การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

โลกาปริทรรศน์ กำสรวลวิสาหกิจ (3)

วันพุธที่ 31 มีนาคม 2547

โดย วรพล พรหมิกบุตร

ความพยายามเร่งรัด "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" กลุ่มสาธารณูปโภค และสื่อสารโทรคมนาคมของไทยระลอกใหม่ ปรากฏเป็นคลื่นความเคลื่อนไหว อย่างเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) สามารถแทรกบทบาท ในการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ภายหลังวิกฤติการเงิน 2540 เข้าไปบรรจุ ในแนวนโยบายของรัฐบาลไทย ได้ตั้งแต่ปี 2540-2541

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินแนวนโยบายร่วมกับที่ปรึกษาทางเทคนิคของไอเอ็มเอฟภายหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ที่เป็นพรรคการเมืองคู่แข่งกันในช่วงเวลานั้น และเป็นพรรครัฐบาลในช่วงวิกฤติ

ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลประชาธิปัตย์ และไอเอ็มเอฟ บรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ในการโอนภาระหนี้เอกชนของระบบสถาบันการเงินภายในประเทศให้กลายเป็น "หนี้สินภาครัฐ" (รายละเอียดการวิเคราะห์เรื่องนี้ เคยนำเสนอใน "โลกาปริทรรศน์" แล้ว

และเคยตีพิมพ์เผยแพร่ให้ข้อเขียนเรื่อง "ยุทธศาสตร์การยึดอำนาจด้วยทุน" ในหนังสือ "ทุนนิยมฟองสบู่", โครงการวิถีทรรศน์ปี 2544) และขยายผลสัมฤทธิ์ต่อมาเป็นการประกาศบังคับใช้ในพระราชบัญญัติที่เรียกขานรวมกันว่า "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ" ในช่วงปี 2541-2542

ในบรรดากฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ มี "พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ" เป็นกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่ง

ในพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ มีสาระสำคัญที่มุ่งหมายให้จัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผ่านกลไกการจัดตั้งบริษัทขึ้นถือหุ้นรัฐวิสาหกิจ แล้วกระจายการถือหุ้นต่อไปในตลาดหลักทรัพย์

กระบวนการแปรรูปรัฐวิสหากิจดังกล่าว จะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายถ่ายโอนกิจการ และผลประโยชน์ของภาครัฐ (หรือภาคสาธารณะ) ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ และผลประโยชน์ของภาคเอกชน (ทั้งภาคเอกชนที่มีสถานะเป็นบรรษัท, บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชนจำกัด และบุคคลธรรมดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อย)

การดำเนินนโยบายการเมืองในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ประสบผลสัมฤทธิ์ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสื่อสารโทรคมนาคม และรัฐวิสาหกิจพลังงานบางส่วน (เช่น กิจการโทรศัพท์, การบิน และโรงผลิตไฟฟ้าบางส่วนในประเทศ) แต่เผชิญกับการยืนหยัดคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ ได้แก่ กิจการพลังงาน, กิจการประปา, กิจการรถไฟ, กิจการท่าเรือ เพื่อการขนส่งทางทะเล เป็นต้น

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ประสบผลสำเร็จสมบูรณ์ในการใช้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจดำเนินการโอนย้ายกรรมสิทธิ์วิสาหกิจของรัฐให้แก่ กลุ่มทุนและนักลงทุนเอกชน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งแกนนำรัฐบาลผสมไปท่ามกลางกระแสการตรวจสอบทางการเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์แนวนโยบายใน "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ" อย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นจากแนวร่วมองค์กรพนักงานรัฐวิสาหกิจและภาคประชาชน

การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังการพ้นจากตำแหน่งของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้น จึงปรากฏว่า มีการนำประเด็นเรื่องกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับมาใช้ประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงรับการเลือกตั้งโดยพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคในขณะนั้น คือ พรรคความหวังใหม่ (ซึ่งดำเนินงานทางการเมืองมาก่อนหน้านั้นแล้ว) และ พรรคไทยรักไทย (ซึ่งจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคขึ้นใหม่ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรมเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยคนแรก)

บนเวทีแถลงแนวนโยบายการเมืองของทั้ง 2 พรรคต่อสาธารณชนในที่ต่างๆ รวมทั้งในเวทีสื่อสารมวลชนและเวทีหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแนวร่วมสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรภาคประชาชนจัดขึ้นเพื่อเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาแถลงจุดยืนเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ

และแนวนโยบายด้านอื่นๆ ของแต่ละพรรค ตัวแทนของพรรคความหวังใหม่ และตัวแทนของพรรคไทยรักไทยแถลงจุดยืนเชิงนโยบาย โดยองค์รวมสนับสนุนทัศนะของแนวร่วมองค์กรรัฐวิสาหกิจและภาคประชาชนว่าสมควรดำเนินการทบทวนแก้ไข และยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับที่ประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางกระแสข่าวสารข้อมูลผ่านระบบสื่อสารมวลชนทั่วประเทศเกี่ยวกับ "กฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ" และวิกฤติทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม (รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนหน้านั้น) ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ ปรากฏรูปธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระบอบรัฐสภาของไทย ที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้รับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของทั้งหมด

พรรคการเมืองดังกล่าว คือ พรรคไทยรักไทย


เมื่อคำนวณจำนวนรวมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสมาชิกจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และสมาชิกจากบัญชีรายชื่อพรรค (ปาร์ตี้ลิสต์) ทั้งจากสมาชิกดั้งเดิมเมื่อจดทะเบียนก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และสมาชิกเพิ่มเติมจากการย้ายและยุบรวมพรรคอื่นมาร่วมกับพรรคไทยรักไทยในช่วงปีต่อมา ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยสามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้เบ็ดเสร็จมากที่สุดเท่าที่เคยมีพรรคการเมืองอื่นๆ พยายาม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเทียบเท่ามาก่อนในอดีต

แกนนำพรรคไทยรักไทยได้ประยุกต์ใช้ "เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ" ดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการดำเนินมาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจการเมืองหลายประการ เช่น มาตรการปฏิรูประบบราชการ มาตรการจัดตั้งและดำเนินการกองทุนต่างๆ ทั้งในตลาดการเงินและกองทุนสาธารณะ มาตรการจัดตั้งและจัดสรรสัมปทานสายการบินใหม่เหนือน่านฟ้าไทย ฯลฯ

แต่ "เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ" ของพรรคไทยรักไทยยังไม่แสดงผลสัมฤทธิ์รูปธรรมที่ชัดเจนเชื่อถือได้ว่ามีความมุ่งมั่นพยายามในการทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ เพื่อคืนความชอบธรรมและประโยชน์สาธารณะแก่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งตามที่แถลงต่อเวทีสาธารณชนในที่ต่างๆ ทั่วประเทศมากเท่าที่เคยให้สัญญาด้วยวาจาไว้ก่อนได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย


1