การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

โลกาปริทรรศน์ กำสรวลวิสาหกิจ : บทส่งท้าย (จบ)

วันพุธที่ 21 เมษายน 2547

โดย วรพล พรหมิกบุตร

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกขณะในปัจจุบัน คือ บทบาทการใช้อำนาจ ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบาย ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับประเด็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นบทบาทคล้ายคลึงกัน

แนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาข้อโต้เถียงเรื่องการแปรรูป รัฐวิสาหกิจของไทยในปัจจุบันว่า เป็นปัญหาการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ และอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง ระหว่างกลุ่ม "ทุนใหม่" กับกลุ่ม "ทุนเก่า" เป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่โน้มนำความคิดของสาธารณชนให้คลาดเคลื่อนเบี่ยงเบนประเด็นไปจากข้อเท็จจริงปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงปัจจุบันอะไรบ้าง ?

ประการแรก ทุน ทรัพย์สิน กิจการของรัฐวิสาหกิจไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นทุน ทรัพย์สินและกิจการเชิงพาณิชย์และการบริการสังคมที่ก่อตั้งดำเนินการโดยใช้ "ทุนภาคสาธารณะ" (public funds) เช่น งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน และเงินกู้ต่างประเทศภาครัฐ ฯลฯ การลงทุนและดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาไม่ใช่การลงทุนภาคเอกชนของกลุ่มนักลงทุนเอกชนรายใดรายหนึ่ง หรือหลายรายร่วมทุนกัน

นอกจากนั้น การลงทุนดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจของไทยยังไม่ใช่การลงทุนส่วนตัวของรัฐบาลหรือกระทรวง ทบวง กรมใดๆ ในภาครัฐ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ จะให้ผู้บริหารรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งกล่าวอ้างได้ว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐบาลนั้น หรือของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ (เราอาจดูข้อยืนยันเรื่องนี้ได้บางส่วนจากประวัติศาสตร์การปรับปรุงองค์กร และมอบหมายอำนาจการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจข้ามกระทรวง ทบวง กรม หลายกรณีในอดีต)

ประการที่สอง เมื่อการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจได้ใช้ทุนสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอด (ผ่านระบอบการเมืองต่างๆ ทั้งอำนาจนิยมแบบเผด็จการทหาร "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" และ "ประชาธิปไตยครึ่งใบสลับหัว" ในปัจจุบัน) โดยผู้นำรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งหรือผู้บริหารพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะอ้างความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้ เราก็สามารถมองเห็นประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของกิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจได้ชัดเจนขึ้นว่า "สาธารณชน" (หรือประชาชนผู้เสียภาษีและรับภาระเงินกู้ภาครัฐ) คือ เจ้าของกิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจร่วมกัน

ดังนั้น ตราบใดที่การดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์ขององค์กรบริหารธุรกิจใดๆ ยังมีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ตราบนั้น ทุน กิจการ ทรัพย์สินและผลประโยชน์จากการดำเนินกิจการเชิงพาณิชย์นั้น ก็ยังมีสถานะเป็นทุนสาธารณะ กิจการสาธารณะ ทรัพย์สินสาธารณะ และผลประโยชน์สาธารณะของประชาชนส่วนรวมทั้งประเทศ

ประการที่สาม ข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการร่างและบังคับใช้กฎหมายใหม่ฉบับหนึ่งในช่วงปี พ.ศ.2541-2542 คือ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ) เป็นข้อพิพาทโต้แย้งระหว่างผู้มีความคิด 2 กลุ่ม ขับเคลื่อนโต้แย้งกัน คือ (1) กลุ่มผู้แสดงความต้องการจะให้นำกิจการรัฐวิสาหกิจไปแปรรูปเป็นกิจการในตลาดหลักทรัพย์ และ (2) กลุ่มผู้แสดงความต้องการจะให้รักษากิจการรัฐวิสาหกิจเป็น "รัฐวิสาหกิจ" ต่อไป

เนื่องจากผลทางปฏิบัติของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ คือ การแปรเปลี่ยนกิจการส่วนนั้นให้กลายเป็น "สนามการลงทุนของภาคเอกชน" ดังนั้น ข้อพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับการแปรรูปหรือการไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยในขณะนี้จึงยังไม่ใช่ "สงครามทุน" ระหว่างกลุ่มทุนเอกชนต่างกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนเก่ากับกลุ่มทุนใหม่ หรือระหว่างกลุ่มทุนชาติกับกลุ่มทุนต่างชาติ

สถานการณ์ขัดแย้งดังกล่าวกำลังเป็นการต่อสู้แย่งชิง "ผลประโยชน์สาธารณะ" ให้กลายเป็น "ผลประโยชน์ของทุนภาคเอกชน" มากกว่า

โดยข้อเท็จจริงเราจะเห็นได้ว่า กลุ่มที่สนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องการโอนย้ายทุนรัฐวิสาหกิจออกไปเป็น "ทุนเรือนหุ้น" ที่กลุ่มนักลงทุนเอกชนสามารถซื้อขายและครอบครองได้ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องการให้รักษากิจการและผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจไว้เป็นผลประโยชน์สาธารณะต่อไป

ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (จนถึงปัจจุบัน) สถานการณ์ข้อพิพาทโต้แย้งเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นสถานการณ์สงครามแย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว ระหว่างฝ่ายที่ต้องการเคลื่อนย้ายผลประโยชน์ดังกล่าวออกไปจาก "ความเป็นเจ้าของโดยสาธารณชน" ให้กลายเป็นกิจการและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนภาคเอกชน

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนขึ้นทุกขณะในปัจจุบันอีกประการหนึ่ง คือ บทบาทการใช้อำนาจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับประเด็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบทบาทคล้ายคลึงกัน คือ บทบาทที่แสดงต่อสาธารณชนว่า ต้องการผลักดันให้โอนย้าย (แปรรูป) กิจการรัฐวิสาหกิจเข้าสู่สนามการลงทุนของเอกชนในตลาดหลักทรัพย์

บทบาทดังกล่าว บ่งชี้สถานะความเป็น "ตัวแทนของกลุ่มทุน" มากกว่าสถานะความเป็น "ตัวแทนของสาธารณชน"

"สาธารณชน" ไม่เพียงแต่ประกอบด้วย "กลุ่มทุนเอกชน" เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยคนกลุ่มต่างๆ ที่หลายหลากทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมไปถึงกลุ่มคนผู้ไม่มีทุนและกลุ่มคนผู้ไม่มีอาชีพเป็นนักลงทุนจำนวนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย


ผู้เขียนคิดว่า "สงครามทุน" ขณะนี้ ยังคงมีสาระสำคัญเป็นสงครามทุนระหว่าง "ทุนสาธารณะ" กับ "ทุนเอกชน" (ที่ต้องการยื้อแย่งและครอบครองผลประโยชน์มหาศาลไปจากสาธารณชน) มากกว่าจะเป็นสงครามระหว่างทุนเอกชนต่างกลุ่ม

หากอำนาจรัฐปัจจุบันสามารถโอนย้ายกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจเข้าสู่สนามลงทุนของภาคเอกชนผ่านกลไกตลาดหลักทรัพย์แล้วต่างหาก ที่สงครามทุนเอกชนระหว่างกลุ่มทุนและอำนาจต่างพรรคจะดำเนินอย่างเข้มข้นต่อไป

ภายหลังจากนั้นสภาพการณ์แบบ "อาร์เจนตินา" ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้


1