การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

รัฐบาลพรรคไทยรักไทยกับนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม 2547

โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

การแต่งตั้ง "คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542" ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 205/2547 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2547 สะท้อนให้เห็นความสับสนในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างยิ่ง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ โดยมีนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาคณะกรรมการฯ รายงานผลการพิจารณาต่อนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ในการรายงานผลการดำเนินการพิจารณาครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 คณะกรรมการฯ เสนอให้ตรา "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ...." ขึ้นมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และให้พิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้นำเงินรายได้จากการจำหน่ายหุ้นรัฐวิสาหกิจไปใช้ในการชดเชยความเสียหายแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน นายกรัฐมนตรีบันทึก "เห็นชอบในหลักการ" ท้ายบันทึกคณะกรรมการฯ พร้อมทั้งลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 กำกับ

ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี "เห็นชอบในหลักการ" ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดที่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะเถ้าแก่ยังคงสั่งการให้แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานทำหน้าที่หลงจู๊ จนประชาสังคมอดตั้งข้อสงสัยมิได้ว่า นายกรัฐมนตรีได้อ่านรายงานของนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อย่างถี่ถ้วนหรือไม่ และถ้อยคำ "เห็นชอบในหลักการ" มีความหมายอย่างไร หากหลักการนั้นควรแก่การเห็นชอบ และนายกรัฐมนตรีผูกพันตนเองในการให้ความเห็นชอบ การปฏิบัติตามข้อผูกพันจึงนับเป็นปฏิบัติการอันชอบ การที่นายกรัฐมนตรี "เบี้ยว" พันธะผูกพันย่อมมีผลบั่นทอนความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของนายกรัฐมนตรีเอง มิจำเพาะในสายตาของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ หากในสายตาของประชาชนคนไทยและชุมชนสังคมโลกด้วย ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีมักจะลั่นวาจาเพื่อแสดงความเชื่อมั่น แต่แล้วกลับไม่สามารถปฏิบัติตามสัจวาจาได้ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้น ถ้าเช่นนั้น จะลั่นวาจาไปทำไมกัน เพราะรังแต่ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือทุกครั้งที่มิอาจปฏิบัติตามสัจวาจา ผู้นำที่สูญเสียความน่าเชื่อถือมิอาจมีการนำที่ทรงประสิทธิผลได้

รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจดังนี้

"...พัฒนารัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยรวมรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมเข้าด้วยกัน ภายใต้การบริหารองค์กรที่เป็นมืออาชีพ มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ และสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า จำเป็นต้องแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และนำหุ้นออกจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะเป็นนโยบายที่ให้สัญญาต่อประชาชน วิญญูชนที่เฝ้าติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้แต่ฉงนว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายนี้ตั้งแต่ครั้งใด นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คงไม่สามารถงัดหลักฐานขึ้นมาแสดงได้ว่า ด้วยการชูนโยบายการขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พรรคไทยรักไทยจึงได้ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544

ในเมื่อพรรคไทยรักไทยมิได้แถลงนโยบายอย่างเฉพาะเจาะจงว่า จะขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา การที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยดันทุรังที่จะนำหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี "เห็นชอบในหลักการ" ที่จะตรา "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ...." ทดแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 สะท้อนให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทยมีวาระซ่อนเร้นในเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีหลุดปากในลักษณะ Freudian Slip ว่า หากไม่สามารถนำหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ จะมีผลต่อความรุ่งเรืองและความซบเซาของตลาดหลักทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้มาตรการนานัปการในการแทรกแซงตลาดหลักทรัพย์ ชนิดที่ไม่มีรัฐบาลอารยประเทศใดกระทำกัน เครือญาติของผู้นำรัฐบาล รวมทั้งผู้ใกล้ชิดผู้นำรัฐบาล ล้วนมีผลประโยชน์จากธุรกรรมในตลาดหลักทรัพย์ ทุกครั้งที่มีการเปิดเผยชื่อผู้มีส่วนได้เสียสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ ล้วนปรากฏชื่อบุคคลเหล่านี้

ด้วยข้อเท็จจริงดังที่กล่าวข้างต้นนี้ ประชาสังคมย่อมมีสิทธิตั้งข้อกังขาด้วยความชอบธรรมได้ว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงออกแรงในการขายหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ชนิดทุ่มสุดตัว

ขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อชาติ หรือขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อเครือญาติและพวกพ้อง

