กล้องส่องทางไกล


กล้องส่องทางไกลแบบสองตา (Binoculars) หรือมักเรียกกันว่า กล้อง Binoc เป็นกล้องที่มีคุณสมบัติสามารถดึงเอาภาพวัตถุที่อยู่ไกลๆ ให้เข้ามาใกล้ขึ้น จึงทำให้เราสามารถมองเห็นรายละเอียดของวัตถุชิ้นนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กล้อง Binoc ในปัจจุบันแบ่งออกได้เป็นสองประเภท โดยมีชื่อเรียกตามชนิดของปริซึม Prism ที่กล้องตัวนั้นใช้อยู่

กล้อง Binoc แบบ Porro Prism เป็นกล้องที่มีมานานแล้ว เราสามารถสังเกตว่าเป็นกล้องชนิดนี้ได้ง่ายๆ จากการที่เลนส์วัตถุหรือเลนส์ด้านหน้าของกล้องที่มีขนาดใหญ่กว่า ตั้งอยู่ในแนวที่เยื้องกับเลนส์ตา กล้องชนิดนี้เป็นกล้องที่การพัฒนามาอย่างยาวนาน จึงมีคุณภาพดีถึงดีมาก แข็งแรง ซ่อมแซมง่าย และยังมีราคาถูกเนื่องจากสร้างได้ง่าย ข้อเสียคือมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก อีกทั้งมักจะมีรูปร่างไม่ค่อยสวยงาม จึงไม่เป็นที่นิยมของนักดูนกที่จำเป็นต้องสะพายกล้องเป็นเวลานานๆ
กล้อง Binoc แบบ Roof Prism เป็นกล้องที่ได้รับการพัฒนามาในช่วงหลัง เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงในการออกแบบ จึงได้ Prism ที่มีขนาดเล็กลง กะทัดรัด กล้องชนิดนี้ตัวเลนส์วัตถุจะเป็นแนวเส้นตรงกับเลนส์ตา ทำให้กล้องมีลักษณะเป็นท่อตรง คุณภาพของกล้องประเภทนี้จะดีมาก เนื่องจากมักจะเป็นกล้องระดับโปรของผู้ผลิต น้ำหนักเบาเหมาะกับการสะพายนานๆ แต่มักจะมีราคาแพง และไม่แข็งแรงเท่ากล้องแบบ Porro Prism ถ้ามีปัญหาจะซ่อมแซมได้ยากกว่า

ขนาดของกล้องส่องทางไกลจะกำหนดด้วยเลข 2 ชุด ซึ่งหมายถึงกำลังขยายและขนาดเลนส์วัตถุ เช่น 8x 40 จะมีความหมายว่า มีกำลังขยาย 8 เท่าและมีเลนส์วัตถุขนาด 40 มม. และจากค่าทั้งสองเราก็จะได้ค่าความสว่างจาก การนำขนาดของเลนส์หารด้วยกำลังขยาย เช่น กล้องขนาด 8x40 จะมีความสว่างเท่ากับ 5 เป็นต้น กล้อง Binoc ที่เหมาะสมกับการดูนก จะมีกำลังขยายอยู่ในราว 7-10 เท่า และมีความสว่างราว 4-5 เท่า ส่วนขนาดของกล้อง Binoc ที่นิยมใช้ในการดูนกกันคือ กล้องขนาด 7x35 , 8x40(42),10x40(42)

การเลือกซื้อกล้อง Binoc ขอแนะนำให้เลือกจากงบประมาณที่มีอยู่ ถ้ามีงบเพียงพอก็ขอให้เลือกกล้องแบบ Roof Prism เพราะจะให้ความสบายและคุณภาพที่ดีกว่า แต่ถ้าในราคาที่เท่ากัน กล้องแบบ Porro Prism จะมีคุณภาพที่ดีกว่า ดังนั้นการตัดสินใจจึงค่อนข้างยากสำหรับคนที่ไม่เคยซื้อหรือใช้กล้องส่องทางไกลมาก่อน แต่มีคำแนะนำง่ายๆ ให้คือ ลองซื้อกล้องแบบ Porro Prism ก่อน โดยขอให้มีขนาดราว 8x40 ซึ่งจะมีราคาอยู่ราว 2,000-4,000 บาท ซึ่งคุณภาพเพียงพอกับการดูนกแล้ว หลังจากนั้นก็สำรวจใจตัวเองว่าจะยังชอบการดูนกต่อไปไหม ถ้าแน่ใจว่าชอบการดูนกแน่นอนจึงค่อยซื้อกล้องที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราดูนกได้มีความสุขมากขึ้น ภาพนกที่ได้เห็นก็จะดีขึ้น ซึ่งกล้องพวกนี้มักจะเป็นแบบ Roof Prism ซึ่งมีราคาในราว 10,000-60,000 บาท ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อกล้องที่มีราคาแพงมากนัก เพราะกล้องระดับนี้คุณภาพไม่ทิ้งกันขาดนัก กล้องราคาสี่หมื่นดีกว่ากล้องราคาหมื่นเดียวแน่นอน แต่จะคุ้มค่ากับราคาที่แตกต่างกัน 6เท่าหรือไม่ คงจะตอบได้ยาก แต่ถ้ามีงบเพียงพอ ก็ควรซื้อของดีไปเลย จะได้กล้องที่คุณภาพดี และภาพนกที่ได้เห็นก็จะดีที่สุดครับ

