- .....สังขารนี้ เมื่อคิดปรุงเสร็จแล้ว ก็ลงไปที่จิตตามเดิม....
- ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อก้าวถึงขั้น "ปัญญา" แล้ว สิ่งที่มาสัมผัส เป็นเครื่องเตือนสติ ให้ระลึกรู้ ปัญญา ก็วิ่งตามทันที ทันทีโดยอัตโนมัติ...
- "ฟังเทศน์ อยู่ทั้งกลางวัน กลางคืน" ก็คือ การที่พิจารณาสิ่งที่มาสัมผัส ปลุกสติปัญญาอยู่ตลอดเวลานั่นเอง....
- การปฏิบัติต่อจิตใจ
คือ การสอดรู้อาการของจิต ที่ส่งออกไปสู่อารมณ์ต่างๆด้วยสติปัญญา เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติ
นี่คือ
การเรียนรู้ตัวเองโดยเฉพาะ
- การเรียนเรื่องของจิต
ต้องทราบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับจิต และสิ่งที่เข้ามาสัมผัสจิต ไม่ว่าจิตจะส่งกระแสความรู้ไปในทางใด
หรือกับอารมณ์ใด
สติปัญญาต้องตามรู้ ตามรักษา และตามแก้ไขอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้จิตคิดปรุงไปตามลำพัง
- ถ้าได้ฝึกฝนอบรมสติปัญญาจนมีกำลังแล้ว
เพียงจิตกระเพื่อมเท่านั้น ก็เป็นการปลุก "สติปัญญา"ในขณะนั้นพร้อมๆกัน
เพื่อรู้สึกในความคิดปรุงนั้นๆ
ปัญญาก็ตามพิจารณากันทันที ไม่อืดอาด เมื่อเข้าใจแล้วก็ปล่อยวาง
** -
เพียงขั้นของ "สมาธิ" นั้น เป็นความสงบของใจ ....สงบลงชั่วระยะๆ พอเป็นบาท
เป็นฐานแห่งความสงบสุข ไม่ว้าวุ่น ขุ่นมัว .....
ส่วน
"สติปัญญา" นั้น เป็นเครื่องขุด เครื่องค้น เครื่องตัดฟัน สิ่งที่เกาะเกี่ยวอยู่ภายในจิต.....
***
- ขันธ์ทั้งหลาย (ขันธ์นอก / ขันธ์ใน) ...จะปล่อยไปโดยไมิจารณาไม่ได้
เป็นหลักสำคัญของ
"สัจธรรม"
เป็นหลักสำคัญของการก้าวไปแห่งจิต
เป็นหลักสำคัญแห่งความรู้ทางปัญญา
เป็น
"หินลับปัญญา"อย่างยิ่ง
ถ้าสติปัญญาไม่ทัน
จะเป็นข้าศึกต่อตนเองอย่างยิ่ง....
- ขั้นสุดยอดแห่งทุกข์
ก็คือ ขั้น จิต หมายถึง จิต กับ อวิชชา .....เป็นความรู้ที่เด่นที่สุด เป็นความรู้ที่อัศจรรย์
อย่างมากมาย
จนเจ้าตัวก็ต้องหลงเพลินต่อความรู้ประเภทนี้
ถือว่า "เป็นของดีอย่างยิ่ง" ...... "จิตอวิชชา"แท้เป็นอย่างนี้ ต้องทำให้หลงได้แน่นอน
ถ้าไม่มีผู้เตือนให้รู้ไว้ก่อน
อย่งไรก็ต้องหลงในจุดนี้แน่ๆในบรรดาผู้ปฏิบัติ .......สติปัญญาเข้าถึงตัวจิต
อวิชชา
และคลี่คลายตามหลักการพิจารณาอยู่แล้ว
ที่ว่าอัศจรรย์ก็สลายไป....
- ทุกขเวทนา..... เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ควรจะร้องครางเพราะความอ่อนแอ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านสอนวิธีพิจารณาให้.... มันเกิดที่ตรงไหน อาการใด เราถามดู มันเจ็บที่ตรงนั้น ปวดที่ตรงนี้น่ะ อะไรเป็นผู้เจ็บ อะไรเป็นผู้ปวด ? ค้นเข้าไปให้เห็นต้นเหตุมันซิ....
