การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

โลกาปริทรรศน์ กำสรวลวิสาหกิจ (4)

วันพุธที่ 7 เมษายน 2547

โดย วรพล พรหมิกบุตร

ตลอดเวลากว่า 3 ปีนับจาก พรรคไทยรักไทย จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศปรากฏว่า มีการดำเนินมาตรการ กองทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับชุมชนรากหญ้า และองค์กรการผลิตขนาดเล็ก ที่กระจัดกระจาย อยู่ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีการดำเนินนโยบายปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งสำคัญ (ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลของนโยบายดังกล่าวในปัจจุบัน) แต่กลับปรากฏว่า รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย มิได้ดำเนินการให้เกิดผลรูปธรรมแต่ประการใด ในการยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับใดฉบับหนึ่งในกรอบ "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ"

รวมทั้งมิได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสาระสำคัญของกฎหมายเหล่านั้น ให้หันเหออกไปจากทิศทางเดิมที่มุ่งเน้นเป็นประโยชน์ต่อการขยายอิทธิพล ของกลุ่มทุนเอกชนต่างประเทศและในประเทศ (ที่เป็นพันธมิตร) ให้เข้าครอบครองกรรมสิทธิ์สำคัญในระบบเศรษฐกิจไทยเกือบทุกส่วน ตั้งแต่ธุรกิจสถาบันการเงิน, ระบบอสังหาริมทรัพย์, จนถึงระบบรัฐวิสาหกิจไทย

กรณีรูปธรรมตัวอย่างเกี่ยวกับ "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว" สะท้อนข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนว่า กลไกอำนาจภายในรัฐบาลปัจจุบันพยายามผลักดันการบังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดิม ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และกองทุนการเงินระหว่างประเทศร่วมกันวางแนวทางไว้

ความพยายามในการอภิปราย, นำเสนอบทวิเคราะห์, และทัดทานทิศทางการใช้กฎหมายดังกล่าว (ภายหลังพรรคไทยรักไทยดำเนินการบริหารประเทศไปราว 2 ปี) นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จในการ "ทวงสัญญา" หรือโน้มน้าวให้รัฐสภาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้เป็นคุณแก่ "ทุนสัญชาติไทยรายย่อย" แล้วยังกลับถูกกล่าวหาตอบโต้ด้วยวาทกรรม จากแกนนำรัฐบาลบางท่านว่าเป็นพวก "คนหน้าเก่า" หรือพวก "ชาตินิยมรุนแรง" เป็นต้น

นอกเหนือไปจากกรณีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังถูกบังคับใช้ให้เป็นคุณต่อการขยายอำนาจครอบครองกรรมสิทธิ์ของนักธุรกิจต่างด้าวในระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าจะมีการปรับปรุงให้กลับสู่สภาวะเสมอภาคมากขึ้น)

กรณีรูปธรรมสำคัญที่ปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วงปีสุดท้ายของวาระการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้แก่ การเร่งรัดดำเนินมาตรการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคที่เป็น "หัวใจสำคัญ" ของการผลิตทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตพื้นฐานของสาธารณชนในสังคมปัจจุบันของไทย คือวิสาหกิจไฟฟ้าและประปา

วาทกรรมใหม่ที่แกนนำรัฐบาลนำออกเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ แบบโฆษณาชวนเชื่อ ได้แก่ การนำเสนอนิยามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงในรัฐสภาไว้ว่าเป็น "การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์" และอธิบายว่าการกระจายหุ้นไม่ใช่ "การขาย"

ผู้เขียนสำรวจตรวจสอบนิยามทางทฤษฎีจากตำราวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าหุ้น และการนำหุ้นบริษัทมหาชนเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์แล้วกลับพบว่า ตำราวิชาการเหล่านั้นบ่งบอกนัยว่า การนำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์มีจุดมุ่งหมายให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ ที่ถูกกระจายเป็นทุนเรือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนั้น ผู้เขียนสอบถามนักซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีประสบการณ์ตรงในการกระจายหุ้นหรือรับการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (เนื่องจากผู้เขียนไม่มีประสบการณ์ตรงดังกล่าว และไม่ใช่นักกระจายหุ้นหรือนิยมการรับกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์) ทุกรายยืนยันตรงกันว่า "การกระจายหุ้น" ในตลาดหลักทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของการเชิญชวนให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือหรือถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ หรือธุรกิจที่ถูกประเมินมูลค่าเป็นหลักทรัพย์นั้น

ผู้เขียนเชื่อถือในเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ และคำอธิบายจากประสบการณ์ตรงในชีวิตจริงของนักซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตามที่กล่าวถึงข้างต้นมากกว่าเชื่อถือในวาทกรรมทางการเมืองแบบโฆษณาชวนเชื่อที่ว่า ; "การกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจ"

ท่ามกลางกระแสข่าวสารข้อมูลที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชนในสังคมปัจจุบัน, มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีคนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อตามวาทกรรมดังกล่าว ว่า "การกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจ"

ในแง่มุมหนึ่งผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาของวาทกรรมข้อนี้มีนัยดูถูกสติปัญญาสาธารณะของไทยเป็นอย่างยิ่ง ; และในอีกแง่มุมหนึ่งผู้เขียนคิดว่า (หาก) สาธารณชนจำนวนมากพอสมควร (สักประมาณร้อยละ 30 ขึ้นไป) เชื่อในวาทกรรมข้อนี้จริง, สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่มีปัญหาคุณภาพสมาชิกภายในอย่างยิ่งยวด

เพราะเหตุที่วาทกรรมข้อนี้มีนัยดูถูกสติปัญญาสาธารณะของคนไทยเช่นนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่ามีเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนเกินกว่าปกติทั่วไป ที่คุกคามกดดันให้แกนนำรัฐบาลปัจจุบันเผยแพร่ข่าวสารเร่งรัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคสำคัญในช่วงปีปัจจุบัน

เหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนเกินกว่าปกติทั่วไปนั้น อาจมีหลายส่วนหรือเป็นไปได้ว่ามาจากแรงกดดันหลายส่วนประกอบกัน เช่น จากการเร่งรัดตามพันธสัญญาภาครัฐกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ, เหตุปัจจัยจากการกดดันของกลุ่มทุนต่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรทุนรายใหญ่ของไทยที่มีอำนาจการเมืองแฝง, แรงจูงใจในการฉวยโอกาสการขยายฐานทุนของกลุ่มแกนนำนโยบายพรรคไทยรักไทยเอง

หรือแม้แต่การสร้าง "ฉาก" เป็นข้ออ้างทางการเมือง (Political pretext) ว่า รัฐบาลปัจจุบันมิได้บิดพลิ้วพันธกรณีระหว่างประเทศ

ปัญหาปัจจุบันคือ การวิเคราะห์ว่า อะไรคือเหตุปัจจัยอันสลับซับซ้อนที่แท้จริง ที่กำลังผลักดันการดำเนินนโยบายของพรรคไทยรักไทย


1