ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกขณะในปัจจุบัน คือ บทบาทการใช้อำนาจ
ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบาย
ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับประเด็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เป็นบทบาทคล้ายคลึงกัน
แนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์
ปัญหาข้อโต้เถียงเรื่องการแปรรูป รัฐวิสาหกิจของไทยในปัจจุบันว่า
เป็นปัญหาการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ และอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง ระหว่างกลุ่ม
"ทุนใหม่" กับกลุ่ม "ทุนเก่า"
เป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่โน้มนำความคิดของสาธารณชนให้คลาดเคลื่อนเบี่ยงเบนประเด็นไปจากข้อเท็จจริงปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงปัจจุบันอะไรบ้าง ?
ประการแรก ทุน ทรัพย์สิน
กิจการของรัฐวิสาหกิจไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นทุน
ทรัพย์สินและกิจการเชิงพาณิชย์และการบริการสังคมที่ก่อตั้งดำเนินการโดยใช้ "ทุนภาคสาธารณะ"
(public funds) เช่น งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน และเงินกู้ต่างประเทศภาครัฐ
ฯลฯ
การลงทุนและดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาไม่ใช่การลงทุนภาคเอกชนของกลุ่มนักลงทุนเอกชนรายใดรายหนึ่ง
หรือหลายรายร่วมทุนกัน
นอกจากนั้น
การลงทุนดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจของไทยยังไม่ใช่การลงทุนส่วนตัวของรัฐบาลหรือกระทรวง
ทบวง กรมใดๆ ในภาครัฐ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ
จะให้ผู้บริหารรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งกล่าวอ้างได้ว่า
รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐบาลนั้น หรือของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ (เราอาจดูข้อยืนยันเรื่องนี้ได้บางส่วนจากประวัติศาสตร์การปรับปรุงองค์กร
และมอบหมายอำนาจการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจข้ามกระทรวง ทบวง กรม
หลายกรณีในอดีต)
ประการที่สอง
เมื่อการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจได้ใช้ทุนสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอด (ผ่านระบอบการเมืองต่างๆ
ทั้งอำนาจนิยมแบบเผด็จการทหาร "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" และ "ประชาธิปไตยครึ่งใบสลับหัว"
ในปัจจุบัน)
โดยผู้นำรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งหรือผู้บริหารพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง
ไม่มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะอ้างความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้
เราก็สามารถมองเห็นประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจได้ชัดเจนขึ้นว่า
"สาธารณชน" (หรือประชาชนผู้เสียภาษีและรับภาระเงินกู้ภาครัฐ) คือ
เจ้าของกิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน
ดังนั้น ตราบใดที่การดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ขององค์กรบริหารธุรกิจใดๆ
ยังมีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ตราบนั้น ทุน กิจการ
ทรัพย์สินและผลประโยชน์จากการดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์นั้น
ก็ยังมีสถานะเป็นทุนสาธารณะ กิจการสาธารณะ ทรัพย์สินสาธารณะ
และผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ
ประการที่สาม ข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการร่างและบังคับใช้กฎหมายใหม่ฉบับหนึ่งในช่วงปี
พ.ศ.2541-2542 คือ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ)
เป็นข้อพิพาทโต้แย้งระหว่างผู้มีความคิด 2 กลุ่ม ขับเคลื่อนโต้แย้งกัน คือ (1)
กลุ่มผู้แสดงความต้องการจะให้นำกิจการรัฐวิสาหกิจไปแปรรูปเป็นกิจการในตลาดหลักทรัพย์
และ (2) กลุ่มผู้แสดงความต้องการจะให้รักษากิจการรัฐวิสาหกิจเป็น "รัฐวิสาหกิจ"
ต่อไป
เนื่องจากผลทางปฏิบัติของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือ
การแปรเปลี่ยนกิจการส่วนนั้นให้กลายเป็น "สนามการลงทุนของภาคเอกชน" ดังนั้น
ข้อพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับการแปรรูปหรือการไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยในขณะนี้จึงยังไม่ใช่
"สงครามทุน" ระหว่างกลุ่มทุนเอกชนต่างกลุ่ม
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนเก่ากับกลุ่มทุนใหม่
หรือระหว่างกลุ่มทุนชาติกับกลุ่มทุนต่างชาติ
สถานการณ์ขัดแย้งดังกล่าวกำลังเป็นการต่อสู้แย่งชิง "ผลประโยชน์สาธารณะ"
ให้กลายเป็น "ผลประโยชน์ของทุนภาคเอกชน" มากกว่า
โดยข้อเท็จจริงเราจะเห็นได้ว่า
กลุ่มที่สนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องการโอนย้ายทุนรัฐวิสาหกิจออกไปเป็น "ทุนเรือนหุ้น"
ที่กลุ่มนักลงทุนเอกชนสามารถซื้อขายและครอบครองได้ในตลาดหลักทรัพย์
ขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องการให้รักษากิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจไว้เป็นผลประโยชน์สาธารณะต่อไป
ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (จนถึงปัจจุบัน)
สถานการณ์ข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นสถานการณ์สงครามแย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว
ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเคลื่อนย้ายผลประโยชน์ดังกล่าวออกไปจาก "ความเป็นเจ้าของโดยสาธารณชน"
ให้กลายเป็นกิจการและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนภาคเอกชน
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกขณะในปัจจุบันอีกประการหนึ่ง คือ
บทบาทการใช้อำนาจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้
เกี่ยวกับประเด็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบทบาทคล้ายคลึงกัน คือ
บทบาทที่แสดงต่อสาธารณชนว่า ต้องการผลักดันให้โอนย้าย (แปรรูป)
กิจการรัฐวิสาหกิจเข้าสู่สนามการลงทุนของเอกชนในตลาดหลักทรัพย์
บทบาทดังกล่าว บ่งชี้สถานะความเป็น "ตัวแทนของกลุ่มทุน" มากกว่าสถานะความเป็น "ตัวแทนของสาธารณชน"
"สาธารณชน" ไม่เพียงแต่ประกอบด้วย "กลุ่มทุนเอกชน" เท่านั้น
แต่ยังประกอบด้วยคนกลุ่มต่างๆ ที่หลายหลากทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม
ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนผู้ไม่มีทุนและกลุ่มคนผู้ไม่มีอาชีพเป็นนักลงทุนจำนวนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย
ผู้เขียนคิดว่า "สงครามทุน" ขณะนี้ ยังคงมีสาระสำคัญเป็นสงครามทุนระหว่าง "ทุนสาธารณะ"
กับ "ทุนเอกชน" (ที่ต้องการยื้อแย่งและครอบครองผลประโยชน์มหาศาลไปจากสาธารณชน)
มากกว่าจะเป็นสงครามระหว่างทุนเอกชนต่างกลุ่ม
หากอำนาจรัฐปัจจุบันสามารถโอนย้ายกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจเข้าสู่สนามลงทุนของภาคเอกชนผ่านกลไกตลาดหลักทรัพย์แล้วต่างหาก
ที่สงครามทุนเอกชนระหว่างกลุ่มทุนและอำนาจต่างพรรคจะดำเนินอย่างเข้มข้นต่อไป
ภายหลังจากนั้นสภาพการณ์แบบ "อาร์เจนตินา"
ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้
|