- แม้เกิดทุกข์ทางร่างกาย
ก็ไม่ทำใจให้กำเริบ เพราะความรู้เท่าทัน... ทุกข์เคยปรากฎภายในร่างกาย และจิตใจเรา
ตั้งแต่วันรู้เดียงสาภาวะมา
ไม่น่าตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ จนกลายเป็นโรคภายในจิตขึ้นมา "จิตภาวนา" จึงเป็นหลักวิชาความรู้รอบตัวได้ดีเยี่ยม
- ผู้ปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอ
จึงไม่ตื่นเต้นตกใจ เวลาเกิดทุกข์ภายในร่างกาย และยังจับจุดของทุกข์ที่เกิดขึ้นมาพิจารณา
แยกแยะ
ตามความจริงของมัน
จนเกิดอุบายแยบคาย และอาจหาญชาญชัยขึ้นมาอย่างน่าชม
- การพิจารณาทุกขเวทนานี้
สำคัญมาก ....อย่าไปถอย ความถอยนั่นแหละคือการเพิ่มทุกข์ ..ความเป็นนักสู้
ต่อสู้ด้วยปัญญา
เป็นสิ่งที่จะได้ชัยชนะ
คือ รู้เท่าทันกับทุกขเวทนา ..... ทุกข์มาก ทุกข์น้อย เราไม่ต้องไปคิด ไปคาดหมายมัน
ขอให้ทราบความจริงของมัน
ด้วยปัญญาของเรา
.....ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ให้พิจารณาอยู่ที่ตรงนั้น ทุกข์เป็นมากแค่ไหน ก็ให้ค้นลงไป
.....เป็นทุกข์ในกระดูก ในเนื้อ
ในหนังส่วนใด
เนื้อ หนัง นั้นเป็นเนื้อหนังอยู่เช่นนั้น ทุกข์ก็เป็นทุกข์อยู่เช่นนั้น แม้จะอาศัยกันอยู่
ก็เป็นคนละชิ้น คนละอัน ไม่ใช่อันเดียวกัน .......แล้วดู "กาย"
กับ "เวทนา" มันเป็นอันเดียวกันไหม? .....อาศัยความ "วิการของร่างกาย"
ให้เกิดขึ้นมา "จิต" ก็เป็นผู้ไปรับรู้ ถ้าจิตมีปัญญา ก็ควรรับทราบไปตามความจริงของมัน
"จิต" ก็ไม่กระทบกระเทือน ถ้า "จิต"ลุ่มหลง ก็ไปยึดสิ่งนั้นเข้ามา
คือ เอาความทุกข์นั้น เข้ามาเป็น "ตน" เป็นของตน แล้วก็อยากให้ทุกข์ที่ว่าเป็นตน
เป็นของตน นั้น หายไป...
....ที่เป็นทุกขเวทนา เพราะมันมีสายสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องอยุ่ โดยทาง "อุปาทาน" อย่างลึกลับ แต่เราไม่ทราบ...
...ทุกข์ก็จริง แต่ใจไม่ไปยึด ถึงทุกข์จะไม่ดับก็ตาม..... **** การพิจารณา "ทุกข์" ทั้งหลาย ก็เพื่อแยกจิตออกจากทุกข์ ไม่ไปพัวพันในทุกข์ และไม่ถือมั่นทุกข์
..ทุกข์จึงเป็น
"หินลับปัญญา" ได้ดี ทุกข์จะเกิดขึ้นมากน้อย จงกำหนด "สติปัญญา" จ้องอยู่ตรงนั้น
แล้วย้อนคืนมาสู่ "จิต"
และขยายความรู้ออกไปหา
"เวทนา" ออกไปหา "กาย" ซึ่งเป็นคนละสัดละส่วนกันอยู่แล้ว กายก็เป็นส่วนหนึ่ง
เวทนาเป็นส่วนหนึ่ง
จิตเป็นส่วนหนึ่ง....
