การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

โลกาปริทรรศน์ กำสรวลวิสาหกิจ : บทส่งท้าย (1)

วันพุธที่ 14 เมษายน 2547

โดย วรพล พรหมิกบุตร

พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสมือน "เดโมแครต" ขณะที่พรรคไทยรักไทย เปรียบได้กับ "รีพับลิกัน" ในสังคมการเมืองอเมริกัน

นักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์สถานการณ์ส่วนหนึ่ง ระบุว่า ความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ส่วนหนึ่งภายใน "สงครามทุน" ระหว่างฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่เป็น "พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่" ต่อสู้แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กับ "กลุ่มทุนเก่าและพันธมิตร"

ตัวอย่างการนำเสนอความคิดต่อสาธารณชนเช่นนั้น เช่น การนำเสนอแนวคิดเชิงวิเคราะห์ โดยผู้ใช้นามปากกา "เซี่ยงเส้าหลง" พอสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

"ปัจจัยสำคัญที่เห็นว่า เป็นปัจจัยรากฐาน ก็คือ ทุกเรื่องราวสำคัญขณะนี้ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของสงครามทุนในยุคปัจจุบัน เป็นสงครามทุนที่ผลแพ้ชนะจะกำหนดโฉมหน้าสังคมไทยในอนาคต และส่งผลสะเทือนในทุกทาง...ขณะนี้แนวรบสำคัญอยู่ที่ผลสรุปจากการต่อสู้ทางความคิด ประเด็นแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจอื่น หากสามารถทำสำเร็จ จะมีผลเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยในอนาคต พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่ที่สามารถยึดอำนาจทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544

และจากนั้นใช้กำลังพอเพียงไม่กี่ร้อยคน ดำเนินการยึดอำนาจการบริหารประเทศที่เป็นจริง มาจากอุ้งมือระบบราชการ ที่ครองอำนาจต่อเนื่องมากกว่า 100 ปี จะสามารถยึดอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมาย ผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้อย่างชนิดชั่วข้ามคืน อำนาจทางเศรษฐกิจที่ได้มานี้ จะส่งผลไปรักษาอำนาจทางการเมือง เพื่อดำเนินการขั้นต่อไปในรอบ 4 ปีที่สอง แนวรบนี้จึงเป็นแนวต้านสำคัญที่กลุ่มทุนเก่า (และพันธมิตร) ขีดไว้เป็นเส้นตาย ที่จะไม่ยอมให้ก้าวข้ามมาง่ายๆ.."

"3 ปีที่ผ่านมา พิจารณาให้ดีๆ เราจะพบเห็นการรุกคืบยึดพื้นที่ของพันธมิตรกลุ่มทุนใหม่ ที่ควบคู่ไปกับนโยบายรัฐ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขณะนี้เมื่อพวกเขาเผชิญหน้าแนวต้านแข็งแกร่ง ที่ กฟผ.เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่กลุ่มทุนที่เคยถอยกรูด, กลุ่มทุนที่ได้แต่เฝ้าดูการรุกคืบ จะผสมโรงเข้ามา"

สาธารณชน, นักการเมือง, รวมทั้งนักสื่อสารมวลชนของไทยอีกเป็นจำนวนมาก อาจมีความเห็นคล้อยออกมาตามครรลองการวิเคราะห์ข้างต้นได้โดยง่ายกว่า ขณะนี้ภายในสังคมการเมืองของไทย มีกลุ่มทุนใหญ่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถูกเรียกในคอลัมน์ดังกล่าวว่า "พันธมิตรกลุ่มทุนใหม่" และ "กลุ่มทุนเก่า (และพันธมิตร)" โดยกลุ่มทุนทั้งสองกำลังทำสงครามทุนแย่งชิงอำนาจ และสะสมผลประโยชน์ด้านทุนของตนเอง เพื่อความได้เปรียบในการเข้าสู่เวทีอำนาจบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

