พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า "...การแปรรูปเป็นเรื่องนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา
และประกาศต่อประชาชน ซึ่งจะให้หันหลังกลับคงไม่ได้..." หลังจาก สรส.
เรียกร้องให้ยุติการแปรรูป ท่าทีดังกล่าวของนายกฯ
ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพบปะระหว่างทั้งสองฝ่ายแล้วก็ตาม
เมื่อตรวจดูสาระของนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2546 ปรากฏสาระสำคัญ ดังนี้
"พัฒนารัฐวิสาหกิจ
ให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ
โดยรวมรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมเข้าด้วยกัน
ภายใต้การบริหารขององค์กรที่เป็นมืออาชีพ มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
และปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร
พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ
และสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม"
อยากจะถือโอกาสนี้ถอดรหัสนโยบายการแปรรูป
เพื่อที่จะบอกกล่าวเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้แถลง ได้ทำในระยะที่ผ่านมา
และพร้อมกันนี้ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนรูปแบบการแปรรูป
ที่รัฐบาลกำลังทำในขณะนี้
ประการแรก "พัฒนารัฐวิสาหกิจ
ให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ"
การพัฒนารัฐวิสาหกิจมีหลากหลายวิธี เช่น (ก) การปรับปรุงองค์ประกอบ คุณสมบัติ
การสรรหาคณะกรรมการที่ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
แทนที่จะผูกขาดโดยข้าราชการประจำ และพรรคพวกของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล (ข)
การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ระเบียบวิธีปฏิบัติงาน
การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง ระบบผลตอบแทนและสร้างแรงจูงใจ เป็นต้น
แม้ว่าการแปรสภาพกิจการไฟฟ้า ประปา ซึ่งเป็นกิจการผูกขาด ไปเป็นบริษัท
จะเปิดโอกาสให้สามารถบริหารจัดการองค์กรให้สัมฤทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้น
แต่ก็ไม่สามารถรับประกันเต็ม 100%
ได้ว่าบริษัทจะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และที่สำคัญไม่มีหลักประกันใดๆ
ที่จะมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่ารูปแบบรัฐวิสาหกิจที่เป็นอยู่
เป้าหมายของการพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อให้เป็นองค์กรหลักในการกอบกู้เศรษฐกิจ
ดูจะมีความสำคัญน้อยลงบ้าง
เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่อยู่ในภาวะตกต่ำแต่เป็นเศรษฐกิจขาขึ้นตามคำบอกเล่าของรัฐบาล
จึงต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (แทนที่จะเป็นการกอบกู้)
ของเศรษฐกิจ
ส่วนเป้าหมายการพัฒนาเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศชาตินั้น
ต้องพิจารณาสองประเด็นหลักคือ
(1) ปริมาณรายได้ที่ประเทศชาติ (หมายถึงประชาชนส่วนใหญ่)
จะได้รับต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย
หากจะขายหุ้นรัฐวิสาหกิจจริง
รัฐบาลต้องไม่แกล้งทำโง่ด้วยการกันหุ้นไว้และขายออกไปในราคาถูกๆ
ให้กับคนในรัฐบาล ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวก
และ (2) รายได้ที่ประเทศชาติจะได้รับต้องยั่งยืน เป็นรายได้ของสาธารณชน
ทั้งในยุคปัจจุบัน รุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลน และรุ่นโหลนในอนาคต
รัฐบาลต้องไม่ทำเพื่อสนองความต้องการเม็ดเงินของรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียว
หรือกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น
ประการที่สอง เกี่ยวกับวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมาย นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาจะทำ
"...โดยรวมรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมเข้าด้วยกัน
ภายใต้การบริหารขององค์กรที่เป็นมืออาชีพ
มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและปลอดจากการเมืองแทรกแซงในการบริหาร..."