.....แม้ขณะจะตาย ใจก็จะรู้ทันเหตุการณ์จำเพาะหน้า ไม่สะทกสะท้าน ต่อทุกขเวทนาและความตาย เพราะจิตแน่ใจว่า "จิตเป็นจิต" ***
- การพิจารณาขันธ์
เพื่อรู้ตามความเป็นจริง จึงไม่ควรหักห้าม ต้านทานความจริง เช่น ร่างกายทนไม่ไหว
ก็ปล่อยไป ไม่ควรหวงไว้ เวทนา
มันก็ไปของมันเอง
นี่เรียกว่า "สุคโต"
- .....เมื่อถึงคราวจวนตัวจริงๆ
ไม่หวังพึ่งใครทั้งนั้น...... การพิจารณาจิตภาวนา เป็นเรื่องสำคัญมาก และพึ่งเป็นพึ่งตายตัวเองได้จริงๆ
ไม่ต้องหวังพึ่งใตร
- ธาตุขันธ์วิกลวิการ
จิต ก็วิกลวิการไปด้วย ทั้งๆที่จิตก็ดีอยู่นั่นแหละ ทั้งนี้ก็เพราะ ความหวั่นไหวของจิต
นี่เอง เนื่องจาก สติปัญญา
ไม่ทันกับ
อาการต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว รอบจิต
- "การปฏิบัติตน"
เป็นหลักสำคัญ ที่เป็นความแน่ใจสำหรับเรา "การอาศัยครู อาศัยอาจารย์"นั้น
เป็นของไม่แน่นอน
ย่อมมีความพลัดพรากจากไป
...สิ่งที่พอจะยึดเอาได้ ก็คือ หลักธรรมของท่าน
- การที่จะรู้อย่างถึงใจ
ปล่อยวางอย่างถึงใจ ต้องพิจารณาแล้ว พิจารณาเล่า ซ้ำๆซากๆจนเป็นที่เข้าใจ
อย่าไปสำคัญว่า นี่เราพิจารณาแล้ว
นั้นเราพิจารณาแล้ว....
การพิจารณาทุกขเวทนา
.....ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นภายในกาย
ให้ทราบชัดว่า "นี้ คือเวทนา" เพียงเท่านั้น อย่าไปตีความหมายว่า เวทนาเป็นเรา
เป็นของเรา
หรืออะไรๆเป็นของเรา
เพราะนั้นจะเป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสให้มากขึ้นโดยลำดับแล้วก็นำความทุกข์เข้าทับถมใจมากขึ้น....
.....ในขณะที่ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ให้จับทุกขเวทนานั้นเป็นเป้าหมาย คือเป็นจุดที่พิจารณา อย่าเห็นว่าเวทนานี้เป็นเรา จะผิดหลักความจริงของเวทนา และวิธีการพิจารณา
......เมื่อกำหนดดูเวทนาแล้ว ย้อนเข้ามาดูจิต ว่า จิตกับเวทนานี้เป็นอันเดียวกันไหม แล้วดูกาย กายกับจิตนี้ เป็นอันเดียวกันไหม ดูให้ชัด
.....การแยกแยะในขณะที่พิจารณาเวทนา ดูให้เห็นชัดตามความจริงนั้น ไม่ต้องกลัวตาย ความตายไม่มีในจิต
.....
ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงไรในขณะนั้น จะไม่มีอำนาจเข้ามาบังคับบัญชาจิตใจให้กระทบกระเทือนได้เลย
เมื่อทราบแล้วว่า
"จิต
เป็น จิต" "เวทนา เป็น เวทนา"
.....เมื่อหัดพิจารณาอย่างนี้จนชำนาญแล้ว ถึงคราวเข้าที่คับขัน ก็ให้พิจารณาอย่างนี้ เราไม่ต้องกลัวตาย ตายก็ตาย ไม่ต้องกลัว เพราะจิตไม่ได้ตาย
......การพิจารณาทุกขเวทนา
ความทุกข์นั้น เป็นสภาพอันหนึ่ง ผู้ทราบว่าทุกข์ (จิต)นั้น เป็นสภาพอันหนึ่ง
ไม่ใช่อันเดียวกัน
โดยหลักความจริงแล้วเป็นอย่างนี้...
