การออกแบบเชิงสถาบัน (Institutional Design)
มีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ความล้มเหลวในการปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายต่อหลายประเทศส่วนสำคัญเป็นผลจากการละเลยปัจจัยด้านสถาบัน
เมื่อเศรษฐศาสตร์สถาบันสมัยใหม่ (New Institutional Economics) กล่าวถึงสถาบัน
สถาบันมิได้มีความหมายเฉพาะองค์กรหรือการจัดองค์กร (Organization) เท่านั้น
หากยังมีความหมายครอบคลุมถึงกติกาการเล่นเกม (Rule of the Game) อีกด้วย
การปฏิรูปเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จได้
จำเป็นต้องให้ความสำคัญในประเด็นการออกแบบเชิงสถาบัน
ทั้งในด้านการจัดองค์กรและการกำหนดกติกาการเล่นเกม
เพราะปัจจัยทั้งสองกระทบต่อโครงสร้างการบริหารและโครงสร้างสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ
ซึ่งกระทบต่อประสิทธิผลของการปฏิรูปเศรษฐกิจในบั้นปลาย
กติกาการเล่นเกมมีทั้งกติกาทางการและกติกาที่ไม่เป็นทางการ
กติกาทางการปรากฏในรัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมาย
กติกาที่ไม่เป็นทางการปรากฏในจารีตประเพณีและวัฒนธรรม
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นกระบวนการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน
นโยบายดังกล่าวนี้มีพื้นฐานมาจากปรัชญาว่าด้วยบทบาทของรัฐในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภายหลังการทำสนธิสัญญาบาวริงในปี 2398
รัฐไทยต้องสูญเสียอธิปไตยทางการคลัง
ความจำกัดของรายได้รัฐบาลทำให้รัฐบาลส่งเสริมให้เจ้านายและขุนนางลงทุนในการสร้างและจัดระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
(Infrastructure) ตัวอย่างของโครงการดังกล่าวนี้ ได้แก่
โครงการทุ่งหลวงรังสิตของบริษัทคลองแลคูนาสยาม (ตระกูลสนิทวงศ์)
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475
มีการเปลี่ยนแปลงปรัชญาว่าด้วยบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐบาล
รัฐไทยถือเป็นหน้าที่ในการผูกขาดการผลิตบริการสาธารณูปโภค นอกจากนั้น
ยังก้าวล่วงไปทำการผลิตสินค้าและบริการอันหลากหลาย
ทั้งสินค้าสาธารณะและสินค้าเอกชนจนนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจบางท่านตีความว่า
ยุค 2475-2500 เป็นยุคของระบบทุนนิยมแห่งรัฐ (State Capitalism)
โดยที่บางท่านตีตราระบบทุนนิยมขุนนาง (Bureaucratic Capitalism)
ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมมีอิทธิพลในประเทศไทยในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
โดยผ่านกลไกนานาประเภทของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชนระลอกสำคัญเกิดขึ้นในยุคนี้
เมื่อฉันทมติแห่งวอชิงตัน ซึ่งมีรากฐานจากลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่
แผ่อิทธิพลจนเข้าไปกำหนดเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดกับเงินให้กู้ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอยู่ในเมนูนโยบายที่รัฐบาลไทยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี
2525 2526 และ 2528 แต่ความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในขณะนั้น
ทำให้แรงขับเคลื่อนกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอ่อนระโหย
พลวัตของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปรากฏอย่างชัดเจนในปลายยุครัฐบาลพลเอกเปรม
ติณสูลานนท์ (รัฐบาลเปรม 4-5)
และยิ่งเด่นชัดมากขึ้นไปอีกนับตั้งแต่รัฐบาลพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา
เมื่อผู้ทรงอำนาจทางการเมืองเห็นช่องทางในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน
การแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบายเป็นประพฤติกรรมปกติของชนชั้นปกครองไทย
ในยุคสมัยที่ระบบทุนนิยมแห่งรัฐเฟื่องฟู
ชนชั้นปกครองยึดรัฐวิสาหกิจเป็นฐานในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล
หาประโยชน์จากกระบวนการจัดจ้างจัดซื้อหากำไรจากการผูกขาดการขายผลผลิตของรัฐวิสาหกิจ
และหากินแม้ในรูปเบี้ยประชุม เงินโบนัส และรถประจำตำแหน่ง
ในยุคสมัยที่ลัทธิเสรีนิยมสมัยใหม่แผ่อิทธิพล
ชนชั้นปกครองชูนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
โดยอ้างอิงเงื่อนไขการดำเนินนโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก
การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชนเกื้อกูลการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากกระบวนการจัดสรรสัมปทาน
และจากการนำหุ้นรัฐวิสาหกิจออกจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์ในยุคปัจจุบัน
