ปีที่ 3 ฉบับที่ 911 ประจำวันอังคารที่ 11 เดือนมกราคม พ.ศ. 2543

หน้า1

ปล่อยข่าวย้ายล้างบาง พระพรหมโมลีทั้งคณะ เลื่อนคดีคนสนิทพระธัมมชโยอีก

กระทรวงศึกษาฯ ปล่อยข่าว 20 ม.ค.นี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เตรียมชงเรื่องเสนอมส. สั่งย้ายล้างบาง พระพรหมโมลี พระเทพสุธี และ พระสุเมธาภรณ์ โทษฐานไม่ทำตามมติมส. ที่ให้เดินนิคหกรรมกับพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการร่างเหตุผล ด้านคดีทางโลก อัยการได้เลื่อนสั่งคดี 3 ผู้ต้องหาคนสนิท พระธัมมชโย เหตุจากพยานหลักฐานยังไม่พอ แต่ยังยืนยันการนัดสอบพยานโจทก์ปากแรก คดีพระธัมมชโยและนายถาวร พรหมถาวร วันที่ 12 ม.ค. ไม่เลื่อนแน่นอน โดยมี นายเชลียง เทียมสนิท มาให้ปากคำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า การประชุมใช้เวลาเพียง 1.30 ชม. โดยมีสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เข้าเป็นองค์ประธานในที่ประชุม เป็นครั้งแรก ของการประชุมปี 2543 โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุม 13 องค์ ส่วนใหญ่เป็นวาระปกติ เรื่องการจัดงบประมาณของวัด และเสนอรายชื่อจัดตั้งเจ้าคณะตำบล โดย กรมการศาสนา ไม่ได้รายงานกรณีปัญหาวัดพระธรรมกายเข้าที่ประชุม

ส่วนกรณีที่พระพรหมโมลี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ได้มีหนังสือรายงานไปยัง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางว่า จะไม่ดำเนินการตามกฎนิคหกรรม กับเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย เนื่องจากการดำเนินการตามกฎนิคหกรรมสิ้นสุดไปแล้ว ขณะนี้ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยังไม่รายงานให้กรมการศาสนาทราบ อย่างเป็นทางการ หากได้รับ ก็จะมีการพิจารณาใน 2 ด้าน คือ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้แจ้งให้ดำเนินการในด้านใดบ้าง และจะรายงานต่อที่ประชุมมส. ถึงผลการดำเนินการ ตามมติมส. ที่ผ่านมาว่าอย่างไร และจะนำเข้าที่ประชุมมส. ครั้งต่อไปในวันที่ 20 ม.ค.

รายงานข่าวจากกรมการศาสนาแจ้งว่า อีก 10 วันข้างหน้า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จะนำผลการดำเนินการกรณีวัดพระธรรมกาย เข้าพิจารณา ในที่ประชุมมส. และเสนอย้ายล้างบาง คณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งได้แก่ พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 พระเทพสุธี รองเจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดสามพระยา และ พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

โดยทั้ง 3 รูป จะต้องร่วมรับผิดชอบที่ไม่ทำตามมติมส. ซึ่งขณะนี้ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กำลังอยู่ระหว่างร่างเหตุผล เนื่องจากเห็นว่า พระพรหมโมลี เป็นคณะกรรมการมส. และ อยู่ในที่ประชุมทุกครั้ง มีส่วนร่วมในมติมส.ที่ออกมา แต่ยังโต้แย้ง ตั้งข้อสงสัย และฝ่าฝืนมติมาตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.2542 ที่มส.ยืนยันว่า คฤหัสถ์สามารถกล่าวโทษพระสงฆ์ได้ จนถึงมติมส. เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2542 ที่ระบุว่า คณะผู้พิจารณาชั้นต้น พิจารณาไม่สอดคล้องกับกฎมส. และให้ดำเนินการเสียใหม่ แต่พระพรหมโมลีไม่เคยกระทำตาม

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในเรื่องดังกล่าวนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของฝ่ายรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ก็เคยออกมาระบุว่า มติมส. เป็นมติขององค์กรสูงสุดทางสงฆ์ แต่พระพรหมโมลียังดื้อแพ่ง ดังนั้น จึงสมควรแก่เวลาที่จะปรับเปลี่ยนตัวพระพรหมโมลี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เช้าวานนี้ (10ม.ค.) ได้เชิญ ดร.วิชัย ตันศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา และรองอธิบดีกรมการศาสนา มาสอบถามรายละเอียด เกี่ยวกับความคืบหน้า ในการดำเนินการตามกฎนิคหกรรม กับพระธัมมชโย เจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.)

