ความพยายามโน้มนำ นโยบายถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ ดำเนินไปด้วยมาตรการผสมผสานกัน
ทั้งจากการทำงานภาครัฐของสหรัฐ การประสานการทำงานร่วมกัน
เป็นคณะทำงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งจากการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศ
ที่รัฐบาลสหรัฐมี "อำนาจเชิงมติ" อยู่ในระดับสูง
นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
ประสบความสำเร็จทางการเมืองระหว่างประเทศ ร่วมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
(Council for Foreign Relations : CFR) ในการก่อตั้งธนาคารระหว่างประเทศ
เพื่อการฟื้นฟูบูรณะ (International Bank for Reconstruction and Development :
IBRD) หรือ "ธนาคารโลก" (World Bank) กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(International Monetary Fund : IMF) ในช่วงปี ค.ศ.1946-1947 ;
ความพยายามในการขยายการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐในขอบเขตโลก (หรือขอบเขตของโลกาภิวัตน์)
ควบคู่กับความพยายามในการโน้มนำ จนถึงกดดันให้รัฐบาลของประเทศอื่นๆ
ดำเนินนโยบายถ่ายโอน "กรรมสิทธิ์" (ownership)
และผลประโยชน์สาธารณะ (public intersts) จากวิสาหกิจของรัฐ (stateenterprises)
ภายในประเทศนั้นๆ ให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์และสนามผลประโยชน์ระยะยาวของ "ภาคเอกชน"
(private sector) ก็ก่อตัวขึ้นเป็น "ปรากฏการณ์ใหม่"
ของกระบวนการโลกาภิวัตน์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แทนที่กระบวนการโลกาภิวัตน์ชุดจักรวรรดินิยมยุโรปก่อนหน้านั้น
ความพยายามโน้มนำนโยบายถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวนั้น
ดำเนินไปด้วยมาตรการผสมผสานกันทั้งจากการทำงานภาครัฐของประเทศสหรัฐ,
การประสานการทำงานร่วมกันเป็นคณะทำงานภาครัฐและเอกชน,
รวมทั้งจากการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสหรัฐมี "อำนาจเชิงมติ"
อยู่ในระดับสูง เช่น องค์การสหประชาชาติ (United Nations)
และเครือข่ายสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ของธนาคารโลก
ความสำเร็จในการชักนำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ
ดำเนินนโยบายถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ (จากกิจการของรัฐเป็นธุรกิจเอกชน)
จะเปิดทางให้สามารถดำเนินกระบวนการวิธีทางเทคนิคในลำดับต่อไป
ให้กลุ่มทุนเครือข่ายของสหรัฐ
และพันธมิตรนักลงทุนจากประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
สามารถแทรกตัวเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของวิสาหกิจนั้นๆ
ได้ในสัดส่วนสูงขึ้นทุกขณะ
สำหรับกรณีประเทศไทย, ความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
และกลุ่มธนาคารโลกในการเปิดศักราชเริ่มต้นนโยบายถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
เกิดขึ้นได้ในสมัยรัฐบาลเผด็จการทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ภายหลังการรัฐประหารปลายปี
พ.ศ.2490 เพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
ซึ่งดำเนินนโยบายขยายวิสาหกิจของรัฐ
และเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเปิดนโยบายถ่ายโอนกรรมสิทธิ์จากรัฐวิสาหกิจ
มาเป็นธุรกิจเอกชน)
ความสำเร็จของการรัฐประหาร 2490
และความคืบหน้าในการยกฐานะทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ จากสถานะ "ผู้นำรัฐประหาร"
ขึ้นสู่สถานะ "นายกรัฐมนตรี" ที่ปราศจากรัฐธรรมนูญ รองรับตามระบอบรัฐสภา
เป็นความสำเร็จเบื้องต้นที่นำไปสู่การรับรองรายงานการศึกษาเศรษฐกิจไทย
และข้อแนะนำนโยบายเศรษฐกิจ
ที่ธนาคารโลกมีผลต่อประเทศไทยในช่วงต้นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์
ธนาคารโลกส่งคณะทำงานเข้ามารวบรวมข้อมูล (อย่างผิวเผินเป็นอันมาก
หากประเมินด้วยมาตรฐานทางวิชาการที่เป็นศาสตร์)
แล้วเขียนเอกสารเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์
ทั้งยังส่งสำเนาเอกสารดังกล่าว ให้มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในประเทศสหรัฐ
ตีพิมพ์ให้มีลักษณะน่าเชื่อถือแบบ "ตำราวิชาการ" ยิ่งขึ้น
โดยใช้ชื่อเอกสารดังกล่าวว่า ;
"A Public Development Program for Thailand" (โครงการพัฒนาสาธารณะสำหรับประเทศไทย)
เนื้อหาสาระจากหนังสือเล่มนี้คือ "พิมพ์เขียว" หรือต้นฉบับสำหรับการร่าง "แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ"
ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ.2475 (ถ้าหากเราไม่นับ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" ของ ดร.ปรีดี พนมยงค์
ที่ปลอดจากอิทธิพลขององค์กรต่างชาติมากกว่า อาจถือเป็น "แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ"
ฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้ดำเนินการ)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรกของธนาคารโลก และรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ในประเทศไทย
เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504
สาระสำคัญส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนั้น
และสาระสำคัญส่วนหนึ่งในข้อเสนอแนะของธนาคารโลก ต่อรัฐบาลไทยในเอกสาร A Public
Develpment Program for Thailand คือ
ข้อเสนอเชิงนโยบายให้รัฐบาลไทยดำเนินการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ
ที่มีสถานะเป็นคู่แข่งกับธุรกิจเอกชน และดำเนินการขายรัฐวิสาหกิจ
ที่มีสถานะทางธุรกิจเข้มแข็ง ให้แก่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพสูง
เพียงพอในการดำเนินธุรกิจนั้นแทนที่
ส่วนวิสาหกิจหรือกิจการใดที่ยังต้องอาศัยการลงทุนสูง ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน
จนขาดความคุ้มค่าต่อการแบกรับภาระการลงทุนของภาคเอกชน ในขณะนั้น
ให้รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายเงินกู้ภาครัฐ และนำทุนสาธารณะของประเทศ
มาใช้สนับสนุนแบกรับภาระนั้น จนกว่าภาคเอกชนจะมีความพร้อมต่อไปในอนาคต
วิสาหกิจกลุ่มที่ต้องอาศัยการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐาน
และทุนดำเนินการพัฒนาระดับสูงเกินกว่าความสามารถในการสะสมทุน
โดยเฉลี่ยของภาคเอกชนในขณะนั้น (ในความหมายสำคัญว่า
หากธุรกิจเอกชนจะร่วมกันเข้าเป็นเจ้าของ และดำเนินการในขณะนั้น
จะเป็นการสิ้นเปลืองทุนของเอกชนมากเกินควร จึงยังคงปล่อยให้รัฐบาลนำทุนสาธารณะ
และเงินกู้ต่างประเทศ มาหล่อเลี้ยงและพัฒนาให้เติบโตต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อน)
ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจสาธารณูปโภค และบริการสาธารณะของประเทศ
|