ปรัชญาว่าด้วยบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐบาลแปรเปลี่ยนไป จากเดิมที่ยึดถือว่า
รัฐมีหน้าที่ในการผลิตบริการสาธารณูปโภค มาสู่ปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ว่า
เอกชนมีประสิทธิภาพในการผลิตบริการสาธารณูปโภคสูงกว่ารัฐ
ด้วยเหตุดังที่พรรณนาข้างต้นนี้
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมิใช่เกมการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น
หากยังเป็นเกมการต่อสู้เพื่อแย่งชิงส่วนเกินทางเศรษฐกิจอีกด้วย
ในขณะที่ชนชั้นปกครองผสานกับกลุ่มขุนนางวิชาการบางภาคส่วน
ส่งเสริมการถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน
เพราะได้ประโยชน์ส่วนบุคคลจากกระบวนการนี้
กลุ่มพลังประชาธิปไตยขัดขวางกระบวนการเขมือบชาติดังกล่าวนี้
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542
เป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดกติกาการเล่นเกมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ภายใต้กฎหมายฉบับนี้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจยากที่จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่สังคมเศรษฐกิจไทย
เพราะเป็นกฎหมายที่มีอัปลักษณ์อันเลวร้าย
ในบรรดากติกาการเล่นเกมที่เกื้อกูลให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ประโยชน์สูงสุดแก่สังคมเศรษฐกิจไทย
กติกาที่สำคัญที่สุด ก็คือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) แต่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ
พ.ศ. 2542 ไม่ต้องการให้มีธรรมาภิบาลในกระบวนการแปรรูป
นอกจากจะไม่มีความโปร่งใสและประชาชนขาดการมีส่วนร่วมแล้ว
ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในการนี้ยังมิต้องรับผิดโดยตรงต่อประชาชนอีกด้วย
การขาดธรรมาภิบาลนอกจากจะทำให้ขาดหลักประกันในข้อที่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพการผลิตแก่สังคมเศรษฐกิจไทย
ดังเป้าหมายที่กล่าวอ้างแล้ว
ยังเกื้อกูลให้มีการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจโดยมิชอบได้โดยง่ายอีกด้วย
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจักต้องกระทำอย่างโปร่งใส
นอกจากจะมีการประกาศล่วงหน้าและกำหนดเวลาที่ชัดเจนแล้ว
ยังต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถึงผลดีและผลเสียอย่างชัดเจน
และมีการกำหนดแผนการดำเนินงานโดยละเอียดอีกด้วย
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมิควรกระทำด้วยการชี้นำของผู้ทรงอำนาจทางการเมืองที่มักง่าย
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม
เพราะประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการนี้ การประชาพิจารณ์ (Public Hearings)
เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน
แต่การประชาพิจารณ์ที่รัฐบาลดำเนินการมักเน้นรูปแบบ มีแต่กระพี้
แต่ขาดแก่นสารที่มีพื้นฐานจากวัฒนธรรมประชาธิปไตย
รัฐบาลจักต้องจัดทำสมุดปกขาวว่าด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแจกจ่ายแก่ประชาชน
และเปิดโอกาสให้ประชาชนถกอภิปรายเนื้อหาในสมุดปกขาวนั้น พร้อมกันนั้น
ก็แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางทำหน้าที่จัดทำสมุดปกดำรายงานผลการประชาพิจารณ์
การปฏิรูปและการตรากฎหมายประชาพิจารณ์เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ
เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยเกื้อประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติ
มติว่าด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจักต้องมาจากกฎการลงคะแนนเสียงและกระบวนการลงคะแนนเสียงที่ชัดเจนและโปร่งใส
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542
ต้องการให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปโดยง่ายดาย จึงยึดกฎคะแนนเสียงข้างน้อย
(Minority Voting Rule) เพราะด้วยคะแนนเสียง 25%+1 ก็สามารถขายรัฐวิสาหกิจได้
กฎการลงคะแนนเสียงที่เลือกใช้มีโครงสร้างสิ่งจูงใจแฝงเร้น
กฎคะแนนเสียงข้างน้อยให้สิ่งจูงใจในการขายรัฐวิสาหกิจโดยปราศจากความรอบคอบ
และยังเป็นใจกับผู้ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากการแปรรูปอีกด้วย
หากต้องการให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง
สมควรที่จะเลือกใช้กฎคะแนนเสียงเอกฉันท์หรืออาจลดหย่อนใช้ Super-Majority
Voting Rule ดังเช่นเกินกว่าคะแนนเสียง 75% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง
การขายสมบัติของชาติสมควรใช้กฎคะแนนเสียงที่เข้มงวด