***...... ความอยากให้ทุกข์ดับนี้แล คือ "สมุทัย" มีแต่อยากให้ทุกข์ดับไป นั่นแหละคือสร้าง "สมุทัย" โดยตรง....
.....เราพิจารณาทุกขเวทนา
เพื่อเปลื้องตนจากทุกขเวทนาต่างหาก ไม่พิจารณาทุกขเวทนา เพื่อติดทุกขเวทนา
เมื่อตายไป
จะเกิดความล่มจมแก่จิตผู้เดินทางชอบได้อย่างไร
...เมื่อทุกขเวทนา
คือทางเดินของจิต ของปัญญาแท้แล้ว ชื่อว่า จิตเดินดูกทางของอริยสัจ และสติปัฏฐาน
อันเป็นทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์
ไม่สงสัย
.....พิจารณาให้เห็นประจักษ์ภายในจิต
อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ทุกขเวทนาเกิดขึ้น โดยไม่ต้องไปหวังพึ่งใคร นอกจากสติปัญญาเราเท่านั้น
จะเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างเต็มใจ
*** .....วาระสำคัญที่สุด คือวาระไหน ? คือ ทุกขเวทนาอันแสนสาหัสนี้แล จะสาหัสขนาดไหน
ในวาระสุดท้าย
ต้องเตรียมสติปัญญาให้พร้อมมูล สู้ เพื่อแย่งเอาของจริง จากสิ่งปลอม ที่เคยหลอกเรามาเป็นเวลานาน
มาครองให้ได้
** .... จิตนี้ พระพุทธเจ้าทรงรับรองอยู่แล้วว่า "ไม่ตาย" เราจะกลัวตายหาอะไร เรากลัวตายไปเฉยๆ กลัวลมๆแล้งๆ เพราะความหลงของจิตนี่เอง
....
เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าหนักๆ ถึงวาระสุดท้าย มันเป็นไฟด้วยกันหมด ร่างกายเป็นไฟทั้งกองเลย
ไม่ว่าข้างบนข้างล่าง แตะต้องไม่ได้
มันเป็นไฟทั้งนั้น
เราจะปลงจิตปลงใจได้อย่างไร ถ้าไม่ฝึกพิจารณาให้รู้ตามความจริงของมันเสียตั้งแต่บัดนี้
.......การพิจารณาให้รู้เรื่องตามความจริงของมัน
ก็ทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องว่า รูปเป็นรูป ไม่ใช่เรา นี่เป็นความจริงอันหนึ่ง
จริงอย่างหาอะไรเทียบไม่ได้เลย
จริงอย่างสุดส่วน เวทนาเป็นเวทนา..... ถ้าเราพิจารณาทางด้านปัญญานี้ จิตจะแน่วแน่ลงสู่ความจริง
ไม่สะทกสะท้านกับทุกขเวทนาที่
เกิดขึ้น
..... จิตนี้เป็นสาระอันสำคัญ ไม่ได้มีแตกมีสลายไปตามร่างกายธาตุขันธ์ สงวนรักษาอันนี้ไว้ให้ดี ด้วยสติ ด้วยปัญญาของเรา
** .....
เรากำลังสร้างที่พึ่งภายในจิตใจ พึ่งภายนอกเราได้พึ่งมาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างได้อาศัยมาพอสมควรแล้ว
พอรู้หนักเบาของมันแล้ว
ทีนี้เราจะสร้างสาระสำคัญขึ้นภายในจิตใจ
ที่เรียกว่า "อริยทรัพย์" ขึ้นภายในใจของตน ......ให้รีบขวนขวาย
เพราะความตายนั้นเหมือนเซ็นสัญญาไว้กับเราแล้ว
.....เราจะนอนใจได้ที่ไหนว่า วันไหนเราจะตาย เรายังจะนอนใจอยู่หรือ ?
