ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของเม็กซิโก
ได้เคยเห็นผลสะเทือนจากความพยายามของผู้นำเม็กซิโกในอดีต
ในการโอนย้ายธุรกิจน้ำมันของเม็กซิโก ให้เป็นวิสาหกิจของรัฐ ความพยายามดังกล่าว
ต้องเผชิญกับการตอบโต้ด้วยวิถีรุนแรงทั้งทางด้านลับ
ระหว่างการริเริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
ตามกรอบคำแนะนำทางวิชาการของธนาคารโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาการเกิดวิกฤติสถาบันการเงินครั้งใหญ่ของไทยปี 2540
ปรากฏว่า มีการดำเนินนโยบายขยายการลงทุน
และพัฒนาวิสาหกิจของรัฐในกิจการสาธารณูปโภคสำคัญด้านพลังงาน, ไฟฟ้า, ประปา,
การสื่อสาร และการขนส่งคมนาคม
ซึ่งเป็นโครงการขยายศักยภาพการทำงานที่ใช้ปริมาณการลงทุนสูง
แต่สอดคล้องกับระดับพัฒนาการทางเทคโนโลยีของวิสาหกิจแต่ละแห่ง
เช่น การลงทุนสร้างเขื่อนพลังน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า,
การลงทุนปรับปรุงพัฒนาระบบท่อประปา และการปรับปรุงโครงสร้างบริหารองค์กร
ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินวิสาหกิจต่างๆ, การลงทุนพัฒนาระบบทาง และหัวจักรรถไฟ,
การลงทุนพัฒนาเครือข่ายเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม สมัยใหม่มาตามลำดับ
เป็นต้น
รัฐบาลไทยแต่ละยุคสมัยตั้งแต่การเมืองแบบเผด็จการทหาร
จนถึงการเมืองแบบรัฐสภาตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ดำเนินนโยบายการพัฒนารัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค โดยอาศัยเงินลงทุนสำคัญ 2 ส่วน คือ
รายได้จากการดำเนินกิจการรัฐวิสาหกิจนั้น
และเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างประเทศที่รัฐวิสาหกิจนั้น
ทำสัญญาข้อตกลงการกู้ยืม โดยมีกระทรวงการคลังและ/หรือ
หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องค้ำประกันเงินกู้
เงินกู้เพื่อการพัฒนารัฐวิสาหกิจของไทยจำนวนมาก ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2504-2540
เป็นเงินกู้จากธนาคารโลก และเครือข่ายสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
ของกลุ่มธนาคารโลก
ซึ่งมีศูนย์กลางการทำงานและสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เงินกู้ต่างประเทศที่กล่าวถึงนั้น มีสถานะเป็น "เงินกู้ต่างประเทศ ภาคสาธารณะ"
(exteranal public debts) ซึ่งผูกพันรัฐบาล และสาธารณชนไทย
ร่วมกับองค์กรรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ดำเนินโครงการพัฒนา
โดยอาศัยเงินกู้และผลสัมฤทธิ์ จากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
เมื่อคิดเป็นองค์รวมโดยเฉลี่ยปรากฏเป็นคุณประโยชน์
ทั้งต่อสาธารณชนและงบประมาณภาครัฐ เพราะระบบรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค
และการสื่อสารคมนาคมของไทย
สามารถทำรายได้เป็นผลกำไรมากจนสามารถตัดแบ่งผลกำไรส่งมอบให้เป็นงบประมาณของรัฐ
ทั้งนี้ นอกเหนือจากส่วนที่กันไว้สำหรับการชำระหนี้ต่างประเทศ
ซึ่งรัฐวิสาหกิจก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว
สถานะทางการเงิน, การบริหาร และผลกำไรของระบบรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค
โดยส่วนรวมจึงเป็นบวกมากกว่าเป็นผลลบ ทั้งต่อประชาชนส่วนรวม ของประเทศ
และต่อรัฐบาลแต่ละยุคตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
สถานะที่เป็นบวกมากมายนั้นเอง