ทั้งนี้ กรมการศาสนา ได้นำสำเนาหนังสือที่พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้ทำเสนอในฐานะคณะกรรมการผู้พิจารณาชั้นต้น และผู้บังคับบัญชา โดยมีการรับรองจาก พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 ที่จะนำเสนอให้กับมส. ระบุว่า การดำเนินการกับพระธัมมชโย ในกระบวนการนิคหกรรม ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2542 ดังนั้น จึงให้อธิบดีกรมการศาสนา ทำบันทึกเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมมส. โดยในหนังสือที่ทำให้นำผลการสรุปแจ้งให้กรรมการมส. เพื่อทราบ นอกจากนี้ ตนได้ให้ อธิบดีกรมการศาสนา บันทึกท้ายเอกสารตั้งเป็นข้อสังเกตว่า สิ่งที่ทางคณะผู้พิจารณาชั้นต้น โดยมอบให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้ทำบันทึกเสนอมส.นั้น น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ ได้มีการดำเนินการลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากที่คณะผู้พิจารณาชั้นต้น ได้สรุปว่า การดำเนินการได้จบลงไปแล้ว ก็ได้มีการนำเข้ามส.ว่า น่าจะไม่สอดคล้องกับ สิ่งที่ได้ ปฏิบัติ และได้ให้ที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายรัฐบาล และมส. ได้ชี้แจงคำว่า ไม่สอดคล้องว่า หมายถึงอะไร นั้นคือการไปดำเนินการให้ถูกต้อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เห็นได้ว่า คณะผู้พิจารณาชั้นต้น พยายามย้อนกลับไปหาสิ่งที่เคยทำมาในอดีตอีก หมายถึงการดำเนินการต่างๆ จะไม่มีการ ดำเนินการอะไรเลย เรื่องนี้จะมอบให้กรมการศาสนาในฐานะเลขานุการ มส. นำเข้าที่ประชุม มส. เพื่อพิจารณาต่อไป ในครั้งหน้า แต่ในวานนี้ ที่ประชุมมส. จะไม่มีการพิจารณา เรื่องนี้ เพราะทราบว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเข้าร่วมประชุมมส.ด้วย จึงเกรงว่า จะกระทบเบื้องยุคลบาท

ขณะเดียวกัน อธิบดีกรมการศาสนา ยังไม่ได้รับหนังสือตอบของพระพรหมโมลีอย่างเป็นทางการ จากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงยังนำเข้าไม่ได้ด้วย

ส่วนการเสนอให้เปลี่ยนแปลง หรือปลดเจ้าคณะภาค 1 นั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรมการศาสนา ไม่กล้าเข้าไปแทรกแซง อยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และมส.ว่า ถ้าเห็นว่า เรื่องนี้มีการพิจารณาเหมือนกับในอดีต และมติมส.ก็สั่งการไปแล้ว ถือว่า เรื่องนี้ เป็นการขัดกับมติมส. ซึ่งถือเป็น องค์กร ปกครองสูงสุดของกระบวนการทางสงฆ์

ในเรื่องนี้ ตนคิดว่า มหาเถรสมาคมคงจะพิจารณาว่า การฝ่าฝืนไม่เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมนั้น มีบทกำหนดโทษอย่างไร และจะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ตนเชื่อว่า สังคมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กับสิ่งที่ทางคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ได้ทำเรื่องเสนอว่า กระบวนการในเรื่องนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว และตรงนี้ จะเป็นจุดหนึ่งที่น่าเป็นห่วงว่า จะทำให้ สถาบันพระพุทธศาสนาสั่นคลอน และอาจกล่าวว่า เป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำลายล้างพระพุทธศาสนาด้วย

ด้าน ดร.วิชัย กล่าวว่า มีแนวคิดว่า อยากเสนอให้มีการโยกย้ายสลับเจ้าคณะภาคเหมือนกับโยกย้ายอธิบดี ซึ่งหากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว การดำเนินการตามกฎนิคหกรรม กับ พระธัมมชโย ก็จะติดขัดอยู่อย่างนี้ ไม่มีความคืบหน้า ทำให้เกิดความเคลือบแคลงกับสังคมว่า ทำไมไม่ดำเนินการต่อไป มีปัญหาอะไร เพราะมติมส. ก็ชัดเจนแล้ว ว่าต้อง ดำเนินการ ต่อไป อย่างไรก็ตาม 1-2 วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ไปนมัสการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพื่อหารือเรื่องดังกล่าว 

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด วานนี้ (10ม.ค.) พนักงานสอบสวนคดีวัดพระธรรมกาย โดย พ.ต.ท. จรุงวิทย์ ภุมมา รอง ผกก.3 กองปราบปราม นำตัวคนสนิท พระธัมมชโย คือ นายเทิดชาติ ศรีนพรัตน์ นายมัยฤทธิ์ ปิตะวนิค และ น.ส.อมรรัตน์ สุวิพัฒน์ ผู้ต้องหาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีการนำเงินบริจาคของ วัดพระธรรมกาย  ไปกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดเพชรบูรณ์ และพิจิตร แล้วใส่ชื่อเป็นของพระธัมมชโย มาฟังคำสั่งคดีของพนักงานอัยการ แต่พนักงานอัยการแจ้งว่า ยังพิจารณาคดี ไม่แล้วเสร็จ  ไม่สามารถสั่งคดีในวานนี้ จึงเลื่อนให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 มาฟังคำสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น.

นายอำพล เหมาคม อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 เปิดเผยสาเหตุเลื่อนสั่งคดีว่า เนื่องจากอัยการได้สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบพยานเพิ่มเติมหลายประเด็น แต่พนักงาน สอบสวนเพิ่งส่งผลสอบเพิ่มเติมมาให้ ซึ่งมีเอกสารจำนวนมาก คณะทำงานอัยการกำลังเร่งพิจารณาอยู่ นอกจากนี้ ยังไม่สามารถติดตามพยานบุคคลบางปากมาให้ปากคำได้ จึงจำเป็นต้องเลื่อนการสั่งคดีออกไปก่อน

สำหรับคดีฟ้องพระธัมมชโย และนายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ด้วยการยักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย จำนวน 36,677,000 บาท ซึ่งศาลอาญานัดสอบพยานโจทก์ปากแรก ในวันที่ 12 มกราคม นี้

นายอำพล เปิดเผยว่า อัยการจะนำนายเชลียง เทียมสนิท หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมการศาสนา เข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากแรก คิดว่า จะไม่มีการขอเลื่อนคดีอีกแน่นอน เพราะทางฝ่ายโจทก์ได้เตรียมพยานเอกสาร และพยานบุคคลไว้พร้อมแล้ว


[หน้าหลัก][หน้า1]

1