....ทำเสียในบัดนี้ ความดีทั้งหลาย อย่านอนใจ ทั้งกลางวันกลางคืน
* ....เมื่อมีสติแล้ว
จะรับทราบทุกระยะของทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ผู้รู้ไม่ได้ดับ เราจะไปวิตกวิจารณ์อะไรกับเวทนา
ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
มันเป็นสภาพที่เกิดขึ้น
อาศัยจิตเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่จิต อาศัยกายเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่กาย มันเป็นเวทนาของมัน
....
....ในวาระสุดท้ายที่จะแตกดับ
เอาให้เต็มเหนี่ยวทีเดียว อะไรจะดับก่อนดับหลัง ให้มันรู้ เพราะผู้รู้นี้จะรู้ตลอด
จนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างดับไปหมด
ผู้นี้ก็ยังไม่ดับ..นี่แหละการ พิจารณา ถ้าได้เห็นเหตุเห็นผลกันเสียครั้งหนึ่งเท่านั้น
ความอาจหาญในเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันที
ถึงคราวจำเป็นขึ้นมา มันจะเตรียมท่าสู้กันเลย เตรียมท่าเป็นนักรบเข้าสู่
สงครามระหว่างขันธ์กับจิตพิจารณาด้วยปัญญา
เอาสติปัญญาเป็นเครื่องมือ ฟาดฟันหั่นแหลกลงให้ถึงความจริง....
....กายกับทุกขเวทนา
เขาไม่ทราบความหมายใดๆ มี "จิต" เท่านั้น เป็นผู้รับความหมาย ถ้า "ปัญญา"ไม่สามารถต้านทาน
หรือปิดกั้นไว้ได้
"จิตใจ"จะมีความชอกช้ำมากทีเดียว
....
ถ้า "สติปัญญา" ไม่มีเพียงพอในการต่อสู้ ก็จะเหมาเอาว่า "เราทั้งคนนี้แหละเป็นทุกข์"
เราทั้งคนนี้แหละจะตาย แต่เราก็ไม่อยากตาย
ไม่อยากทุกข์
อันนี้แล คือ การสั่งสมทุกข์ขึ้นทับถมตนเอง โดยเราไม่รู้ตัว จึงควรระวังให้มาก
....ใช้ปัญญา
ย้ำลงไปว่า "เอ้า ตายก็ตาย แตกก็แตก ผู้ไม่แตกมีอยู่ เราจะทราบถึงความแตกดับของเวทนา
ว่าดับไปเมื่อไร ให้ทราบ
กายจะแตกให้ทราบ
ไม่มีการท้อถอย จะแตก ก็แตกไป...."
การเจริญจิตภาวนา
แม้จะได้รับคำของครูอาจารย์
ที่ท่านแสดงไปในแง่ใดก็ตาม ท่านพูดเรื่อง "สมาธิ" ก็ตาม เรื่อง "ปัญญา" ก็ตาม
เรายึดไว้พอเป็นคติเท่านั้น
.....จะภาวนาแบบไหนก็ตาม
"สติ" เป็นสิ่งสำคัญอยู่มาก ซึ่งจะให้พรากจากกันไม่ได้ จะขาดวรรค ขาดตอนในทางความเพียร
เพื่อจะยังผลให้สืบต่อเนื่องกัน
โดยลำดับ
....บางครั้ง
เวลาชุลมุนวุ่นวายมากกับการงานทางด้านปัญญา ความสงบอันนี้จะหายไปก็มี แต่คำว่า
"หายไป" นี้
ไม่ได้หายไปแบบคนที่ไม่เคยภาวนา
คนไม่เคยมีสมาธิมาก่อน คนไม่เคยภาวนานั้น ไม่มีความสุข ความสงบภายในใจเลย
จึงไม่มีคำว่า
"จิตเจริญ"
หรือ "จิตเสื่อม" เป็นเพียง "จิตสามัญธรรมดาๆ"
.....จิตเมื่อได้รับการอบรม
อยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว จะแสดงความแปลกประหลาดขึ้นมาให้ชมเรื่อยๆ ความเย็น ความอบอุ่น
ความแน่ใจ
จะมีกำลังมากขึ้น
มากขึ้น
** ....ไม่ต้องไปคาดโน้น
คาดนี้ว่า เป็นหญิง เป็นชาย ว่าเราปฏิบัติมา เท่านั้นปี เท่านี้เดือน ไม้มากได้น้อย
ไม่ใช่เวลาจะมาแก้กิเลส
ตัณหาให้เราได้
มีความเพียรเท่านั้น เป็นเครื่องแก้ สติปัญญาเท่านั้น เป็นเครื่องแก้ เมื่อสติปัญญามีกำลังพอ
ก็หลุดพ้นไปได้เท่านั้น
นี่เป็นจุดสำคัญ
- การฟังเทศน์ภาคปฏิบัติ
เมื่อจิตรับกันได้ดีเท่าไร การฟังเทศน์ทางด้านปฏิบัตินี้ จะยิ่งมีความซาบซึ้ง
ไพเราะเพราะพริ้ง หวานอยู่ภายในจิต
ไม่จืดจาง
แม้ใจเรายังไม่ถึงธรรม ที่ท่านแสดงนั้นก็ตาม แต่ก็เหมือนเราเข้าใจ เรารู้
เราเห็น ไปตามท่าน ไม่มีข้อแย้ง.....
- ....
ฝึกหัดทางด้านจิตใจ ทดสอบอารมณ์ที่เคยเป็นพิษ เป็นภัยแก่ตนใานานแสนนาน คือ
ทดสอบด้วยการภาวนา ได้แก่
สอดรู้ความเคลื่อนไหวของจิต
ที่คิดปรุงในแง่ต่างๆ เมื่อทำความสังเกตอยู่เสมอ เราจะทราบเรื่องของจิต ที่คิดปรุงในเรื่องต่างๆ
ทั้งที่เป็นพิษ
เป็นภัย
ทั้งที่เป็นคุณแก่ฝ่ายเราได้ดี
- ....
คำบริกรรม ต้องนำคำบริกรรมเข้ามากำกาบ เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจ จนสามารถทรงตัวได้
เมื่อสติ ความรับรู้
สืบต่ออยู่กับคำบริกรรม
ความรู้สึก ก็ติดต่ออยู่กับคำบริกรรมเป็นลำดับๆ นั้นแลเป็นงานที่ทำโดยถูกต้องแล้ว...
***
- เวลานี้ ชีวิตยังไม่หมด แม้กาลจะกินไปทุกวันทุกเวลา แต่ยังเหลืออยู่พอที่จะได้แบ่งทำคุณงามความดี
หาสาระเป็นที่พึ่งของใจเราได้ในขณะนี้
จึงควรตื่นตัว ตายแล้วไปหาทำบุญทำทานที่ไหนกัน ตายแล้วถึงจะตื่นตัว มันตื่นไม่ได้
จึงเรียกว่า
"คนตาย"
รักษาศีลไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ นอกจากจะเสวยผลที่เราได้ทำแล้วตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น....
อย่าได้มีความประมาท นอนใจ ชีวิต
สังขาร
ร่างกาย ไม่มีกฎเกณฑ์ จะตายเมื่อไรก็ได้ แตกเมื่อไรก็ได้ เมื่อไม่ประมาท คุณงามความดีจึงควรตักตวงเอาไว้เสียแต่บัดนี้
...อยู่ก็เป็นสุข
ตายไปก็เป็นสุข ไม่มีอะไรเดือดร้อน...
- ....ถ้าเห็นโทษของ "กิเลส" แล้ว "ธรรม" ก็จะแทรกเข้าไปภายในจิตใจได้ เราก็จะกลายเป็น "ผู้มีสาระ" ขึ้นมา
- อย่าส่งจิตออกมาภายนอก ให้ทำความรู้ไว้ภายในตัวเอง ธรรมจะเข้าไปสัมผัสเอง....
- พยายามตั้งสติพิจารณาในแง่ต่างๆด้วยความ "จงใจ"
- ถ้ามีความสามารถ "เจริญเมตตาภาวนา" เพื่อส่องดูจิตใจของตนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนต่างๆนี้ ก็จงทำไปอย่าได้ลดละ...
