พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสมือน "เดโมแครต" ขณะที่พรรคไทยรักไทย เปรียบได้กับ "รีพับลิกัน"
ในสังคมการเมืองอเมริกัน
นักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์สถานการณ์ส่วนหนึ่ง ระบุว่า
ความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
และการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้
เป็นสถานการณ์ส่วนหนึ่งภายใน "สงครามทุน" ระหว่างฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
ที่เป็น "พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่" ต่อสู้แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กับ "กลุ่มทุนเก่าและพันธมิตร"
ตัวอย่างการนำเสนอความคิดต่อสาธารณชนเช่นนั้น เช่น
การนำเสนอแนวคิดเชิงวิเคราะห์ โดยผู้ใช้นามปากกา "เซี่ยงเส้าหลง"
พอสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
"ปัจจัยสำคัญที่เห็นว่า เป็นปัจจัยรากฐาน ก็คือ ทุกเรื่องราวสำคัญขณะนี้
ล้วนเป็นภาพสะท้อนของสงครามทุนในยุคปัจจุบัน
เป็นสงครามทุนที่ผลแพ้ชนะจะกำหนดโฉมหน้าสังคมไทยในอนาคต
และส่งผลสะเทือนในทุกทาง...ขณะนี้แนวรบสำคัญอยู่ที่ผลสรุปจากการต่อสู้ทางความคิด
ประเด็นแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจอื่น หากสามารถทำสำเร็จ
จะมีผลเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยในอนาคต
พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่ที่สามารถยึดอำนาจทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่
6 มกราคม 2544
และจากนั้นใช้กำลังพอเพียงไม่กี่ร้อยคน
ดำเนินการยึดอำนาจการบริหารประเทศที่เป็นจริง มาจากอุ้งมือระบบราชการ
ที่ครองอำนาจต่อเนื่องมากกว่า 100 ปี
จะสามารถยึดอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมาย
ผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้อย่างชนิดชั่วข้ามคืน
อำนาจทางเศรษฐกิจที่ได้มานี้ จะส่งผลไปรักษาอำนาจทางการเมือง
เพื่อดำเนินการขั้นต่อไปในรอบ 4 ปีที่สอง
แนวรบนี้จึงเป็นแนวต้านสำคัญที่กลุ่มทุนเก่า (และพันธมิตร) ขีดไว้เป็นเส้นตาย
ที่จะไม่ยอมให้ก้าวข้ามมาง่ายๆ.."
"3 ปีที่ผ่านมา พิจารณาให้ดีๆ
เราจะพบเห็นการรุกคืบยึดพื้นที่ของพันธมิตรกลุ่มทุนใหม่
ที่ควบคู่ไปกับนโยบายรัฐ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ขณะนี้เมื่อพวกเขาเผชิญหน้าแนวต้านแข็งแกร่ง ที่ กฟผ.เป็นธรรมดาอยู่เอง
ที่กลุ่มทุนที่เคยถอยกรูด, กลุ่มทุนที่ได้แต่เฝ้าดูการรุกคืบ จะผสมโรงเข้ามา"
สาธารณชน, นักการเมือง, รวมทั้งนักสื่อสารมวลชนของไทยอีกเป็นจำนวนมาก
อาจมีความเห็นคล้อยออกมาตามครรลองการวิเคราะห์ข้างต้นได้โดยง่ายกว่า
ขณะนี้ภายในสังคมการเมืองของไทย มีกลุ่มทุนใหญ่ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ถูกเรียกในคอลัมน์ดังกล่าวว่า "พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่" และ "กลุ่มทุนเก่า
(และพันธมิตร)" โดยกลุ่มทุนทั้งสองกำลังทำสงครามทุนแย่งชิงอำนาจ
และสะสมผลประโยชน์ด้านทุนของตนเอง
เพื่อความได้เปรียบในการเข้าสู่เวทีอำนาจบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
ความเห็นแบบคล้อยตามข้างต้น จะยังเป็นไปได้ง่ายขึ้น สำหรับสาธารณชน
ผู้ติดตามข่าวสารการเมืองทั่วไป (ผ่านสื่อมวลชนรายวันในประเทศ)
