ำไช ความจริงมันจบไปแล้ว ถูกยกฟ้องไปแล้ว
ปรกติเรื่องก็จบไปนานแล้ว เพราะพระก็จะมีวิธีจัดการอย่างพระ แบบพระ จัดการกันเอง ไม่เอาออกมาป่าวประกาศ ทำให้เรื่องอื้อฉาว สามารถเรียกมาตักเตือนกันได้ สอนกันได้ เพราะพระที่ดีก็ต้องถือศีลมากกว่าฆราวาสอยู่แล้ว เพราะคนที่ออกมาโวยๆ ให้จัดการพระ แค่ศีลห้าถือไม่ครบ จิตใจก็มียังสกปรก ด้วยอคติและการทำมาหาเลี้ยงชีพ
ที่เบียดเบียน คนอื่น
แต่เป็นเพราะบรรดาคนพาลเหล่านี้แหละ ที่ทำให้วงการพระยุ่งไปหมด ไปยุพระ ปลุกปั่นพระ ชะเลียร์พระ ให้ข้อมูลที่ผิดๆ ให้กับพระ ทำให้พระเกิดอคติ เกิดทิฐิ นึกว่า
จะมีคนมา เขย่าอำนาจ ท้าทายอำนาจ ยิ่งพระบางองค์ท่านยังไม่ใช่พระอรหันต์ ยิ่งลูกศิษย์ใกล้ตัวที่เป็นคนพาลละก็ ยิ่งร้ายนัก พระก็อาจเสียพระได้ เรื่องมันถึงยุ่งนุงนังจนถึงป่านนี้
ผู้ใหญ่ ก็เลยเสียผู้ใหญ่ได้
ผมว่าเรื่องนี้สามารถจบง่ายๆ ไม่มาก ยกเว้นแต่คนพาลที่ไม่ยอมจบ หรือใครก็ตามที่หลงผิด ไปรับจ๊อบเขามา เพราะความเดือดร้อนทางการทำมาหากิน เมื่อหากินสุจริตไม่ได้ ก็หาทางด้วยวิชาของมิจฉาชีพ ในเมื่อไม่สามารถทำลายพุทธศาสนา โดยมีวัดพระธรรมกายเป็นเหยื่อชิ้นแรกได้ งานก็ไม่บรรลุเป้าหมาย หาใบเสร็จไม่ได้
จะไปรับรางวัลหรือ
ขอเงินต่อก็ไม่ถนัด
ก็เลยต้องยื้อไปเรื่อยๆ ไม่ให้จบ อันนี้ ไม่ว่ากันครับ เพราะนรกจะกินกบาลใคร ตอนนี้จองที่นั่ง จะไปนิรยภูมิขุมไหนก็เชิญตามสบาย ทางโน้น เขาถือมีดกับกระทะไฟรอไว้อยู่แล้ว รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
ผมเห็นสื่อบางฉบับยังอุตส่าห์เลี้ยงไข้ พยายามเลี้ยงข่าวไม่ให้จบ เพราะในเมื่อทำผิดไปแล้ว จับผิดประเด็นไปแล้ว แทนที่จะรับผิด กลายเป็นเรื่องเสียหน้าครั้งใหญ่ในชีวิต
ก็ต้องสู้ ต่อไปอย่างลมๆ แล้งๆ เพราะตอนนี้ ก็รับหมายศาลคนละไม่น้อยกว่าสองร้อยคดีโดยเฉลี่ย ทั้งแพ่งและอาญา ก็คิดเอาเองว่า สู้จนตัวเองชนะ ก็จะได้ไปอ้างในศาลได้
โดยอาศัย
ข้อยกเว้นของกฎหมายหมิ่นประมาท ว่า เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม
พวกนี้ ไม่ได้เรียนกฎหมาย ก็คงเข้าใจผิดว่า หลักกฎหมายหมิ่นประมาท ที่สำคัญก็คือ ถ้าเป็นเรื่องตัวบุคคลแล้ ว"ยิ่งจริงยิ่งหมิ่นประมาท" ยิ่งพิสูจน์ว่าจริงเท่าไร
แต่โดยสิทธิส่วน บุคคล เราก็ไม่มีสิทธิไปโพทะนาด่าใครเล่นๆ จะเอาคนอื่นไปนินทา ไปใส่ร้ายให้เขาเสียหาย ยิ่งจริงก็ยิ่งผิดครับ
ที่ผมเสียวแทน ก็คือ ถ้าศาลพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องไม่จริง เป็นการกล่าวเท็จ ใส่ความ คราวนี้ ละก็ ไม่ต้องรอให้การอะไรเพิ่มเติมเลย ก็จะแพ้หมดทั้ง 900 กว่าคดี เป็นคดีอาญาเสีย 3 ใน 4 ก็รับโทษกันไปตามกฎหมายบ้านเมือง แถมไปรับต่อในนิรยภูมิที่หนักกว่านี้อีก เพราะการทำผิดต่อผู้ถือศีลบริสุทธิ์ พระที่ปฏิบัตินั้น ยิ่งร้ายแรงแค่ไหนไปอ่านพระไตรปิฎกได้เลย