** -
คนเรา เมื่อจิตใจมีความสงบเย็นแล้ว อยู่ที่ไหนก็พออยู่ทั้งนั้นแหละ มันสำคัญอยู่ที่ใจ
ถ้าใจไม่ดี อยู่ที่ไหนก็ไม่ดี ที่นี่ว่าจะดี ที่นั่นว่าจะดี
หลอกเจ้าของไปเรื่อยๆ...
- ทุกข์เป็นหินลับปัญญา.... การถอดถอนกิเลส ต้องถอดถอนด้วยปัญญา จับกิเลสมามัดได้ ด้วยสมาธิ....
- ควรสังเกต สอดรู้ เรื่องของตัว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยการใคร่ครวญ โดยทางสติปัญญา
- เมื่อจิตสัมผัส "ขันธ์" ใดมาก ให้พิจารณาขันธ์นั้น เพื่อเชื่อมโยงกัน ก็จะชอบธรรม
- การฝึกจิตนี่สำคัญมาก
การเริ่มฝึก ก็คือ เริ่มหักห้ามจิตใจ ได้บ้าง เสียบ้าง เพราะถือว่าเป็นขั้นเริ่มแรก
ที่เรายังไม่สามารถอนุโลม
ปล่อยไปก่อน
ก็มี เมื่อมันหนักเข้าจริงๆ เราก็ต้องอนุโลมไปก่อน แต่หาทางแก้ไข หักห้ามมันอยู่เสมอภายในใจ
เพราะกำลังเรายังไม่พอ...
- เรื่อง
"สติปัญญา" ถึงขั้นแหลมคมเต็มที่แล้วภายในใจ จะรักษาดวงใจนี้ได้อย่างสมบูรณ์
ไม่มีทุกขเวทนาตัวใด
ที่จะเข้ามาเหยียบย่ำทำลายให้เสียไปได้
นี่เรียกว่า"แน่ใจเต็มที่ "
- พิจารณาให้เห็นความแตกดับเสียก่อน
ตั้งแต่ยังไม่แตก นี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้มีปัญญา นี่ขั้นสำคัญ!
.... ผู้พิจารณาเช่นนี้
จะเป็นผู้ไม่หวั่นไหว
เห็นชัดตามเป็นจริง
- เรียนธรรม
เรียนอย่างนี้ เรียนเรื่องของตัวเอง เรียนเรื่อง "ความรู้" ความคิดต่างๆ เรียนเรื่องกาย
เรื่องเวทนส สัญญา สังขาร วิญญาณ
อันเป็น
"อาการ 5 อย่าง" ..... เราเรียนเท่าไร ก็มีแต่ความจำ ไม่ใช่เป็นตัวของตัวแท้
เอาความจำนั้นเข้ามาปฏิบัติให้เป็นความจริง...
การเรียนรู้เรื่องใดนั้น
ไม่ยาก ไม่ลำบาก เหมือนการเรียนรู้เรื่องความเคลื่อนไหวผิดถูกของตัว ที่เป็นไปกับด้วยิเลส
ภายในใจ
***
- จิตที่มีสติ จิตที่มีสิ่งแวดล้อมที่น่ากลัวเข้าเกี่ยวข้อง ย่อมเป็นจิตที่ตั้งตัวได้ดี
เป็ นจิตที่ระมัดระวัง ความระมัดระวังเป็นเรื่องของ "สติ"
....ระมัดระวังตัวเพื่อรักษาจิตใจ
ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากหลักธรรม.... กลางวันก็ตาม กลางคืนก็ตาม จิตตั้งตัวอยู่เสมอ
ไม่ละความเพียร
ก็แสดงว่า
จิตถูกบำรุงรักษาอยู่เสมอด้วยสติ
- เราเรียนธรรมนั้น เรียนเรื่องความกลัวตายไม่ใช่หรือ แต่แล้วจิตทำไมกลัวตายล่ะ ..อะไรมันตาย ? มันตายจริงๆหรือ?