การแต่งตั้ง "คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.
2542" ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 205/2547 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2547
สะท้อนให้เห็นความสับสนในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างยิ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ
โดยมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545
ต่อมาคณะกรรมการฯ รายงานผลการพิจารณาต่อนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
ในการรายงานผลการดำเนินการพิจารณาครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2546
คณะกรรมการฯ เสนอให้ตรา "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ
พ.ศ...." ขึ้นมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542
และให้พิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้นำเงินรายได้จากการจำหน่ายหุ้นรัฐวิสาหกิจไปใช้ในการชดเชยความเสียหายแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
นายกรัฐมนตรีบันทึก "เห็นชอบในหลักการ" ท้ายบันทึกคณะกรรมการฯ
พร้อมทั้งลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 กำกับ
ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี "เห็นชอบในหลักการ"
ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดที่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน
แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะเถ้าแก่ยังคงสั่งการให้แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทำหน้าที่หลงจู๊
จนประชาสังคมอดตั้งข้อสงสัยมิได้ว่า นายกรัฐมนตรีได้อ่านรายงานของนายพันศักดิ์
วิญญรัตน์ อย่างถี่ถ้วนหรือไม่ และถ้อยคำ "เห็นชอบในหลักการ" มีความหมายอย่างไร
หากหลักการนั้นควรแก่การเห็นชอบ และนายกรัฐมนตรีผูกพันตนเองในการให้ความเห็นชอบ
การปฏิบัติตามข้อผูกพันจึงนับเป็นปฏิบัติการอันชอบ การที่นายกรัฐมนตรี "เบี้ยว"
พันธะผูกพันย่อมมีผลบั่นทอนความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของนายกรัฐมนตรีเอง
มิจำเพาะในสายตาของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
หากในสายตาของประชาชนคนไทยและชุมชนสังคมโลกด้วย ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า
นายกรัฐมนตรีมักจะลั่นวาจาเพื่อแสดงความเชื่อมั่น
แต่แล้วกลับไม่สามารถปฏิบัติตามสัจวาจาได้ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้น ถ้าเช่นนั้น
จะลั่นวาจาไปทำไมกัน
เพราะรังแต่ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือทุกครั้งที่มิอาจปฏิบัติตามสัจวาจา
ผู้นำที่สูญเสียความน่าเชื่อถือมิอาจมีการนำที่ทรงประสิทธิผลได้
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจดังนี้
"...พัฒนารัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ
โดยรวมรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมเข้าด้วยกัน
ภายใต้การบริหารองค์กรที่เป็นมืออาชีพ มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร
พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ
และสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
จำเป็นต้องแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
และนำหุ้นออกจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เพราะเป็นนโยบายที่ให้สัญญาต่อประชาชน
วิญญูชนที่เฝ้าติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้แต่ฉงนว่า
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายนี้ตั้งแต่ครั้งใด
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
คงไม่สามารถงัดหลักฐานขึ้นมาแสดงได้ว่า ด้วยการชูนโยบายการขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
พรรคไทยรักไทยจึงได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544
ในเมื่อพรรคไทยรักไทยมิได้แถลงนโยบายอย่างเฉพาะเจาะจงว่า
จะขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
การที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยดันทุรังที่จะนำหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี "เห็นชอบในหลักการ" ที่จะตรา "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ
พ.ศ...." ทดแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 สะท้อนให้เห็นว่า
พรรคไทยรักไทยมีวาระซ่อนเร้นในเรื่องนี้
นายกรัฐมนตรีหลุดปากในลักษณะ Freudian Slip ว่า
หากไม่สามารถนำหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ออกขายในตลาดหลักทรัพย์
จะมีผลต่อความรุ่งเรืองและความซบเซาของตลาดหลักทรัพย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้มาตรการนานัปการในการแทรกแซงตลาดหลักทรัพย์
ชนิดที่ไม่มีรัฐบาลอารยประเทศใดกระทำกัน เครือญาติของผู้นำรัฐบาล
รวมทั้งผู้ใกล้ชิดผู้นำรัฐบาล ล้วนมีผลประโยชน์จากธุรกรรมในตลาดหลักทรัพย์
ทุกครั้งที่มีการเปิดเผยชื่อผู้มีส่วนได้เสียสำคัญในตลาดหลักทรัพย์
ล้วนปรากฏชื่อบุคคลเหล่านี้
ด้วยข้อเท็จจริงดังที่กล่าวข้างต้นนี้
ประชาสังคมย่อมมีสิทธิตั้งข้อกังขาด้วยความชอบธรรมได้ว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร จึงออกแรงในการขายหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ชนิดทุ่มสุดตัว
ขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อชาติ
หรือขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อเครือญาติและพวกพ้อง
ความไม่โปร่งใสในการขายหุ้นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ปรากฏอย่างชัดเจน
ประชาชนที่มิได้ชิดใกล้ผู้นำรัฐบาลมิอาจซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจดังกล่าวนี้ได้
มีแต่คนใกล้ชิดผู้นำรัฐบาลเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการนำหุ้นปตท.
ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า "...(จะ)
เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ..."