ความเห็นแบบคล้อยตามข้างต้น จะยังเป็นไปได้ง่ายขึ้น สำหรับสาธารณชน ผู้ติดตามข่าวสารการเมืองทั่วไป (ผ่านสื่อมวลชนรายวันในประเทศ) ซึ่งได้ประกอบข้อเท็จจริงเป็น "โครงสร้างความคิดล่วงหน้า" ในกระบวนทัศน์สังคมการเมืองไว้คร่าวๆ แล้วว่า การเมืองไทยในอนาคตจะเป็น "การเมืองแบบ 2 พรรค" คือ พรรคไทยรักไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แข่งขันชิงชัยกันในสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ

ความเห็นแบบคล้อยตามข้างต้น จะฝังลึกแจ่มชัดลงไปอีก สำหรับชนชั้นกลางขั้นอุดมศึกษาที่ผ่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พัฒนาการของกรณีตัวอย่าง การเมืองระบบ 2 พรรค เช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา (พรรคเดโมแครตแข่งขันกับพรรครีพับลิกัน) หรือแม้แต่การเมืองแบบรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค แต่มีเพียง 2 พรรค ที่ใหญ่พอที่จะแข่งขันกันได้ทุกสนามเลือกตั้ง (พรรคแรงงานแข่งขันกับพรรคอนุรักษนิยม) เป็นต้น

ชนชั้นกลางขั้นอุดมศึกษาของไทย บางส่วนอาจถึงขั้นทำการเปรียบเทียบใน "สภากาแฟ" ของตนไปบ้างแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสมือน "เดโมแครต" ขณะที่พรรคไทยรักไทย (ซึ่งเปิดเผยภาพลักษณ์ความเป็น "กลุ่มทุน" ของตนมากกว่า กลุ่มทุนหนุนหลังพรรคประชาธิปัตย์) เปรียบได้กับ "รีพับลิกัน" ในสังคมการเมืองอเมริกัน

ถึงแม้ว่าบางส่วนของการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้น จะมีความเป็นไปได้อยู่สูง แต่ส่วนสำคัญจากการวิเคราะห์เรื่อง สงครามทุนระหว่างพันธมิตรกลุ่มทุนใหม่กับกลุ่มทุนเก่า (และพันธมิตร) ในกรอบการวิเคราะห์ข้างต้นของผู้ใช้นามปากกา "เซี่ยงเส้าหลง" กลับมองข้ามและตัดตอนปัจจัยหลักอันควรถือว่าเป็น "หัวใจสำคัญ" ของความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ออกไปจากกรอบการวิเคราะห์ของตน

เนื้อหาการวิเคราะห์ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องมองดูต่อไปในอนาคต อันได้แก่

(1) ผลแพ้ชนะจากการดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปัจจุบัน จะส่งผลต่อเนื่องไปกำหนดลักษณะทางสังคมการเมืองของไทย ครอบคลุมวิถีชีวิต ทั้งของปัจเจกบุคคล, ครัวเรือน, ชุมชน และหน่วยการผลิตทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนทุกระดับ ที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปา ในการดำรงชีวิตต่อไป

(2) แนวโน้มการรวมบุคคลทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ให้กระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางอำนาจพรรคการเมือง 2 พรรค ปรากฏหรือบรรจุเป็นนัยแฝงอยู่ในสาระข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตั้งแต่ขั้นตอนการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญก่อนการประกาศใช้ในปี 2540 แล้ว แต่การสร้าง "ระบบ 2 พรรค" โดยเด็ดขาด ยังไม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ทั้งยังมีความเป็นไปได้มากว่าการเมืองไทยระยะยาว จะพัฒนาไปตามครรลองคล้ายคลึงแบบแผนระบบพรรคในการเมืองอังกฤษ (ซึ่งมีพรรคที่สามขนาดเล็กกว่า) มากกว่าจะเป็นการเมืองแบบ 2 พรรคสมบูรณ์

เนื้อหาการวิเคราะห์ที่น่าจะคลาดเคลื่อนหรือมองข้ามข้อเท็จจริง สำคัญมากในบทวิเคราะห์ ของ "เซี่ยงเส้าหลง" คือ ประเด็นเรื่ององค์ประกอบของ "คู่ขัดแย้ง" ในสงครามทุนครั้งนี้


1