ตลอดเวลากว่า 3 ปีนับจาก พรรคไทยรักไทย จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศปรากฏว่า
มีการดำเนินมาตรการ กองทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับชุมชนรากหญ้า
และองค์กรการผลิตขนาดเล็ก ที่กระจัดกระจาย อยู่ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ
นอกจากนั้น ยังมีการดำเนินนโยบายปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งสำคัญ (ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลของนโยบายดังกล่าวในปัจจุบัน)
แต่กลับปรากฏว่า รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย
มิได้ดำเนินการให้เกิดผลรูปธรรมแต่ประการใด
ในการยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับใดฉบับหนึ่งในกรอบ "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ"
รวมทั้งมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมายเหล่านั้น
ให้หันเหออกไปจากทิศทางเดิมที่มุ่งเน้นเป็นประโยชน์ต่อการขยายอิทธิพล
ของกลุ่มทุนเอกชนต่างประเทศและในประเทศ (ที่เป็นพันธมิตร)
ให้เข้าครอบครองกรรมสิทธิ์สำคัญในระบบเศรษฐกิจไทยเกือบทุกส่วน
ตั้งแต่ธุรกิจสถาบันการเงิน, ระบบอสังหาริมทรัพย์, จนถึงระบบรัฐวิสาหกิจไทย
กรณีรูปธรรมตัวอย่างเกี่ยวกับ "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว"
สะท้อนข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนว่า
กลไกอำนาจภายในรัฐบาลปัจจุบันพยายามผลักดันการบังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดิม
ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และกองทุนการเงินระหว่างประเทศร่วมกันวางแนวทางไว้
ความพยายามในการอภิปราย, นำเสนอบทวิเคราะห์,
และทัดทานทิศทางการใช้กฎหมายดังกล่าว (ภายหลังพรรคไทยรักไทยดำเนินการบริหารประเทศไปราว
2 ปี) นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จในการ "ทวงสัญญา"
หรือโน้มน้าวให้รัฐสภาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้เป็นคุณแก่ "ทุนสัญชาติไทยรายย่อย"
แล้วยังกลับถูกกล่าวหาตอบโต้ด้วยวาทกรรม จากแกนนำรัฐบาลบางท่านว่าเป็นพวก "คนหน้าเก่า"
หรือพวก "ชาตินิยมรุนแรง" เป็นต้น
นอกเหนือไปจากกรณีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังถูกบังคับใช้ให้เป็นคุณต่อการขยายอำนาจครอบครองกรรมสิทธิ์ของนักธุรกิจต่างด้าวในระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าจะมีการปรับปรุงให้กลับสู่สภาวะเสมอภาคมากขึ้น)
กรณีรูปธรรมสำคัญที่ปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วงปีสุดท้ายของวาระการบริหารประเทศ
โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้แก่
การเร่งรัดดำเนินมาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคที่เป็น "หัวใจสำคัญ"
ของการผลิตทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตพื้นฐานของสาธารณชนในสังคมปัจจุบันของไทย
คือวิสาหกิจไฟฟ้าและประปา
วาทกรรมใหม่ที่แกนนำรัฐบาลนำออกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ
แบบโฆษณาชวนเชื่อ ได้แก่
การนำเสนอนิยามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงในรัฐสภาไว้ว่าเป็น "การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์"
และอธิบายว่าการกระจายหุ้นไม่ใช่ "การขาย"
ผู้เขียนสำรวจตรวจสอบนิยามทางทฤษฎีจากตำราวิชาการต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าหุ้น
และการนำหุ้นบริษัทมหาชนเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์แล้วกลับพบว่า
ตำราวิชาการเหล่านั้นบ่งบอกนัยว่า
การนำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์
ที่ถูกกระจายเป็นทุนเรือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนั้น ผู้เขียนสอบถามนักซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ที่มีประสบการณ์ตรงในการกระจายหุ้นหรือรับการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (เนื่องจากผู้เขียนไม่มีประสบการณ์ตรงดังกล่าว
และไม่ใช่นักกระจายหุ้นหรือนิยมการรับกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์)
ทุกรายยืนยันตรงกันว่า "การกระจายหุ้น"
ในตลาดหลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการเชิญชวนให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือหรือถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์
หรือธุรกิจที่ถูกประเมินมูลค่าเป็นหลักทรัพย์นั้น
ผู้เขียนเชื่อถือในเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ
และคำอธิบายจากประสบการณ์ตรงในชีวิตจริงของนักซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตามที่กล่าวถึงข้างต้นมากกว่าเชื่อถือในวาทกรรมทางการเมืองแบบโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า
; "การกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจ"
ท่ามกลางกระแสข่าวสารข้อมูลที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชนในสังคมปัจจุบัน,
มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีคนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อตามวาทกรรมดังกล่าว ว่า "การกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจ"
ในแง่มุมหนึ่งผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาของวาทกรรมข้อนี้มีนัยดูถูกสติปัญญาสาธารณะของไทยเป็นอย่างยิ่ง
; และในอีกแง่มุมหนึ่งผู้เขียนคิดว่า (หาก) สาธารณชนจำนวนมากพอสมควร (สักประมาณร้อยละ
30 ขึ้นไป) เชื่อในวาทกรรมข้อนี้จริง,
สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่มีปัญหาคุณภาพสมาชิกภายในอย่างยิ่งยวด
เพราะเหตุที่วาทกรรมข้อนี้มีนัยดูถูกสติปัญญาสาธารณะของคนไทยเช่นนั้น
จึงอาจเป็นไปได้ว่ามีเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนเกินกว่าปกติทั่วไป
ที่คุกคามกดดันให้แกนนำรัฐบาลปัจจุบันเผยแพร่ข่าวสารเร่งรัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคสำคัญในช่วงปีปัจจุบัน
เหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนเกินกว่าปกติทั่วไปนั้น
อาจมีหลายส่วนหรือเป็นไปได้ว่ามาจากแรงกดดันหลายส่วนประกอบกัน เช่น
จากการเร่งรัดตามพันธสัญญาภาครัฐกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ,
เหตุปัจจัยจากการกดดันของกลุ่มทุนต่างประเทศ
และเครือข่ายพันธมิตรทุนรายใหญ่ของไทยที่มีอำนาจการเมืองแฝง,
แรงจูงใจในการฉวยโอกาสการขยายฐานทุนของกลุ่มแกนนำนโยบายพรรคไทยรักไทยเอง
หรือแม้แต่การสร้าง "ฉาก" เป็นข้ออ้างทางการเมือง (Political pretext) ว่า
รัฐบาลปัจจุบันมิได้บิดพลิ้วพันธกรณีระหว่างประเทศ
ปัญหาปัจจุบันคือ การวิเคราะห์ว่า
อะไรคือเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนที่แท้จริง
ที่กำลังผลักดันการดำเนินนโยบายของพรรคไทยรักไทย
|