ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของสาหร่ายกลุ่มเพอริไฟตอน
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหอยหอม (Brotia sp.) กับชุมชนของเพอริไฟตอนในแหล่งน้ำไหล ผลการศึกษาที่ได้ดังนี้
ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มควบคุม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตรงกับการศึกษาของ Mulholland และคณะ (1994) พบว่าบริเวณที่ไม่มีหอยอาศัยอยู่ เพอริไฟตอนจะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก ส่วนปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มทดลองมีค่าลดลง ในช่วง 7 วันแรกของการทดลอง คาดว่าเป็นผลเนื่องจากการกินของหอย Hauer และ Lamberti (1995) พบว่าการกินของหอยมีผลให้มวลชีวภาพ และปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของเพอริไฟตอนลดลง
ส่วนปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ในวันที่ 14 ของทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีค่าลดลงจากวันที่ 7 เป็นอย่างมาก เมื่อพิจารณาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (ดังตารางที่ 2) พบว่าวันที่ 14 ของการทดลอง ปริมาณน้ำลดลง มีผลให้ความเร็ว และความลึกของน้ำลดลง และสังเกตพบว่ามีตะกอนสะสมบนพื้นที่อาศัยเทียม ของทั้งสองกลุ่มเป็นอย่างมาก Airoldi และ Cinelli (1997) รายงานว่าอัตราการไหลของน้ำมีผลต่อปริมาณการเกิดตะกอนในน้ำ โดยถ้าน้ำไหลช้าก็จะมีตะกอนทับถมมาก ตะกอนก็มีผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ผลผลิตรวม และปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ (Mcclanahan , 1997) เนื่องจากเมื่อตะกอนทับถมสูง ก็มีผลให้การส่องผ่านของแสงในน้ำน้อยลง อัตราการสังเคราะห์แสงของเพอริไฟตอนจึงลดลง ทำให้มวลชีวภาพและปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของเพอริไฟตอนลดลง (Larocque และคณะ, 1996) ดังนั้นการลดลงของปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ในทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมครั้งนี้ จึงน่าจะมีสาเหตุมาจากการสะสมตะกอนบนที่อาศัย ที่ส่งผลให้การสังเคราะห์แสงเกิดได้น้อยลง และเมื่อฝนตกลงมา ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น น้ำไหลเร็วขึ้นจึงพัดพาตะกอนออกไป เพอริไฟตอนสังเคราะห์แสงได้มากขึ้น ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ จึงเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกับการรายงานของ Visser และคณะ (1996) ที่พบว่า ในบริเวณน้ำลึก แม้ว่าอัตราการส่องผ่านของแสงจะไม่ดีเท่ากับน้ำตื้น แต่เนื่องจากมีอัตราเร็วของน้ำสูงขึ้น ตะกอนก็จะถูกน้ำพัดพาออกไป และเกิดการเพิ่มขึ้นของเมตาบอลิซึมของสาหร่ายทำให้ผลผลิตรวมมีค่าสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองในวันที่ 21 และ วันที่ 28 ที่พบว่าปริมาณคลอโรฟิลล์มีค่าเพิ่มขึ้นจากวันที่ 14 ของการทดลอง
จากการเปรียบทางสถิติพบว่าปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มควบคุม ในวันเริ่มการทดลอง และวันที่ 7 แตกต่างกับวันที่ 14 21 และ 28 ของการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มทดลอง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละสัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบจากกราฟพบว่าปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มควบคุม ในวันที่ 14 มีอัตราการลดลงจาก วันที่ 7 มากกว่าของกลุ่มทดลอง และในวันที่ 21 และวันที่ 28 ของการทดลอง ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มทดลองสูงกว่าปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ของกลุ่มควบคุม อาจเนื่องจากกลุ่มทดลองมีหอยอาศัยอยู่ และขณะที่หอยเคลื่อนที่ก็จะช่วยให้ตะกอนหลุดจากที่อาศัยเทียม หรืออาจเป็นไปได้ว่า การขูดกินของหอย อาจมีผลต่อการเพิ่ม turn over rate ของสาหร่ายด้วย ดังที่พบในการศึกษาของ Lamberti และคณะ (1995) หรืออาจเนื่องมาจากบทบาทของผู้บริโภค (grazer) ที่ควบคุมการแก่งแย่งแข่งขันของเพอริไฟตอน ทำให้อัตราการเพิ่มโดยรวมสูงขึ้น ดังการศึกษาของ Miller และ Hay (1996)
สาหร่ายที่พบบนที่อยู่อาศัยเทียม และในทางเดินอาหารของหอยหอม
พบสาหร่ายบนที่อยู่อาศัยเทียมทั้งหมด 3 ดิวิชัน ได้แก่ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Division Cyanophyta) สาหร่ายสีเขียว (Division Chlorophyta) และไดอะตอม (Division Chrysophyta) ซึ่งเป็นกลุ่มของเพอริไฟตอนที่พบโดยทั่วไปในแหล่งน้ำไหล (Horn และ Goldmand 1994) โดยพบไดอะตอมเป็นจำนวนมากที่สุด ชนิดที่พบมากที่สุด ได้แก่ Nitzschia sp. และ Navicula sp.