ซึ่งได้ประกอบข้อเท็จจริงเป็น "โครงสร้างความคิดล่วงหน้า"
ในกระบวนทัศน์สังคมการเมืองไว้คร่าวๆ แล้วว่า การเมืองไทยในอนาคตจะเป็น "การเมืองแบบ
2 พรรค" คือ พรรคไทยรักไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
แข่งขันชิงชัยกันในสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ
ความเห็นแบบคล้อยตามข้างต้น จะฝังลึกแจ่มชัดลงไปอีก
สำหรับชนชั้นกลางขั้นอุดมศึกษาที่ผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พัฒนาการของกรณีตัวอย่าง
การเมืองระบบ 2 พรรค เช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา (พรรคเดโมแครตแข่งขันกับพรรครีพับลิกัน)
หรือแม้แต่การเมืองแบบรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค แต่มีเพียง 2
พรรค ที่ใหญ่พอที่จะแข่งขันกันได้ทุกสนามเลือกตั้ง (พรรคแรงงานแข่งขันกับพรรคอนุรักษนิยม)
เป็นต้น
ชนชั้นกลางขั้นอุดมศึกษาของไทย บางส่วนอาจถึงขั้นทำการเปรียบเทียบใน "สภากาแฟ"
ของตนไปบ้างแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสมือน "เดโมแครต" ขณะที่พรรคไทยรักไทย
(ซึ่งเปิดเผยภาพลักษณ์ความเป็น "กลุ่มทุน" ของตนมากกว่า
กลุ่มทุนหนุนหลังพรรคประชาธิปัตย์) เปรียบได้กับ "รีพับลิกัน"
ในสังคมการเมืองอเมริกัน
ถึงแม้ว่าบางส่วนของการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้น จะมีความเป็นไปได้อยู่สูง
แต่ส่วนสำคัญจากการวิเคราะห์เรื่อง
สงครามทุนระหว่างพันธมิตรกลุ่มทุนใหม่กับกลุ่มทุนเก่า (และพันธมิตร)
ในกรอบการวิเคราะห์ข้างต้นของผู้ใช้นามปากกา "เซี่ยงเส้าหลง"
กลับมองข้ามและตัดตอนปัจจัยหลักอันควรถือว่าเป็น "หัวใจสำคัญ"
ของความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ออกไปจากกรอบการวิเคราะห์ของตน
เนื้อหาการวิเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องมองดูต่อไปในอนาคต อันได้แก่
(1) ผลแพ้ชนะจากการดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปัจจุบัน
จะส่งผลต่อเนื่องไปกำหนดลักษณะทางสังคมการเมืองของไทย ครอบคลุมวิถีชีวิต
ทั้งของปัจเจกบุคคล, ครัวเรือน, ชุมชน
และหน่วยการผลิตทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนทุกระดับ
ที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา
ในการดำรงชีวิตต่อไป
(2) แนวโน้มการรวมบุคคลทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน
ให้กระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางอำนาจพรรคการเมือง 2 พรรค
ปรากฏหรือบรรจุเป็นนัยแฝงอยู่ในสาระข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ตั้งแต่ขั้นตอนการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญก่อนการประกาศใช้ในปี 2540 แล้ว
แต่การสร้าง "ระบบ 2 พรรค" โดยเด็ดขาด
ยังไม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า
ทั้งยังมีความเป็นไปได้มากว่าการเมืองไทยระยะยาว
จะพัฒนาไปตามครรลองคล้ายคลึงแบบแผนระบบพรรคในการเมืองอังกฤษ (ซึ่งมีพรรคที่สามขนาดเล็กกว่า)
มากกว่าจะเป็นการเมืองแบบ 2 พรรคสมบูรณ์
เนื้อหาการวิเคราะห์ที่น่าจะคลาดเคลื่อนหรือมองข้ามข้อเท็จจริง
สำคัญมากในบทวิเคราะห์ ของ "เซี่ยงเส้าหลง" คือ ประเด็นเรื่ององค์ประกอบของ "คู่ขัดแย้ง"
ในสงครามทุนครั้งนี้
|