ความพยายามเร่งรัด "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" กลุ่มสาธารณูปโภค
และสื่อสารโทรคมนาคมของไทยระลอกใหม่ ปรากฏเป็นคลื่นความเคลื่อนไหว
อย่างเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
สามารถแทรกบทบาท ในการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
ภายหลังวิกฤติการเงิน 2540 เข้าไปบรรจุ ในแนวนโยบายของรัฐบาลไทย ได้ตั้งแต่ปี
2540-2541
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ดำเนินแนวนโยบายร่วมกับที่ปรึกษาทางเทคนิคของไอเอ็มเอฟภายหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่
ที่เป็นพรรคการเมืองคู่แข่งกันในช่วงเวลานั้น และเป็นพรรครัฐบาลในช่วงวิกฤติ
ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลประชาธิปัตย์ และไอเอ็มเอฟ
บรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว
ในการโอนภาระหนี้เอกชนของระบบสถาบันการเงินภายในประเทศให้กลายเป็น "หนี้สินภาครัฐ"
(รายละเอียดการวิเคราะห์เรื่องนี้ เคยนำเสนอใน "โลกาปริทรรศน์" แล้ว
และเคยตีพิมพ์เผยแพร่ให้ข้อเขียนเรื่อง "ยุทธศาสตร์การยึดอำนาจด้วยทุน"
ในหนังสือ "ทุนนิยมฟองสบู่", โครงการวิถีทรรศน์ปี 2544)
และขยายผลสัมฤทธิ์ต่อมาเป็นการประกาศบังคับใช้ในพระราชบัญญัติที่เรียกขานรวมกันว่า
"กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ" ในช่วงปี 2541-2542
ในบรรดากฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ มี "พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ"
เป็นกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่ง
ในพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ
มีสาระสำคัญที่มุ่งหมายให้จัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ผ่านกลไกการจัดตั้งบริษัทขึ้นถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ
แล้วกระจายการถือหุ้นต่อไปในตลาดหลักทรัพย์
กระบวนการแปรรูปรัฐวิสหากิจดังกล่าว
จะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายถ่ายโอนกิจการ และผลประโยชน์ของภาครัฐ (หรือภาคสาธารณะ)
ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ของภาคเอกชน (ทั้งภาคเอกชนที่มีสถานะเป็นบรรษัท,
บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชนจำกัด และบุคคลธรรมดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อย)
การดำเนินนโยบายการเมืองในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ประสบผลสัมฤทธิ์ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสื่อสารโทรคมนาคม
และรัฐวิสาหกิจพลังงานบางส่วน (เช่น กิจการโทรศัพท์, การบิน
และโรงผลิตไฟฟ้าบางส่วนในประเทศ)
แต่เผชิญกับการยืนหยัดคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ
ได้แก่ กิจการพลังงาน, กิจการประปา, กิจการรถไฟ, กิจการท่าเรือ
เพื่อการขนส่งทางทะเล เป็นต้น
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ประสบผลสำเร็จสมบูรณ์ในการใช้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจดำเนินการโอนย้ายกรรมสิทธิ์วิสาหกิจของรัฐให้แก่
กลุ่มทุนและนักลงทุนเอกชน
ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งแกนนำรัฐบาลผสมไปท่ามกลางกระแสการตรวจสอบทางการเมือง
และการวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายใน "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ" อย่างต่อเนื่อง
และเข้มข้นจากแนวร่วมองค์กรพนักงานรัฐวิสาหกิจและภาคประชาชน
การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการพ้นจากตำแหน่งของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้น
จึงปรากฏว่า มีการนำประเด็นเรื่องกฎหมายเศรษฐกิจ 11
ฉบับมาใช้ประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงรับการเลือกตั้งโดยพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์
2 พรรคในขณะนั้น คือ พรรคความหวังใหม่ (ซึ่งดำเนินงานทางการเมืองมาก่อนหน้านั้นแล้ว)
และ พรรคไทยรักไทย (ซึ่งจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคขึ้นใหม่ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรมเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยคนแรก)
บนเวทีแถลงแนวนโยบายการเมืองของทั้ง 2 พรรคต่อสาธารณชนในที่ต่างๆ
รวมทั้งในเวทีสื่อสารมวลชนและเวทีหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งแนวร่วมสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรภาคประชาชนจัดขึ้นเพื่อเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ
มาแถลงจุดยืนเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ
และแนวนโยบายด้านอื่นๆ ของแต่ละพรรค ตัวแทนของพรรคความหวังใหม่
และตัวแทนของพรรคไทยรักไทยแถลงจุดยืนเชิงนโยบาย
โดยองค์รวมสนับสนุนทัศนะของแนวร่วมองค์กรรัฐวิสาหกิจและภาคประชาชนว่าสมควรดำเนินการทบทวนแก้ไข
และยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายเศรษฐกิจ 11
ฉบับที่ประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ท่ามกลางกระแสข่าวสารข้อมูลผ่านระบบสื่อสารมวลชนทั่วประเทศเกี่ยวกับ "กฎหมายเศรษฐกิจ
11 ฉบับ" และวิกฤติทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม (รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของพรรคการเมืองต่างๆ
ก่อนหน้านั้น) ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ
ปรากฏรูปธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระบอบรัฐสภาของไทย
ที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้รับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมด
พรรคการเมืองดังกล่าว คือ พรรคไทยรักไทย
เมื่อคำนวณจำนวนรวมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสมาชิกจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
และสมาชิกจากบัญชีรายชื่อพรรค (ปาร์ตี้ลิสต์)
ทั้งจากสมาชิกดั้งเดิมเมื่อจดทะเบียนก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
และสมาชิกเพิ่มเติมจากการย้ายและยุบรวมพรรคอื่นมาร่วมกับพรรคไทยรักไทยในช่วงปีต่อมา
ปรากฏว่า
พรรคไทยรักไทยสามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้เบ็ดเสร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีพรรคการเมืองอื่นๆ
พยายาม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเทียบเท่ามาก่อนในอดีต
แกนนำพรรคไทยรักไทยได้ประยุกต์ใช้ "เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ"
ดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจการเมืองหลายประการ
เช่น มาตรการปฏิรูประบบราชการ มาตรการจัดตั้งและดำเนินการกองทุนต่างๆ
ทั้งในตลาดการเงินและกองทุนสาธารณะ
มาตรการจัดตั้งและจัดสรรสัมปทานสายการบินใหม่เหนือน่านฟ้าไทย ฯลฯ
แต่ "เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ"
ของพรรคไทยรักไทยยังไม่แสดงผลสัมฤทธิ์รูปธรรมที่ชัดเจนเชื่อถือได้ว่ามีความมุ่งมั่นพยายามในการทบทวน
แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ
เพื่อคืนความชอบธรรมและประโยชน์สาธารณะแก่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งตามที่แถลงต่อเวทีสาธารณชนในที่ต่างๆ
ทั่วประเทศมากเท่าที่เคยให้สัญญาด้วยวาจาไว้ก่อนได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย
|