เทเลสโคป (Telescope) เป็นกล้องส่องทางไกลอีกชนิดหนึ่ง มีกำลังขยายมากกว่ากล้อง Binoc มักจะมีกำลังขยายมากกว่า 15 เท่าขึ้นไป มีเลนส์เพียงชุดเดียว จึงมองเห็นด้วยตาเพียงข้างเดียว ด้วยกำลังขยายที่มาก กล้องชนิดนี้จึงจำเป็นต้องใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องจึงทำให้พกพาลำบาก และมักมีราคาแพงกว่ากล้อง Binoc การใช้งานก็จำกัดกว่า ดังนั้นเราควรจะซื้อเมื่อมีความพร้อม ่ถ้ามีงบเพียงพอก็ควรจะมีสัก 1 ตัว เพราะจะทำให้เราเห็นภาพนกได้ใกล้ขึ้น ชัดเจนขึ้น จนทำให้บางคนชอบการดูนกจากเทเลสโคปมากกว่าจากกล้อง Binoc เพราะดูแล้วสะใจกว่า นอกจากนั้นการดูนกบางชนิด เช่น นกชายเลนจำเป็นต้องใช้เทเลสโคปมาก เพราะนกจะอยู่ไกลและนกแต่ละชนิดมีรายละเอียดใกล้เคียงกัน
สำหรับคำแนะนำในการเลือกซื้อกล้องเทเลสโคป เนื่องจากกล้องชนิดนี้มีกำลังขยายมาก บางตัวมีกำลังขยายถึง 60 เท่า ด้วยกำลังขยายขนาดนี้ เมื่อแสงผ่านชิ้นเลนส์จึงมีการเบี่ยงเบนมากทำให้ภาพที่ได้ไม่ค่อยชัดเจน สีสันเพี้ยนไปมาก มักจะเกิดกับกล้องที่มีราคาถูก ส่วนกล้องที่มีคุณภาพสูงกว่าจะมีชิ้นเลนส์พิเศษที่เรียกว่า เลนส์ฟลูออไรด์ หรือบางทีก็เรียกว่า เลนส์ APO หรือเลนส์ ED ซึ่งจะแก้ความเบี่ยงเบนของแสงได้ทำให้ภาพคมชัด สีสันถูกต้อง เมื่อกล้องเทเลสโคปเป็นกล้องทางเลือก มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ฉะนั้นถ้าเราจะซื้อ เราก็ควรเลือกแบบที่ดีๆ ได้เห็นนกสวยๆ ชัดๆ

ส่วนขนาดของกล้องเทเลสโคป เนื่องกล้องชนิดนี้มีเลนส์ตา 2 แบบคือแบบ fix มีกำลังขยายเดียว และแบบซูมซึ่งจะมีกำลังขยายหลายอัตราในเลนส์ตัวเดียว เพื่อความสะดวก เลนส์ซูมค่อนข้างจะเหมาะสมกว่า กำลังขยายที่เหมาะสมอยู่ราว 20-60 เท่า ส่วนเลนส์เดี่ยวมีข้อดีคือภาพที่เห็นจะกว้างกว่า เพราะจะเป็นเลนส์แบบ Wide angle สำหรับเลนส์วัตถุไม่ควรต่ำกว่า 60 มม. ซึ่งราคาของกล้องประเภทนี้ ถ้าเป็นกล้องราคาถูกจะอยู่ในราว 6,000-12,000 บาท ส่วนกล้องที่มีชิ้นเลนส์ฟลูออไรท์ จะมีราคาอยู่ในราว 25,000-60,000 บาท

 

กลับหน้าหลัก

1