ปีที่ 3 ฉบับที่ 915 ประจำวันเสาร์ที่ 15 เดือนมกราคม พ.ศ. 2543 |
เพลิงโหมไหม้พระพุทธศาสนา รอพระเถระให้ช่วยดับ
การบริหารงานศาสนา เป็นหน้าที่ตรงของพระสงฆ์ องค์กรบริหารสูงสุดคือ มหาเถรสมาคม
มหาเถรสมาคมจึงเท่ากับเป็นสังฆบาล พูดอีกทีก็คือรัฐบาลพระ ซึ่งยังไม่ถูกต้องนัก ที่ถูกจริงๆ นั้น มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรบริหารรวบยอด คือ
การออกกฎ ระเบียบ และ มติ เพื่อบริหารงานคณะสงฆ์ ไม่มีสังฆสภารองรับ แต่ใช้สภาของมหาเถรสมาคมนั่นแหละ
การระงับอธิกรณ์น้อยใหญ่ เมื่อหาข้อยุติไม่ได้ ตามพระธรรมวินัย โดยกฎมหาเถรสมาคม ก็มีการตั้งผู้พิจารณาชั้นต้น เช่นกรณีนิคหกรรมมาใช้กับสมภารวัดพระธรรมกาย
สรุปก็คือ มหาเถรสมาคมเป็นทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และ ฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในตัวเองเสร็จสรรพสมบูรณ์
เรื่องของวัดพระธรรมกาย ที่เรียกร้องให้คนสนใจมายาวนานเป็นปี ยิ่งกว่าข่าวการเมืองการมุ้งในบางวันนั้น ดูให้ดีๆ จะรู้ว่า มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
หลายคนบอกว่า เป็นความจงใจของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ คนใสใจมากเท่าไร รัฐบาลก็จะได้อานิสงส์อยู่บริหารไปอีกนานๆ
และเป็นการเบี่ยงเบน
การถูกโจมตีไปในตัว
ที่น่าสนใจเป็นกรณีพิเศษ คือ ผู้ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทางอ้อม (ซึ่งไม่ใช่มส.) นั้น จะต้องมีกระบวนการใดกระบวนหนึ่งหนุนหลัง
กระบวนการที่อ้างว่า ตัวเองเป็นพุทธนั้น คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลประโยชน์ทั้งเม็ดเงินและหน้าที่การงาน เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น
ที่เห็นๆ เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีทั้งดุดัน หยาบคาย และวางตัวเป็นนักรู้นักวิชาการ แต่ที่มีอิทธิพลจริงๆ ก็พวกนักการเมือง และข้าราชการที่เกาะติดกับนักการเมือง
เพื่อรักษาผล
ประโยชน์ของตนเอง
โดยนักการเมืองนั้น อาศัยประสบการณ์วัดพระธรรมกาย เป็นสนามหาเสียง เห็นได้ชัดก็คือ ไม่ยอมให้เรื่องของวัดพระธรรมกายจบลงง่าย มีการต่อเชื้อต่อข่าวรายวัน
เพื่อหาเสียงไป วันๆ ทั้งๆ ที่มันน่าจะจบลงตั้งนานแล้ว
ในกระบวนการนี้ เขายืนยันว่า วิธีที่เขาปฏิบัติที่ผ่านๆ มา จนกระทั่งวันนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน การปกป้องพระพุทธศาสนา ไม่ให้ผู้ไม่หวังดี แสวงหาผลประโยชน์
โดยเอาพระพุทธ ศาสนาบังหน้า
เท็จจริงอย่างไร ให้ฟังไว้ กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งไม่นานเกินรอ อยากให้เรื่องยุติไว้ตรงนี้ เพราะเพียงเท่านี้ พระพุทธศาสนา ก็บอบช้ำถึงที่สุดแล้ว
อีกกระบวนการหนึ่งซึ่งไร้หลักฐานที่จะนำมายืนยัน แต่หากเป็นจริง ก็นับว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ตกอยู่ในห้วงอันตรายที่สุด นั่นคือ
กระบวนการล้มล้าง
พระพุทธศาสนา จากนอกประเทศ มีการผ่านเม็ดเงินก้อนโต เข้าไปสนับสนุนสื่อ โดยให้สื่อจงใจเสนอข่าวในทางลบ ไม่จำเพาะแต่วัดพระธรรมกายเท่านั้น วิธีการใดก็ตาม ที่จะทำลายศรัทธาของศาสนิกชน ให้นำเสนอโดยทันที
เรื่องนี้พูดกันมานานหลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง ฟังจาก กุเทพ ใสกระจ่าง ส.ส.ศรีสะเกษ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการศาสนาฯ ก็บอกว่า
ได้รับฟังมา
เช่นนี้เหมือนกัน น่าคิดอยู่ว่า ไฉนในเมื่อ กุเทพ ใสกระจ่าง เอง เคยบวชอาศัยข้าวแดงแกงจืด จนเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนา จึงทำเป็นคนใจเย็นอยู่ได้ น่าจะนำเรื่องนี้ เสนอให้ สมช.ตรวจสอบเสียโดยเร็ว
มีคนเขาพูดกันให้คิดว่า ก่อนนี้ สื่อแห่งหนึ่งเคยโอดโอยว่า ขาดเงินหมุนเวียนแทบจะปิดกิจการ พอจับเรื่องวัดพระธรรมกายเข้าเท่านั้นแหละ บ๊อสของสื่อดังกล่าว บินจากเมืองไทย ต่อเครื่องอีกลำที่สิงคโปร์ ลงที่ลอนดอน สละเรือ แล้วขึ้นเครื่องใหม่ บิดเข้าอิตาลี ทำอย่างนี้อยู่ไม่กี่เที่ยว จนพูดได้เต็มปากว่า ทุกวันนี้ สื่อแห่งนี้มั่งคงแล้ว
พี่น้องชาวพุทธหันหน้าเข้าหากันเถอะครับ จับมือกันให้แน่น แผ่ และผูกไมตรีจากใจสู่ใจ ตามกระแสพระราชดำรัส เพื่อความศิวิไลซ์ของพระพุทธศาสนา
นมัสการเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ และเจ้าคุณพระพรหมโมลี ที่เคารพอย่างสูง ชาวบ้านลูกหลาน จ้องดูปฏิปทาของพระคุณเจ้า อย่างไม่กระพริบตา เขารู้ทั้งรู้ว่า ทิฐิพระมานะกษัตริย์ เป็นของคู่กัน ยากที่จะทำลาย แต่บัดนี้ พระพุทธศาสนา ตกอยู่ในห้วงอันตราย พระคุณเจ้าเป็นนักปราชญ์ เป็นบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธศาสนา โปรดเถอะครับ ความถูกต้องไม่ใช่อยู่ที่ทิฐิของแต่ละฝ่าย แต่ความถูกต้องในสถานการณ์ อันคับขันนี้ อยู่ที่การดับไฟที่กำลังเผาไหม้ พระพุทธศาสนา ขอรับกระผม ...
ปู่โอม