ส่วนสาหร่ายที่พบในทางเดินอาหารของหอยหอมทั้งหมดพบ 3 ดิวิชั่น ที่พบมากที่สุดคือ สาหร่ายสีเขียว (Division Chlorophyta) พบ Chlamydomonas- like cell รองลงมาพบ สาหร่ายสีเขียว แกมน้ำเงิน(Division Cyanophyta) พบ Chroococcus sp. และไดอะตอม (Division Chrysophyta) พบน้อยที่สุด โดยพบเป็นเพียงเศษชิ้นส่วน ไม่สามารถจัดจำแนกได้
จากการเปรียบเทียบสาหร่ายที่พบมากบนที่อยู่อาศัยเทียมกับสาหร่ายที่พบมากในทางเดินอาหารของหอยหอม ซึ่งพบว่าสาหร่ายที่พบมากเป็นคนละชนิดกัน แสดงว่าหอยหอมมีนิสัยการกินอาหารแบบเลือกกิน (Estebenet, 1995) ซึ่งจะกินพวก Chlamydomonas - like cell และ Chroococcus sp. เป็นจำนวนมาก สาหร่ายทั้งสองชนิดนี้ไม่พบบนที่อยู่อาศัยเทียม คมคณิต (2541) รายงานการศึกษาการสำรวจสาหร่ายในลำห้วยพรมแล้ง และลำห้วยหญ้าเครือ ของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม 2540 ว่าไม่พบสาหร่ายทั้งสองชนิดนี้เช่นกัน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีสาหร่ายสองกลุ่มนี้เพียงเล็กน้อยในธรรมชาติ เมื่อเปรียบเทียบสาหร่ายกลุ่มอื่น ๆ ทำให้ตรวจไม่พบ หรืออาจเกิดเนื่องจาก สาหร่ายทั้ง 2 ชนิดนี้ ตายและถูกย่อยสลายได้เร็วกว่ากลุ่มอื่น ๆ เมื่อนำมาตรวจในห้องปฏิบัติการจึงไม่พบ จากการรายงานของ Findlay และ Kasian (1996) พบว่าสาหร่ายสีเขียว และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน มีความทนทานต่อความเป็นกรดได้น้อย ส่วน ไดอะตอม มีความทนต่อความเป็นกรดของแหล่งน้ำสูง และสามารถอยู่ได้ดีในแหล่งน้ำที่มีค่าความเป็นกรดด่างประมาณ 6 ห้วยหญ้าเครือมีความเป็นกรด ด่างประมาณ 6.4 (ตารางที่ 1) ซึ่งเป็นกรดเล็กน้อย และพบไดอะตอมเป็นกลุ่มเด่น ค่าความเป็นกรด ด่างมีผลต่อสาหร่าย ในด้านความหลากหลาย การเจริญเติบโต ปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ อัตราเมตาบอลิซึม และผลต่อการดูดซับ ของสารพิษในแหล่งน้ำ โดยในแหล่งน้ำที่มีความเป็นกรด มีผลลดการเจริญเติบโตของสาหร่าย และเพิ่มการดูดซับสารพิษ จากแหล่งน้ำ ( Nalewjko ,Colman และ Olaveson, 1997)
|
|
บทคัดย่อ
กิตติกรรมประกาศ
บทนำ
การศึกษาเอกสาร
อุปกรณ์และวิธีการ
ผลการศึกษา
สรุปผลการศึกษา
วิจารณ์ผลการศึกษา
เอกสารอ้างอิง
ประวัติผู้วิจัย
GuestBook
|