ความไม่โปร่งใสในการขายหุ้นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ปรากฏอย่างชัดเจน ประชาชนที่มิได้ชิดใกล้ผู้นำรัฐบาลมิอาจซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจดังกล่าวนี้ได้ มีแต่คนใกล้ชิดผู้นำรัฐบาลเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการนำหุ้นปตท. ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า "...(จะ) เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ..." แต่รัฐบาลหาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวนี้ ก่อนที่จะนำหุ้น ปตท.ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ หากมิใช่เป็นเพราะความขัดแย้งในกรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และข้อกังขาเกี่ยวกับวาระซ่อนเร้นของผู้นำรัฐบาลที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยคงไม่คิดจัดระเบียบการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ประชาชนนอกแวดวงรัฐบาลมีโอกาสได้ซื้อ หากมิใช่เป็นเพราะการต่อต้านจากสหภาพแรงงาน ป่านฉะนี้หุ้น กฟผ.คงถูกสวาปามโดยเครือญาติและกลุ่มคนผู้ชิดใกล้ผู้นำรัฐบาล เพราะในเดือนและสัปดาห์ที่จะนำหุ้น กฟผ.ออกขายในตลาดฯตามกำหนดการเดิม ก็หาได้มีการจัดระเบียบเพื่อกระจายหุ้นอย่างเป็นธรรมแต่ประการใดไม่

ความไม่คงเส้นคงวาในการดำเนินนโยบายรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยปรากฏอย่างเด่นชัด ในเมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยด้านหนึ่งต้องการนำหุ้นรัฐวิสาหกิจที่มีราคาออกขายในตลาดฯ ในอีกด้านหนึ่งกลับพยายามกว้านซื้อกิจการสาธารณูปโภคคืนจากเอกชน ดังเห็นได้จากการรุกคืบเพื่อซื้อธุรกิจรถไฟฟ้าธนายงและธุรกิจการบริหารรถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งๆ ที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมิได้แถลงนโยบาย Publicization ต่อรัฐสภา มีแต่นโยบาย Privatization

หากการรุกคืบเพื่อซื้อธุรกิจรถไฟฟ้าธนายงและธุรกิจการบริหารรถไฟฟ้าใต้ดินอ้างเหตุผลว่า ธุรกิจเหล่านั้นเป็นสาธารณูปโภค คำถามมีต่อไปว่า เหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องการขาย กฟผ.ในเมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เป็นกิจการสาธารณูปโภค มิหนำซ้ำยังมีผลกระทบต่อความผาสุกของประชาชนในวงกว้างอีกด้วย ความไม่คงเส้นคงวาในเรื่องนี้มิได้สะท้อนให้เห็นอะไรอื่น นอกจากความเป็นสัตว์เศรษฐกิจของผู้นำพรรคไทยรักไทยนั้นเอง

รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องการขายหุ้น กฟผ.เป็นด้านหลัก ไม่มีแนวความคิดและแผนที่ชัดเจนในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการไฟฟ้าในประเทศ นักวิชาการจำนวนมากแสดงข้อกังขาว่า เพียงด้วยการนำหุ้นออกขายในตลาด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุที่มีความหน้ามืดตามัวในการขายหุ้น กฟผ.เป็นด้านหลัก จึงมิได้ดำเนินการปฏิรูปอื่นใด การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลระบบการไฟฟ้า ซึ่งควรจะได้ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนมาก่อนแล้ว กลับจัดตั้งอย่างฉุกละหุกตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2547 โดยที่องค์กรชั่วคราวที่จะจัดตั้งขึ้นห่างไกลจาก Independent Regulatory Body อย่างมาก ทั้งหมดนี้ดำเนินการอย่างฉุกละหุก รวมทั้งการจัดระเบียบการขายหุ้นด้วย หากปราศจากการต่อต้านจากประชาสังคมไทย การเขมือบหุ้น กฟผ.คงเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "เห็นชอบในหลักการ" ที่จะมีการร่าง "พระราชบัญญัติการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ...." ทดแทนพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2547 พยายามที่จะใช้กฎหมายดังกล่าวในการล้มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพราะตามกฎหมายดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สามารถยุบได้เพียงด้วยการใช้มติคณะรัฐมนตรี และการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่จนแล้วจนรอด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ยังคงมีชีวิตอยู่ มิใช่เพราะฝ่ายบริหารรู้สึกผิดชอบชั่วดี หากแต่เป็นเพราะมิอาจฝ่าด่านการต่อต้านไปได้

รัฐบาลพรรคไทยรักไทยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า จะอำนวยการให้รัฐวิสาหกิจ "...มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร..." รัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องการให้มืออาชีพบริหารรัฐวิสาหกิจ แต่บรรดาผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจล้วนชิดใกล้กับผู้นำรัฐบาล จนดูประหนึ่งว่าไม่มีมืออาชีพนอกพรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุดังนี้ จะโอ้อวดได้อย่างไรว่า รัฐวิสาหกิจภายใต้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยปลอดพ้นจากการแทรกแซงทางการเมือง ยิ่งเห็นหน้าบรรดาผู้บริหารรัฐวิสาหกิจดาหน้าออกมาเชิดชูนโยบายการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ เพื่อยืดอายุตำแหน่ง ยังความสมเพชเวทนา


1