เพราะแม้แต่การขายทรัพย์สินส่วนบุคคลยังต้องคิดและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
การขายทรัพย์สินของชาติยิ่งต้องรอบคอบยิ่งกว่า
กระบวนการลงคะแนนเสียงมีความสำคัญยิ่งกว่ากฎการลงคะแนนเสียง
การประชุมคณะกรรมการบางชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี
มิได้มีกระบวนการลงคะแนนเสียงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ภาวะผู้นำของประธานที่ประชุมอาจนำมาซึ่งฉันทมติ
โดยที่ประธานอาจมีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อน
ด้วยเหตุที่มิได้มีการลงมติอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
บางครั้งผู้เข้าประชุมอาจเข้าใจมติแตกต่างกัน
ความข้อนี้เป็นจริงอย่างยิ่งในกรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี
ด้วยเหตุที่คณะรัฐมนตรีไม่มีจารีตในการรับรองรายงานการประชุม (เนื่องจากเสียเวลา)
ในหลายต่อหลายกรณี มติคณะรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับการเขียนของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
และการชี้นำของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจควรจะมีการลงมติอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ทั้งนี้ผู้มีอำนาจในการลงมติในการนี้จักต้องรับผิดต่อประชาชน ดังนั้น
จึงสมควรพิจารณาสถาปนากลไกความรับผิด (Accountability Mechanism) วิธีการหนึ่ง
ก็คือ การกำหนดให้ผู้มีอำนาจในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องเขียนคำวินิจฉัย
เพื่อแจกแจงผลดีและผลเสียอันเกิดจากการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาล
คำวินิจฉัยดังกล่าวนี้ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยการตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีที่มีความเห็นแตกต่างกัน
นอกจากจะมีรายงานคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่มาจากฝ่ายข้างมาก หรือ Majority
Report สมควรให้กรรมการฝ่ายข้างน้อยผลิต Minority Report
เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสพิจารณาเหตุผลทั้งสองฝ่ายอีกด้วย
กติกาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)
มีความสำคัญในการป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้กำหนดกติกาในเรื่องนี้
การขาดกติกาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้การดำเนินนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมิอาจก่อสวัสดิภาพสูงสุดแก่สังคม
หากข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
สามารถซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจที่นำออกขายในตลาดได้
การทุจริตเชิงนโยบายย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย หากบุคคลเหล่านั้นไม่มีมโนธรรมสำนึก
ในทำนองเดียวกัน หากข้าราชการระดับสูงในสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติ
และกระทรวงพลังงานได้รับแบ่งปันหุ้นแรงผลักดันให้นำหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานออกขายในตลาดย่อมมีมากผิดปกติ
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อมีการนำหุ้นบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ออกขายในตลาด
นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองและผู้ชิดใกล้จะเขมือบหุ้นแล้ว
ยังมีการแบ่งปันหุ้นแก่ข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
กระบวนการปันหุ้นยังเผื่อแผ่ไปสู่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่นำหุ้นออกขายในตลาด
ทั้งนี้เพื่อลดทอนกระแสการคัดค้านต่อต้าน
การณ์ทั้งหมดนี้มีสภาพเสมือนหนึ่งการติดสินบนเพื่อให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ด้านหนึ่งติดสินบนขุนนาง นักวิชาการให้ตั้งแท่นนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
อีกด้านหนึ่ง ติดสินบนพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อลดทอนกระแสต่อต้าน
หากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องอาศัยการติดสินบน
ประชาชนควรมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะตั้งข้อกังขาว่า
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจดีจริงตามที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อจริงหรือ?
หากต้องการให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นประโยชน์แก่สังคม
สมควรเพ่งพิเคราะห์ประเด็นการออกแบบเชิงสถาบัน
ทั้งด้านการจัดองค์การและกติกาการเล่นเกม กติกาว่าด้วยธรรมาภิบาล
กฎการลงคะแนนเฉลี่ย กระบวนการลงคะแนน และกติกาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน
มีความสำคัญในการนี้
|