แต่รัฐบาลหาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวนี้
ก่อนที่จะนำหุ้น ปตท.ออกขายในตลาดหลักทรัพย์
หากมิใช่เป็นเพราะความขัดแย้งในกรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
และข้อกังขาเกี่ยวกับวาระซ่อนเร้นของผู้นำรัฐบาลที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยคงไม่คิดจัดระเบียบการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ
เพื่อให้ประชาชนนอกแวดวงรัฐบาลมีโอกาสได้ซื้อ
หากมิใช่เป็นเพราะการต่อต้านจากสหภาพแรงงาน ป่านฉะนี้หุ้น กฟผ.คงถูกสวาปามโดยเครือญาติและกลุ่มคนผู้ชิดใกล้ผู้นำรัฐบาล
เพราะในเดือนและสัปดาห์ที่จะนำหุ้น กฟผ.ออกขายในตลาดฯตามกำหนดการเดิม
ก็หาได้มีการจัดระเบียบเพื่อกระจายหุ้นอย่างเป็นธรรมแต่ประการใดไม่
ความไม่คงเส้นคงวาในการดำเนินนโยบายรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยปรากฏอย่างเด่นชัด
ในเมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยด้านหนึ่งต้องการนำหุ้นรัฐวิสาหกิจที่มีราคาออกขายในตลาดฯ
ในอีกด้านหนึ่งกลับพยายามกว้านซื้อกิจการสาธารณูปโภคคืนจากเอกชน
ดังเห็นได้จากการรุกคืบเพื่อซื้อธุรกิจรถไฟฟ้าธนายงและธุรกิจการบริหารรถไฟฟ้าใต้ดิน
ทั้งๆ ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้แถลงนโยบาย Publicization ต่อรัฐสภา
มีแต่นโยบาย Privatization
หากการรุกคืบเพื่อซื้อธุรกิจรถไฟฟ้าธนายงและธุรกิจการบริหารรถไฟฟ้าใต้ดินอ้างเหตุผลว่า
ธุรกิจเหล่านั้นเป็นสาธารณูปโภค คำถามมีต่อไปว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จึงต้องการขาย กฟผ.ในเมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เป็นกิจการสาธารณูปโภค
มิหนำซ้ำยังมีผลกระทบต่อความผาสุกของประชาชนในวงกว้างอีกด้วย
ความไม่คงเส้นคงวาในเรื่องนี้มิได้สะท้อนให้เห็นอะไรอื่น
นอกจากความเป็นสัตว์เศรษฐกิจของผู้นำพรรคไทยรักไทยนั้นเอง
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องการขายหุ้น กฟผ.เป็นด้านหลัก
ไม่มีแนวความคิดและแผนที่ชัดเจนในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการไฟฟ้าในประเทศ
นักวิชาการจำนวนมากแสดงข้อกังขาว่า เพียงด้วยการนำหุ้นออกขายในตลาด
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
ด้วยเหตุที่มีความหน้ามืดตามัวในการขายหุ้น กฟผ.เป็นด้านหลัก
จึงมิได้ดำเนินการปฏิรูปอื่นใด การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลระบบการไฟฟ้า
ซึ่งควรจะได้ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนมาก่อนแล้ว
กลับจัดตั้งอย่างฉุกละหุกตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่
22 เมษายน 2547 โดยที่องค์กรชั่วคราวที่จะจัดตั้งขึ้นห่างไกลจาก Independent
Regulatory Body อย่างมาก ทั้งหมดนี้ดำเนินการอย่างฉุกละหุก
รวมทั้งการจัดระเบียบการขายหุ้นด้วย
หากปราศจากการต่อต้านจากประชาสังคมไทย การเขมือบหุ้น กฟผ.คงเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "เห็นชอบในหลักการ" ที่จะมีการร่าง "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ
พ.ศ...." ทดแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542
แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2547
พยายามที่จะใช้กฎหมายดังกล่าวในการล้มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพราะตามกฎหมายดังกล่าว
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สามารถยุบได้เพียงด้วยการใช้มติคณะรัฐมนตรี
และการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่จนแล้วจนรอด
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ยังคงมีชีวิตอยู่ มิใช่เพราะฝ่ายบริหารรู้สึกผิดชอบชั่วดี
หากแต่เป็นเพราะมิอาจฝ่าด่านการต่อต้านไปได้
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า จะอำนวยการให้รัฐวิสาหกิจ "...มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร..."
รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องการให้มืออาชีพบริหารรัฐวิสาหกิจ
แต่บรรดาผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจล้วนชิดใกล้กับผู้นำรัฐบาล
จนดูประหนึ่งว่าไม่มีมืออาชีพนอกพรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุดังนี้
จะโอ้อวดได้อย่างไรว่า
รัฐวิสาหกิจภายใต้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยปลอดพ้นจากการแทรกแซงทางการเมือง
ยิ่งเห็นหน้าบรรดาผู้บริหารรัฐวิสาหกิจดาหน้าออกมาเชิดชูนโยบายการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ
เพื่อยืดอายุตำแหน่ง ยังความสมเพชเวทนา
|