ผู้รับผิดชอบเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและผู้คนที่ติดตาม จะเห็นชัดว่า
เริ่มแรกรัฐบาลนี้โดยกระทรวงการคลังได้พยายามจัดตั้งบริษัทรวมทุนขนาดใหญ่
ที่จะทำหน้าที่ลงทุนในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ท่าทีของรัฐบาลในตอนนั้นบ่งบอกได้ว่า
(ก) รัฐบาลจะต่อยอดงานที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ทำมา
ด้วยการจัดตั้งเป็นบริษัทรวมทุนขนาดใหญ่ขึ้น
และมีแนวโน้มในขณะนั้นว่ารัฐบาลจะไม่นำรัฐวิสาหกิจใดรัฐวิสาหกิจหนึ่งเพียงลำพังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
แต่จะนำบริษัทรวมทุนเข้าตลาดแทน และ (ข)
รัฐบาลไม่ได้ขัดขวางแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ประสิทธิภาพองค์กรรัฐวิสาหกิจ และประสิทธิภาพอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งระบบ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล
ท่าทีของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวนั้น
คาดกันว่าจะไม่ทำให้เสียหายต่อวัตถุประสงค์หลักของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ต้องการทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน
ขณะเดียวกันรัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่จะใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือทางการเงินของรัฐบาลในการบริหารจัดการแผ่นดินให้สัมฤทธิผล
อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการต่อมานั้น ปรากฏว่า
รัฐบาลกลับมุ่งเน้นกับวัตถุประสงค์รอง (ทางการเงิน)
ที่เป็นความต้องการเฉพาะหน้าของรัฐบาลมากกว่าวัตถุประสงค์หลัก
ไม่เพียงเท่านั้น แนวทางที่จะบรรลุวัตถุประสงค์หลักที่ได้ทำกันมาตั้งแต่อดีต (เช่น
เพิ่มบทบาทภาคเอกชนเพื่อช่วยภาครัฐลงทุนในกิจการไฟฟ้า
และการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมให้เกิดขึ้น) กลับถูกรัฐบาลนี้ตัดตอน
และเปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะกิจการไฟฟ้านั้น รัฐบาลกลับพยายามรักษาการผูกขาดต่อไป
รูปแบบที่เรียกกันว่า Enhanced single buyer นั้น
โดยเนื้อหาสาระแล้วไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยที่เป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ยังไม่มีพัฒนาการของอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าเท่าที่ควรจะเป็น
น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไปและเงินค่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติในการศึกษาทบทวนโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า
ส่วนประเด็นที่ต้องการทำให้รัฐวิสาหกิจปลอดจากการเมืองแทรกแซงการบริหาร
ต้องเน้นให้องค์ประกอบต่างๆ เช่น คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการกำกับดูแล ฯลฯ มีความเป็นอิสระ
และตรวจสอบได้ ประเด็นนี้รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการเพียงพอ
ที่จะมั่นใจได้ว่ารัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปรรูปจะปลอดจากการเมืองแทรกแซง
ประการสุดท้าย "...เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจและสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม"
การเปิดโอกาสในเอกชนไทยลงทุนในกิจการของรัฐวิสาหกิจไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับการตัดแบ่งรัฐวิสาหกิจขายให้กับเอกชนดังเช่นที่รัฐบาลกำลังพยายามทำในขณะนี้
ประเด็นที่เกี่ยวกับการสนับสนุน (ไม่ใช่บังคับขืนใจ)
ให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
ความพร้อมที่แท้จริงของรัฐวิสาหกิจก็คือ
ความพร้อมที่จะทำประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชน
ไม่ใช่ความพร้อมที่จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลนี้
ความพร้อมที่จะเพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
หรือความพร้อมที่จะสร้างกำไรให้กับนักลงทุนเอกชนหรือผู้ถือหุ้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญสูงสุดอยู่ในขณะนี้
การจัดลำดับความสำคัญ เป็นที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้นำ
หวังว่ารัฐบาลจะไม่หลงติดกับดักนี้จนเป็นผลทำให้ความศรัทธาต่อรัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง
ความพยายามของรัฐบาลนี้ที่จะทำนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
และได้ประกาศต่อประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนสิ่งที่น่าชื่นชมและน่าสรรเสริญ
และอยากเรียกร้องให้รัฐบาลต่อๆ
ไปถือเป็นแบบอย่างที่ต้องกระทำตามสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชน
อย่างไรก็ตามหลังจากถอดรหัสนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลแล้ว พบว่า
ขณะนี้รัฐบาลไม่เพียงแต่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้แล้วเสร็จครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น
ในบางประเด็นของนโยบายรัฐบาลกำลังทำคนละเรื่องกับสิ่งที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
จึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า รัฐบาลทำตามนโยบายที่ได้แถลงกับรัฐสภา
หรือทำตามนโยบายรายวันส่วนบุคคล เพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่?
|