ที่เย้ายวนความต้องการครอบครองกรรมสิทธิ์ของกลุ่มธุรกิจเอกชน
ทั้งภายในและต่างประเทศ
แต่การจะเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์เหนือกิจการและผลประโยชน์ระยะยาวของรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค
จำเป็นต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้น เช่น อำนาจเผด็จการ และ/หรือฉันทานุมัติ
จากกระบวนการทางรัฐสภา ฯลฯ
เนื่องจากการเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์หรือความพยายามจะเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคดังกล่าว
จะมีผลเป็นการโอนย้ายผลประโยชน์สาธารณะ (public interests)
คิดรวมกันเป็นมูลค่าอันประเสริฐ
ได้ให้กลายเป็นผลประโยชน์ถาวรของกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชนต่อไป
ผลรูปธรรมที่จะกระทบสั่นสะเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ (ในทางที่จะทำให้เกิดการสูญเสียกรรมสิทธิ์สาธารณะ)
มีปริมาณและขอบเขตกว้างขวางยิ่งใหญ่
เทียบเท่ากับผลจากกระบวนการโอนย้ายกรรมสิทธิ์อีกแบบหนึ่ง
ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) นั่นคือ
การโอนย้ายกรรมสิทธิ์ธุรกิจเอกชน มาเป็นวิสาหกิจของรัฐ (nationalization)
ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของประเทศเม็กซิโก
เราได้เคยเห็นผลสะเทือนจากความพยายามของผู้นำรัฐบาลเม็กซิโกในอดีต
ในการโอนย้ายธุรกิจน้ำมันของเม็กซิโก ให้เป็นวิสาหกิจของรัฐ ,
ความพยายามดังกล่าว ต้องเผชิญกับการตอบโต้ด้วยวิถีรุนแรงทั้งทางด้านลับ
และเปิดเผย จากความร่วมมือประสานงานกันระหว่างกลุ่มทุน-เอกชน
และรัฐบาลพันธมิตรในโลกตะวันตก
ในทำนองคล้ายคลึงกัน, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของประเทศชิลี
เคยแสดงให้เห็นผลสะเทือนจากความพยายามของประธานาธิบดี
ในอดีตในการโอนย้ายธุรกิจเหมืองแร่ (ทองแดง) และอื่นๆ ในประเทศชิลี
ให้เป็นของรัฐ , ความพยายามดังกล่าว
เผชิญกับการตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรงจากการรัฐประหาร
โค่นล้มและสังหารประธานาธิบดีชิลีท่านนั้น โดยมีบทบาทการแทรกแซงจาก "ทหารรับจ้าง"
จากต่างประเทศเข้าเกี่ยวข้องกับการดำเนินการรัฐประหารครั้งนั้นด้วย
สิ่งที่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลไทย
ดำเนินการให้สำเร็จภายหลังการเกิดวิกฤติการเงินกู้สถาบันการเงิน 2540 ได้แก่
การเร่งรัดการโอนย้ายกรรมสิทธิ์รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค
ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของธุรกิจเอกชน
คำแนะนำดังกล่าวเป็นคำแนะนำภายใต้ชื่อ "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" (privatization)
ซึ่งเป็นสุดขั้วด้านตรงข้ามกับการโอนย้ายกรรมสิทธิ์เอกชนให้เป็นของรัฐ
(nationalization) แต่ผลสั่นสะเทือนต่อรากฐานผลประโยชน์ของสาธารณชน ในระยะสั้น
และระยะยาวมีขอบเขตกว้างขวางไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ในช่วงเวลาที่พลังการรวมฉันทานุมัติในรัฐสภา
ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน
เป็นพลังที่คิดเป็นจำนวนทางคณิตศาสตร์ได้ถึงขั้นเบ็ดเสร็จ,
สังคมไทยและสาธารณชนไทยกำลังเผชิญภาวะล่อแหลมอย่างยิ่งยวดว่า
รัฐบาลจะใช้พลังจากจำนวนคณิตศาสตร์การเมืองดังกล่าวนั้น
เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อผลประโยชน์สาธารณะและประชาชน
|