ยิ่งการทำร้ายน้ำใจจิตใจ ใส่ความคนเข้าวัด คนถือศีลปฏิบัติธรรมกว่าสองแสนคน การทำร้ายจิตใจมาเป็นเวลาปีกว่า คนที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาในศาล
ก็เหมือนกับ การฆ่าหมู่ การสังหารหมู่ แบบที่ฮิตเล่อร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มหันตบาปนี้ ก็คล้ายคลึงกัน
ทุกอย่างอยู่เจตนาครับ ใครทำผิดไปแล้ว ต้องขออภัยนะครับ ศาสนาพุทธไม่มีการไถ่บาป ไม่มีการยกบาปให้กันได้ ศาสนาพุทธมีแต่กฎแห่งกรรม ที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่เคยละเว้นให้ จะช้าเร็วแค่ไหน ก็ต้องไปรับโทษในอบายภูมิชั้นล่างอยู่แล้ว
อันที่จริง ยังมีคนเข้าใจผิดมาก รวมถึงตัวผมเองว่า ในศาสนาอื่นนั้นไม่มีนรก ผมเพิ่งได้หนังสือเล่มใหม่จากที่เดินทางต่างประเทศ ครั้งนี้ ชื่อว่า " A Divine Revelation of Hell " ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็คือ "การเปิดเผยเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับนรก"
หน้าปกเขียนว่า ขายดีที่สุดในประเทศ (อเมริกา) คนเขียนเป็นชาวคริสต์ เขียนเพื่อยกย่องพระเจ้า แถมยังโปรดในหน้าปกว่า "เวลาเหลือน้อยแล้วนะ" น่าสนใจ อยากรู้ว่า
นรกฝรั่ง เป็นอย่างไร ผมลองพลิกอ่านดูแล้วสนุกดี ตื่นตาตื่นใจ ไม่น้อยกว่าในหนังสือ "โลกทีปนี" ของท่านเจ้าคุณพรหมโมลี ที่ได้รางวัลวรรณกรรมดีเด่นเชียวละ ว่างๆ
ผมจะลองเอา นรกของพุทธ กับนรกของคริสต์ มาเทียบกันดูว่าเหมือนกันไหม
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ใครทำอะไรเลวร้ายไว้ ยิ่งบาปหนักเท่าไร ก็ต้องไปสังเวยกรรมกันแน่นอน และเนื่องจากเราถูกสอนมาด้วยหลักเหตุและผล
ของศาสนาอื่นเขาจะสรรเสริญพระเจ้า
ด้วยการพูดว่า ถ้าเชื่อพระเจ้าแล้ว จะไถ่บาปได้ ไม่ว่าจะทำผิดร้ายแรงอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่วิจารณ์
แต่กฎแห่งจักรวาลนั้นคือ กฎแห่งกรรมนั้น ศักดิ์สิทธิ์และเฉียบขาด ไม่มียกเว้น ยิ่งคนที่นับถือพุทธแล้วออกมาโวยวาย ออกมาเป็นอันธพาล เป็นผู้หลงอำนาจ
พอเป็นใหญ่ แล้ว ลืมตีนลืมบาป เอาไว้ตอนจะตายแล้ว จะรู้ตัวว่า ไม่มีอะไรที่เอาไปได้ แม้เหรียญที่คนเขาวางไว้ในมือ ตอนรดน้ำศพ ก็ยังกำไม่ได้ บรรดาเหรียญตราทั้งหลาย
ก็ต้องใส่พานไว้ ตรงหน้า เอาไปไม่ได้
ภาษิตบู๊ลิ้ม บอกว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" พอถึงเวลา ก็เพิ่งรู้ว่าสายไปแล้วนะจ๊ะ
กาขาว
[หน้าหลัก][สหัสวรรษ] |